
คลิปเสียงเด็กร้องหาแม่ผู้อพยพหลังถูกจับแยกตามนโยบายทรัมป์
เผยคลิปเสียงร้องไห้ทุกข์ระทมของเด็ก ที่ถูกแยกจากพ่อแม่ขณะพยายามลอบเข้าสหรัฐผิดกฎหมาย ตามนโยบายอื้อฉาวของรัฐบาลทรัมป์
โปรพับบลิกา องค์กรสื่อไม่แสวงผลกำไรในสหรัฐ เผยคลิปเสียงที่กลายเป็นระเบิดลูกใหม่ ท่ามกลางกระแสต่อต้านนโยบายพรากลูกผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารเข้าเมือง ของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
คลิปความยาว 8 นาที เป็นเสียงร้องไห้สะอื้นหาพ่อแม่ ของเด็ก 10 คน ส่วนใหญ่มาจากเอลซัลวาดอร์และกัวเตมาลา ที่ถูกเจ้าหน้าที่ชายแดนและเข้าเมือง แยกจากพ่อแม่ที่ชายแดนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะมีตอนหนึ่งที่ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ชายแดน กลับพูดติดตลกว่า "เสียงร้องระงมของเด็กเหมือนวงออสเคสตรา ขาดแแต่คอนดักเตอร์"
โปรพับลิกา ได้รับคลิปเสียงบันทึกจากภายในศูนย์คุ้มครองชายแดนและเข้าเมืองโดยไม่เผยแหล่งข่าวเนื่องจากเกรงจะถูกตอบโต้ ผู้บันทึกเสียงมอบคลิปให้กับ เจนนิเฟอร์ ฮาร์บิวรี ทนายความสิทธิมนุษยชนที่ทำงานเกี่ยวกับผู้อพยพชายแดนติดเม็กซิโก เธอเปิดเผยว่าคนที่บันทึกเสียงนี้เคยเป็นลูกความของเธอ ที่ได้ยินเสียงเด็กร้องและรู้สึกใจสลาย
ผู้บันทึกเสียง คาดว่าเด็กในคลิปอายุระหว่าง 4-10 ขวบ น่าจะเพิ่งถูกแยกจากพ่อแม่เข้าไปอยู่ในศูนย์พักพิงไม่ถึง 24 ชั่วโมง จึงยังแปลกที่และตกใจ เจ้าหน้าที่พยายามปลอบโยนด้วยขนมและของเล่นแต่เด็กยังโยเย
"แม่!หนูอยากไปกับพ่อ" เสียงเด็กหญิงคนหนึ่งกรีดร้องเสียงดัง และสะอื้นจนหายใจไม่ทัน แต่ที่โดดเด่นสุดเป็นเสียงของเด็กหญิงชาวซัลวาดอร์วัย 6 ขวบ ที่อ้อนวอนเจ้าหน้าที่อย่างน่าเวทนา ขอให้ใครก็ได้ช่วยโทรศัพท์หาน้า/ป้า ที่เธอจดจำเบอร์ได้กรณีถูกแยกจากพ่อแม่ “แม่หนูบอกให้ไปกับป้า ป้าจะมารับเร็วที่สุด”
รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้นโยบายแยกเด็กจากครอบครัวผู้พยายามลักลอบเข้าเมืองชายแดน เมื่อเดือนพฤษภาคม อันเป็นส่วนหนึ่งของการกวาดล้างการเข้าเมืองผิดกฎหมายแบบไม่มีประนีประนอม แต่การปฏิบัติใช้นโยบายนี้จุดกระแสแตกแยกอย่างหนักในประเทศ ทั้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันเอง ตลอดจนบุคคลในหลายแวดวง แต่รัฐบาลทรัมป์ โยนว่าเป็นความผิดของพรรคเดโมแครตที่ไม่ทำอะไรในรัฐสภาเพื่อปกป้องชายแดน แม้ว่าการแยกเด็กกับพ่อแม่เป็นผลจากนโยบายของทรัมป์ล้วนๆ
NIELSEN: "Those who criticize the enforcement of our laws have offered only one countermeasure -- Open borders. The quick release of all illegal alien families and the decision not to enforce our laws." (Family separation isn't a law!) pic.twitter.com/VFaSuq7m6c
— Aaron Rupar (@atrupar) June 18, 2018
คริสเตน นีลเซน รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ อ้างว่า การแยกเด็กจากครอบครัวที่ชายแดน เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่สื่อสหรัฐระบุว่าไม่มีกฎหมายเข้าเมืองฉบับใดที่กำหนดให้ต้องทำเช่นนั้น รัฐบาลชุดก่อนอนุญาตให้ทั้งครอบครัวเข้าสู่กระบวนการเนรเทศพร้อมกัน
ในการแถลงข่าววานนี้ นีลเซน กล่าวว่าเธอยังไม่ได้ยินคลิปเสียงเด็กร้องที่กำลังเป็นประเด็น แต่โอลิเวีย นุสซี ผู้สื่อข่าวของนิวยอร์ก แมกกาซีน เปิดคลิปเสียงเด็กให้ฟังกลางห้องประชุมแถลงข่าว
ไม่แน่ชัดว่าเธอได้ยินเสียงเด็กร้องหาพ่อแม่หรือไม่ แต่ผู้สื่อข่าวระดมตั้งคำถามว่าแบบนี้ใช่การละเมิดเด็กหรือไม่ เธอไม่ได้ตอบคำถามตรงๆ และเมื่อถูกถามว่า ทั้งคลิปเสียง ภาพถ่าย และเรื่องราวอีกมากมายที่ปรากฎออกมาช่วงไม่กี่วันมานี้ คือผลที่ตามมาแบบไม่เจตนาจากนโยบายรัฐบาลหรือไม่ รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิกล่าวว่า เธอคิดว่าสะท้อนถึงจุดมุ่งหมายของผู้ที่เผยแพร่เรื่องและรูป
( เต้นท์ที่ใช้เป็นที่พักพิงของลูกผู้ลักลอบเข้าเมือง ที่จุดผ่านแดนทอร์นิลโล -มาร์เซลีโน เซร์นา เมืองทอร์นิลโล รัฐเท็กซัส / AFP )
ในอดีต ผู้อพยพบางส่วนเมื่อเข้าเมืองผิดกฎหมายหากถูกจับก็จะปล่อยไป แต่เวลานี้ รัฐบาลหันมาดำเนินคดีกับทุกคนที่พยายามผ่านแดนโดยไม่มีเอกสาร และกำหนดให้แยกเด็กจากครอบครัว ส่งผลให้มีเด็ก 1,995 คนถูกแยกจากผู้ปกครอง 1,940 คน ในช่วง 6 สัปดาห์ ช่วง 19 เม.ย. – 31 พ.ค. โดยเด็กจะถูกส่งไปอยู่ศูนย์กักกันหรือสถานเลี้ยงเด็กในความดูแลของกระทรวงสาธารณสุขและบริการสังคม
เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐ ที่แทบไม่ออกปากวิจารณ์นโยบายรัฐบาล แต่ครั้งนี้ เธอแสดงจุดยืนโดยบอกผ่านโฆษก ว่า เธอเกลียดที่เห็นเด็กๆถูกแยกออกจากครอบครัว และหวังว่าจะมีการปฏิรูประบบตรวจคนเข้าเมืองที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งเชื่อว่า เราต้องการประเทศที่ทั้งเคารพกฎหมาย และปกครองด้วยหัวใจ
ขณะที่ ลอรา บุช อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 เขียนลงหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ว่า การพรากเด็กๆจากผู้ปกครองเป็นเรื่องที่โหดร้าย ไร้ศีลธรรม และทำให้หัวใจสลาย รัฐบาลไม่ควรขังเด็กๆไว้ในโกดังสินค้า หรือ ย้ายพวกเขาไปอยู่ในเต้นท์กลางทะเลทราย สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังจะเป็นหนึ่งในเรื่องน่าอับอายที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ
สหภาพเสรีภาพพลเรือนอเมริกันกำลังพยายามยื่นฟ้องขอให้ศาลออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการดำเนินนโยบายนี้ของทรัมป์ โดยอ้างว่าละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ



