"คิมจองอึน"หว่านเสน่ห์กลบเกาหลีเหนือภาคโหด

กลุ่มสิทธิมนุษยชนและชาวเกาหลีเหนือแปรพักตร์เตือนอย่าหลงเสน่ห์คิมจองอึน จนลืมว่าเกาหลีเหนือคือคุกเปิดใหญ่ที่สุดในโลก

                                        ภาพของคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือที่เคยรู้จักในความเอาแน่เอานอนไม่ได้ ขู่ทำสงครามนิวเคลียร์ สั่งยิงปืนใหญ่ประหารอาเขยฐานคิดกระด้างกระเดื่อง และตกเป็นจำเลยในเหตุลอบสังหารพี่ชายต่างมารดา แทบจะเลือนหายในชั่วข้ามคืน เมื่อเขาปรากฎตัวเป็นเป้าสายตาคนทั้งโลกอีกครั้งในที่ประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวานนี้ 

 

 "คิมจองอึน"หว่านเสน่ห์กลบเกาหลีเหนือภาคโหด


                                        3 วันที่เยือนสิงคโปร์ ซึ่งถือว่าเป็นการเดินทางไกลบ้านมากที่สุด ได้เห็นภาพคิมจองอึน ยิ้มแย้มจับมือกับประธานาธิบดีสหรัฐ ถ่ายรูปเซลฟี่กับรัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ระหว่างตระเวณชมแหล่งท่องเที่ยวยามค่ำคืนในประเทศเจ้าภาพ ท่ามกลางความสนใจของผู้คน 

 

 "คิมจองอึน"หว่านเสน่ห์กลบเกาหลีเหนือภาคโหด

(ออตโต วอร์มเบียร์

 

                                        ทรัมป์ ออกปากชื่นชมผู้นำวัยคราวลูกว่า คิมฉลาดมาก รักประเทศ เป็นนักเจรจาที่เก่งมาก  การประชุมเมื่อวาน ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล แต่เลี่ยงคำถามผู้สื่อข่าวว่าตอนพบกับคิม ได้หยิบยกชะตากรรมของอ็อตโต วอร์มเบียร์ นักศึกษาสหรัฐที่ถูกคุมขังในเกาหลีเหนือ 17 เดือน ฐานพยายามขโมยโปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อในเปียงยาง และเสียชีวิตไม่นานหลังส่งตัวกลับบ้านหรือไม่ 

 

 "คิมจองอึน"หว่านเสน่ห์กลบเกาหลีเหนือภาคโหด

 

                                      “บางคนบอกว่า คิมน่ารักดี หรือ ดูเป็นมิตรมากกว่าที่คิด แต่พวกเขาไม่ควรถูกใบหน้ายิ้มแย้มของคิมในโชว์การเมืองล่อลวง” ชอย จอง ฮุน ชาวเกาหลีเหนือแปรพักตร์ในกรุงโซลกล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพี 
                                        ชอย เรียกร้องประชาคมโลก มองด้านมืดหลังเรียลริตีโชว์การทูต เพื่อให้การเจรจาใดๆส่งผลถึงชาวเกาหลีเหนือยากไร้ที่กำลังลำบากอยู่ในคุกแรงงาน 

 

 "คิมจองอึน"หว่านเสน่ห์กลบเกาหลีเหนือภาคโหด


                                      ครอบครัวของคิมจองอึน ผู้นำรุ่นที่สาม ปกครองประเทศยากจนแต่ติดอาวุธนิวเคลียร์ ด้วยลัทธิบูชาตัวบุคคล ระบอบเปียงยางถูกกล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ ทั้งซ้อมทรมาน ข่มขืน ประหารชีวิต และกวาดล้างฝ่ายเห็นต่างอย่างโหดเหี้ยม ประเมินว่าเกาหลีเหนือยังจองจำนักโทษอยู่ราว 1.2 แสนคน ภายในระบบค่ายแรงงาน 


                                      เปียงยางยุคคิมจองอึน สั่งประหารชีวิต จาง ช็อง แท็ก อาเขยที่เคยเป็นมือขวา เมื่อปี 2555 ข้อหาทรยศ และเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังลอบสังหาร คิมจองนัม พี่ชายต่างแม่ด้วยสารพิษทำลายประสาท ที่สนามบินมาเลเซียเมื่อปีที่แล้ว 

                                      ก่อนประชุมสุดยอด กลุ่มสิทธิมนุษยชนกว่า 300 องค์กร รวมถึงฮิวแมนไรทส์วอทช์ เรียกร้องให้รัฐบาลเปียงยางปรับปรุงสถานการณ์สิทธิฯ แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฮิวแมนไรทส์วอทช์ กล่าวว่า คิมจองอึนพยายามที่จะเป็นรัฐบุรุษบนเวทีโลก แต่ความพยายามของเขาไม่สำเร็จแน่ หากเกาหลีเหนือยังคงถูกเอ่ยถึงว่าเป็นคุกเปิดขนาดใหญ่ที่สุดในโลกต่อไป 

 

 "คิมจองอึน"หว่านเสน่ห์กลบเกาหลีเหนือภาคโหด

 

                                      ในการแถลงข่าวหลังเสร็จสิ้นประชุมสุดยอดเมื่อวานนี้  ผู้สื่อข่าวหลายคนซักประธานาธิบดีทรัมป์เรื่องสิทธิมนุษยชนว่าได้หยิบยกมาพูดคุยบ้างหรือไม่ ซึ่งทรัมป์ยอมรับว่า  เป็นส่วนน้อยมากในการสนทนา ก่อนไปต่อว่า เหตุผลที่คิมเป็นแบบนี้เพราะนั่นเป็นวิธีการเดียวที่ครอบครัวของเขารู้จักในการปกครองประเทศ คิมทำในสิ่งที่เคยเห็นมา แต่คิมสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ “เขาฉลาด รักประชาชน รักประเทศ อยากทำสิ่งดีๆ และนั่นก็เป็นเหตุผลของการมาประชุม” 

 

 "คิมจองอึน"หว่านเสน่ห์กลบเกาหลีเหนือภาคโหด

 

                                      ถึงครั้งนี้จะยังไม่มีการพูดถึงมากนัก แต่จอห์น ซิฟตัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชีย ฮิวแมนไรทส์วอทช์ กล่าวว่า มาตรการคว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนือ บางส่วนเป็นมาตรการลงโทษฐานทดสอบขีปนาวุธและนิวเคลียร์ บางอย่างลงโทษฐานละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้น สิทธิมนุษยชนจะยังเป็นวาระหนึ่งในการเจรจาที่จะตามมา ไม่ว่าคิมหรือทรัมป์อยากจะแตะหรือไม่ 

                                      เช่นเดียวกับ เจมส์ คาราฟาโน นักวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ มูลนิธิเฮอร์ริเทจ กล่าวว่า ในระยะยาว สหรัฐต้องคุยเรื่องนี้กับเกาหลีเหนือแน่ แต่การทูตในขั้นนี้จำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญ 

 

 "คิมจองอึน"หว่านเสน่ห์กลบเกาหลีเหนือภาคโหด

 

                                      ทั้งนี้ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกที่พบตัวต่อตัวกับผู้นำเกาหลีเหนือขณะยังอยู่ในตำแหน่ง แต่ไม่ใช่คนแรกที่นั่งคุยกับผู้นำเผด็จการของประเทศมิตรและศัตรู อดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน สร้างประวัติศาสตร์ เมื่อไปพบกับประธานเหมา เจ๋อจุงของจีน ในปี 255 บารัก โอบามาก็คุยกับ ราอูล คาสโตร ผู้นำคิวบา ผู้นำสหรัฐหลายต่อหลายคนล้วนเคยพบหรือจับมือกับผู้นำราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย