นักโทษออนไลน์จากในคุกก่อคดีแบล็คเมล์ทางเพศ 

ต่างประเทศ  :  15 เม.ย. 2561

อินโดนีเซียพบนักโทษแสบหลอกคุยเหยื่อหลงเชื่อส่งภาพส่วนตัวใช้แบล็คเมล์ หาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ 

 

                 จาการ์ตาโพสต์ รายงานว่าเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ตำรวจอินโดนีเซียในเมืองบันดุง ชวาตะวันตก ระบุชื่อนักโทษ 3 คนที่ปัจจุบันกำลังรับโทษคดียาเสพติดอยู่ในเรือน “เจเลกง” 

 

                 
                    เป็นผู้ต้องสงสัยคดีแบล็คเมล์ทางเพศผ่านอินเทอร์เน็ต ที่เรียกกันว่า "sextortion" 

                    ทั้งสามก่อความผิดจากในห้องขัง ซึ่งตามจริงแล้ว ไม่น่าจะมีโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์สื่อสารใดๆในครอบครองได้ แต่ก็ได้มาด้วยการติดสินบนผู้คุม 
                    ผู้ต้องสงสัยสารภาพว่าเริ่มก่ออาชญากรรมลักษณะนี้มาตั้งแต่ปี 2559 โดยเหยื่ออยู่ในหลายพื้นที่ทั่วอินโดนีเซียและซาอุดิอาระเบีย 
                    สำหรับวิธีหากิน พวกเขาจะค้นหาเป้าหมายเป็นผู้หญิงอายุระหว่าง 25-30 ปี ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยม เช่น เฟซบุ๊ก มีทมี ( MeetMe ) WhatsAppและอินสตาแกรม โดยใช้บัญชีผู้ใช้ปลอมแสร้งทำเป็นนักศึกษาจากวิทยาลัยนาวี เมื่อพูดคุยจนสนิทสนมคุ้ยเคย ก็จะขอเบอร์ติดต่อเหยื่อ และสัญญาว่าจะเป็นแฟนหรือแต่งงาน 
                    พอเหยื่อเริ่มติดกับ ก็จะขอให้เหยื่อส่งภาพเปลือยหรืออวดเนื้อตัวระหว่างวิดีโอคอลล์ไปให้ และเพื่อไม่อีกฝ่ายจับพิรุธได้  นักโทษทั้งสามใช้วิธีขโมยคลิปวิดีโอผู้ชายสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองจากอินเทอร์เน็ต อาทิจาก Grindr แอพพลิเคชันเครือข่ายของชาวเกย์หรือไบเซ็กชวล ส่งไปให้เหยื่อดูแทน 

                    เมื่อได้รับความไว้วางใจมากพอ จึงค่อยเริ่มขอให้ผู้หญิงส่งเงินไปให้เพื่อใช้เป็นค่าเดินทางไปหา แต่หากเหยื่อปฏิเสธ ก็จะเปลี่ยนเป็นขู่ปล่อยภาพเปลือยบนสังคมออนไลน์ 


                  

 

                การสอบสวนเริ่มขึ้นหลังตำรวจได้รับแจ้งจากสตรีวัย 40 ปี ที่อ้างว่าถูกผู้ต้องสงสัยขู่จะนำภาพเปลือยและคลิปของเธอไปเผยแพร่  หากไม่ยอมส่งเงินไปให้ 

                   ตำรวจพบภาพและคลิปอนาจาร 89 รายการของเหยื่อหลายราย ไฟล์ทั้งหมดเก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือ 6 เครื่องที่ตำรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน พร้อมกันนี้ยังได้ยึดเงินสด 9.3 หมื่นบาทกับบัตรเดบิต 4 ใบ ตำรวจกล่าวว่านักโทษทั้ง 3 สามารถหาเงินได้ระหว่าง 40-80 ล้านรูเปียห์ ( 9 หมื่น– 1.8 แสนบาท ) ต่อสัปดาห์ด้วยกิจกรรมกรรโชกทรัพย์ลักษณะนี้ 
                    จากการสอบสวนทราบว่าทั้งสามคนเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ ชื่อ  PELAYARAN ที่กรรโชกทรัพย์ด้วยวิธีการนี้ เมื่อทำเป็นขบวนการก็เชื่อว่าน่าจะมีนักโทษอีกหลายคนเข้าร่วมด้วย