"ทรัมป์-คิม"ลงนามประวัติศาสตร์มุ่งสร้างสันติภาพ

ต่างประเทศ  :  13 มิ.ย. 2561

การประชุมสุดยอดสหรัฐ-เกาหลีเหนือชื่นมื่น "โดนัลด์ ทรัมป์-คิมจองอึน" ลงนามแถลงการณ์ร่วม 4 ประเด็นสำคัญ ปลดอาวุธนิวเคลียร์คาบสมุทรเกาหลี มะกันยุติซ้อมรบโสมขาว

     เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน การประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่โรงแรมคาเพลลา เกาะเซนโตซา ประเทศสิงคโปร์ ปิดฉากลงด้วยการลงนามแถลงการณ์ร่วมสรุป 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.สองประเทศมุ่งมั่นสถาปนาความสัมพันธ์ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความปรารถนาต่อสันติภาพและความมั่งคั่งของประชาชนในสองประเทศ 2.จะร่วมกันสร้างระบอบสันติภาพที่ยั่งยืนและมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลี 3.ยึดมั่นปฏิญญาปันมุนจอมเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2561 เกาหลีเหนือจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อการปลดอาวุนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์บนคาบสมุทรเกาหลี และ 4.จะค้นหากระดูกเชลยศึกและผู้สูญหายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งส่งกลับกระดูกที่สามารถระบุเอกลักษณ์บุคคลได้แล้วทันที

"ทรัมป์-คิม"ลงนามประวัติศาสตร์มุ่งสร้างสันติภาพ     

     ทั้งนี้ผลการประชุมออกมาในทางที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่คาดไว้ว่า จะเป็นผลลัพธ์เชิงสัญลักษณ์มากกว่าจับต้องได้ คิมตกลงปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลีอย่างสมบูรณ์ แต่ไม่มีการเอ่ยถึงข้อเรียกร้องสหรัฐที่ต้องการให้เกาหลีเหนือกำจัดคลังแสงทั้งหมด และต้องเป็นการปลดอาวุธนิวเคลียร์แบบสมบูรณ์ พิสูจน์ได้และไม่มีวันย้อนกลับ

     ในที่ประชุมแถลงข่าวหลังการประชุมสุดยอด ประธานาธิบดีทรัมป์ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมถึงเรื่องที่พูดคุยหรือตกลงกันนอกเหนือจากที่อยู่ในแถลงการณ์ โดยเฉพาะเรื่องที่สหรัฐจะยุติการซ้อมรบประจำปีกับเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความขุ่นเคืองแก่เกาหลีเหนือมานาน เพราะมองว่าเป็นการซ้อมเพื่อรุกรานเกาหลีเหนือ 

     ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐจะยุติการซ้อมรบอันจะช่วยประหยัดงบประมาณได้อย่างมหาศาล และเมื่อถึงจุดหนึ่งสหรัฐก็ต้องการถอนทหารออกจากเกาหลีใต้ด้วย

     นอกจากนี้ทรัมป์มองว่าขณะที่การเจรจาเพื่อทำความตกลงอย่างครอบคลุม การซ้อมรบเป็นเรื่องไม่เหมาะสมและยั่วยุ ซึ่งการประกาศเรื่องนี้ของทรัมป์ถูกมองว่าเป็นการอ่อนข้อของสหรัฐ

     ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า คิม จองอึน ยังตกลงทำลายศูนย์ทดสอบเครื่องยนต์ขีปนาวุธ และยืนยันว่ากระบวนการพิสูจน์ทราบการทำลายอาวุธนิวเคลียร์นั้นมีแน่ โดยจะประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่าย แต่ยังไม่มีรายละเอียดเป็นรูปธรรม

     ส่วนมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือจะยังมีต่อไปแต่รัฐบาลวอชิงตันหวังจะยกเลิก เมื่อเกาหลีเหนือมีความก้าวหน้าถึงขั้นที่อาวุธนิวเคลียร์ไม่ใช่ปัจจัยอีกต่อไป

     แม้มีเสียงวิจารณ์ผลประชุมไม่มีอะไรใหม่ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์และคิม กล่าวไปในทางเดียวกันว่าการประชุมครั้งนี้คือก้าวสำคัญสำหรับหนทางข้างหน้า 

     คิม กล่าวว่า เป็นการก้าวข้ามอดีตสู่การเริ่มต้นใหม่ และโลกจะเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

     ส่วนประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายจะทำงานร่วมกันต่อไป เขาได้สร้างสัมพันธ์พิเศษแก่ผู้นำเกาหลีเหนือ จากนี้เราจะดูแลปัญหาใหญ่และอันตรายมากของโลก การประชุมไปไกลกว่าที่ทุกคนคาด

"ทรัมป์-คิม"ลงนามประวัติศาสตร์มุ่งสร้างสันติภาพ

     การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำคู่อริสงครามเย็นเป็นครั้งแรกเริ่มต้นด้วยการจับมือครั้งประวัติศาสตร์ที่โรงแรมคาเพลลา โดยประธานาธิบดีทรัมป์ยื่นมือแตะแขนขวาของนายคิม จองอึน และกล่าวว่า “เรากำลังจะพูดคุยกันครั้งสำคัญ และผมคิดว่าจะเป็นการเจรจาที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง และเราจะมีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม ผมไม่สงสัยเลย”

     ขณะที่คิม จอง อึน กล่าวว่า "มีความสุขมากที่ได้พบทรัมป์ที่สิงคโปร์ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมาถึงที่นี่ อคติและการปฏิบัติต่อกันในอดีตขัดขวางเส้นทางของเรา แต่ก็เราก็ก้าวผ่านอุปสรรคทั้งหลายเหล่านั้นมาได้” 

     จากนั้นทรัมป์กับคิมประชุมแบบส่วนตัวผ่านล่าม 41 นาที ก่อนเข้าสู่การประชุมที่มีเจ้าหน้าที่อาวุโสสองฝ่ายเข้าร่วม

     หลังลงนามทรัมป์กล่าวว่า เราได้รู้จักกันและกันและเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศของเรามากขึ้น ผู้นำสหรัฐกล่าวชมคิมว่ามีความสามารถ เป็นนักเจรจาฉลาดและทรงคุณค่ามาก ทั้งยังได้รับรู้ว่าคิมรักประเทศของเขามาก

     “แน่นอน เราจะพบกันอีกครั้ง เราจะพบกันอีกหลายครั้ง” ทรัมป์ตอบคำถามที่ว่าจะเชิญคิม จองอึน ไปเยือนทำเนียบขาวหรือไม่

     ที่กรุงโซล ประธานาธิบดีมุน แจ อินแห่งเกาหลีใต้ กล่าวแสดงความยินดีกับผลประชุมสุดยอดที่สิงคโปร์ ที่จะช่วยปิดฉากสงครามเย็นจุดสุดท้ายบนโลก

     ผู้นำเกาหลีใต้ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในฐานะคนกลางนำสองคู่อริสงครามเย็นมาสู่โต๊ะเจรจา กล่าวยกย่องทรัมป์และคิมในความกล้าหาญและแน่วแน่ที่จะไม่ยึดติดความเป็นจริงที่คุ้นชินและล้าสมัย แต่เลือกที่ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยอมรับว่าการประชุมเป็นเพียงจุดเริ่มเต้น อาจจะมีปัญหาอีกมากมายรออยู่ แต่เราจะไม่กลับไปสู่อดีตอีก และไม่ถอดใจในการเดินทางสายนี้

     การพบกันของสองผู้นำเป็นวิถีการทูตที่ไม่ธรรมดา หากย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อนในช่วงที่เกาหลีเหนือเดินหน้าทดลองขีปนาวุธพิสัยไกล ยากจะจินตนาการว่าจะมีวันนี้ได้ ทรัมป์ทวิตขู่ถล่มเปียงยาง ด้วยเพลิงและความเดือดดาล ขณะคิมโจมตีทรัมป์ว่าเป็นคนปัญญาอ่อนไม่อยู่กับร่องกับรอย

     การประชุมสุดยอดที่สิงคโปร์อาจถือได้ว่าเป็นห้วงเวลาสำคัญหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองโลก เทียบได้กับเมื่อครั้งที่ริชาร์ด นิกสัน ผู้นำสหรัฐเยือนจีนในปี 2515 หรือเมื่อตอน โรนัลด์ รีแกน ผู้นำสหรัฐ ประชุมสุดยอดในปี 2529 กับ มิคฮาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำสหภาพโซเวียต ที่กรุงเรย์ยาวิก ประเทศไอซ์แลนด์

"ทรัมป์-คิม"ลงนามประวัติศาสตร์มุ่งสร้างสันติภาพ

     วันเดียวกันที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมครม.สัญจรที่ จ.นครสวรรค์ ถึงการหารือระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กับนายคิม จองอึน ประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ ที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อให้เกิดการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีว่า เท่าที่ทราบในเบื้องต้นก็เห็นว่ามีความคืบหน้าและการพูดคุยดังกล่าวเป็นไปด้วยดี ส่วนผลการหารือจะออกมาเป็นอย่างไรนั้นยังไม่ทราบ อย่างไรก็ตามคิดว่าถือเป็นแนวโน้มที่ดีต่อโลก ถ้าสามารถทำตามได้ที่ตกลงกันก็ขอแสดงความยินดีด้วย และขอให้กำลังใจผู้นำทั้ง 2 ประเทศดังกล่าว

     ด้านนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า เชื่อว่าเป็นการหารือที่ทั้งสองฝ่ายมีความพอใจ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมท่าทีต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเท่าที่จะทำได้ไว้แล้ว เพียงแต่เราไม่สามารถแสดงอย่างเป็นทางการตอนนี้ต้องรอที่เป็นทางการออกมาก่อน ทั้งนี้เชื่อว่าท่าทีที่จะออกมาจะส่งผลดีต่อภูมิภาคเอเชียและทั่วโลกเมื่อถามว่าการที่ผู้นำทั้งสองประเทศจับมือกันถือเป็นนิมิตหมายที่ดีหรือไม่ นายดอนกล่าวว่า เชื่อว่าดี เพราะหลังจากต่อว่ากันไปกันมาแล้ว และมาได้สัมผัสมือกันถือเป็นเรื่องที่ดี เมื่อถามย้ำว่าจะส่งผลอะไรต่อการเมืองโลกหรือไม่ นายดอนกล่าวว่า “ถ้าทุกอย่างเป็นไปอย่างสร้างสรรค์เราจะสามารถลดความตึงเครียดในเวทีหนึ่ง แต่เวทีในประเทศอื่นๆ ยังจะต้องหาทาง”

ฉบับ นสพ.คมชัดลึก

 


เปิดอ่าน