เมื่อ “เด็กชาย” กลายเป็นเหยื่อทางเพศ

พงศธร สโรจธนาวุฒิ มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) pongsathorn.whaf@gmail.com


                ข่าวใหญ่ช็อกแฟนเพลงร็อกทั่วโลกในรอบปี คงหนีไม่พ้นข่าวการเสียชีวิตของเชสเตอร์ เบนนิงตัน นักร้องนำวงลิงคิน พาร์ก วงร็อกชื่อก้อง ที่ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองด้วยการแขวนคอในบ้านพักเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา รายงานข่าวระบุว่า เชสเตอร์เจ็บป่วยด้วยโรคซึมเศร้านานหลายปี และยิ่งอาการหนักหลังจากเพื่อนสนิทเสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายไปเมื่อ 2 เดือนก่อน
                ภายหลังการเสียชีวิต สื่อพยายามสืบค้นประวัติส่วนตัวและที่มาของอาการซึมเศร้า ในบทสัมภาษณ์เมื่อปี 2008 เชสเตอร์เปิดเผยว่า เขาถูกล่วงละเมิดทางเพศตอนอายุ 7 ขวบ จนถึง 13 โดยเพื่อนคนหนึ่งที่อายุมากกว่า ซึ่งขู่ว่า ถ้าขัดขืนจะถูกซ้อม เด็กชายกลุ่มเสี่ยงที่ถูกมองข้าม
                ข้อมูลจากหน่วยงานช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมระบุว่า เด็กผู้หญิงราว 1 ใน 5 และเด็กชายราว 1 ใน 20 คน ในสหรัฐเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ กลุ่มเปราะบางที่สุดคือเด็กอายุ 7-13 ปี  และมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาทางสุขภาพจิต 15 เท่าเมื่อเทียบกับเด็กทั่วไปที่ไม่เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ มีแนวโน้มใช้สารเสพติดมากกว่า 4 เท่า และมีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่า 4 เท่า    


                บทสัมภาษณ์ของเชสเตอร์บอกว่า เขาเริ่มใช้สารเสพติดเมื่ออายุ 17 ปี และไม่เคยบอกใครเรื่องที่ตนเองถูกล่วงละเมิดทางเพศ เพราะกลัวว่าถ้าบอกไปแล้ว จะถูกหาว่าเป็นคนโกหก และจะถูกมองว่าเป็นเกย์


                ดร. ริชาร์ด บี การ์เนอร์ จิตแพทย์จากเว็บไซต์นิตยสารจิตวิทยา Psychology Today บอกว่า เด็กผู้ชายที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศจะสังเกตอาการได้ยากกว่าเด็กหญิง เพราะเด็กชายมักเก็บเงียบ ซึม ไม่บอกใคร และมักถูกละเมิดทางเพศแบบสัมผัส ไม่ใช่สอดใส่ จึงไม่มีบาดแผลภายนอกมากนัก


                ที่สำคัญ ทัศนคติเรื่องเพศที่มองว่าเพศชายต้องไม่แสดงความอ่อนแอ ต้องไม่ตกเป็นเหยื่อ ก็ทำให้เด็กชาย รวมถึงผู้ชายที่ตกเป็นเหยื่อทางเพศปฏิเสธความจริง เกิดการไม่ยอมรับตัวเอง ไม่พูดเรื่องนี้ และกลายเป็นบาดแผลทางจิตใจที่จะติดไปจนโต อาจมีพฤติกรรมไม่เชื่อใจคนอื่น แยกตัว หรือไม่สามารถแยกแยะระหว่างความรักกับเซ็กส์ได้


                ขณะเดียวกัน ทัศนคติของสังคมที่มักมองว่า เด็กผู้ชายที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศจะต้องโตขึ้นไปเป็นเกย์ หรือไม่ก็กลายเป็นพวกละเมิดทางเพศคนอื่น ก็เป็นตัวปิดกั้นไม่ให้เด็กชายกล้าพูด เหมือนที่เชสเตอร์ให้สัมภาษณ์


                ซึ่งมุมมองแบบนี้ ไม่เป็นความจริงเสมอไป การที่เด็กจะโตไปเป็นเกย์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่เนื่องจากผู้กระทำส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชาย ก็อาจสร้างความสับสนให้เด็ก และทำให้เด็กฝังใจว่าที่ตนเองดึงดูดผู้ชายเพราะว่าตนเองเป็นเกย์ หรือไม่ได้เป็นผู้ชาย “แท้” อีกต่อไปเพราะว่าถูกละเมิดโดยผู้ชาย แต่ก็ไม่ได้เป็นในทุกกรณี


                เช่นเดียวกับการกล่าวหาว่า เด็กชายที่ถูกละเมิดจะต้องโตไปเป็นอาชญากรข่มขืน ก็ไม่ได้เป็นทุกราย แม้ว่าอาชญากรข่มขืนบางคนมีประวัติถูกล่วงละเมิดทางเพศตอนเด็ก อย่างไรก็ดี การรักษาเยียวยาทางจิตใจเด็กสามารถช่วยแก้ปมทางใจเหล่านี้ได้หมด 


                องค์กร 1 in 6 ที่ให้ความช่วยเหลือด้านคำปรึกษาออนไลน์แก่เด็กชายและผู้ชายที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศบอกว่า ปัญหาอย่างหนึ่งในสหรัฐฯ และที่อื่นๆ คือมีหน่วยงานให้ความช่วยเหลือผู้ชายที่ถูกข่มขืนหรือล่วงละเมิดทางเพศน้อยมาก เพราะตัวเลขเหยื่อมีน้อยเมื่อเทียบกับผู้หญิง ส่วนหมอ จิตแพทย์ที่เข้าใจประเด็นด้านเพศ ก็มีน้อยเช่นกัน

              ทุกวันนี้ ผู้ชายจำนวนมากที่ประสบปัญหา อาศัยข้อมูลทางออนไลน์เพียงอย่างเดียว ทำให้ปัญหาไม่ถูกเยียวยาแก้ไข และอาจกลายเป็นการสั่งสมปัญหาที่บานปลายกลายเป็นโศกนาฎกรรม ดังเช่นกรณีของนักร้องคนดังที่ได้กล่าวมา
 


เปิดอ่าน