อินโดฯเผยผลDNAคนร้ายถูกวิสามัญไม่ใช่ตัวจริง

อินโดนีเซียเผยผลการตรวจ DNA คนร้ายที่ถูกวิสามัญฆาตกรรม ไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายที่อันตรายที่สุดในเอเชีย

ตำรวจอินโดนีเซีย เปิดเผยผลการชันสูตรศพจากการตรวจสอบรหัสพันธุกรรม หรือ DNA ที่แสดงให้เห็นว่า คนร้ายที่ถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรม เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ใช่นายนูร์ดิน โมฮัมหมัด ท็อป ผู้ก่อการร้ายสัญชาติมาเลเซีย ที่เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดในเอเชีย โดยคนร้ายที่ถูกสังหารระหว่างปฏิบัติการโจมตีที่ใช้เวลา 17 ชั่วโมง ที่หมู่บ้านห่างไกลในชวากลาง เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ถูกระบุอัตลักษณ์แล้วว่า คือนายอิบโรฮิม ที่เป็นที่ต้องการตัวจากเหตุการณ์ใช้ระเบิดโจมตีโรงแรมในกรุงจาการ์ต้า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม

จากความพยายามจับคู่รหัสพันธุ์ จากตัวอย่างที่ได้จากศพคนร้ายกับตัวอย่างที่ได้จากบุตรชายของนูร์ดินที่รัฐยะโฮร์ พบว่า เข้ากันไม่ได้ แต่เมื่อตรวจสอบรหัสพันธุกรรมของนายอิบโรฮิมกับครอบครัวของเขาที่เมืองซิลิมัส ปรากฎว่าเข้ากันได้ 100 เปอร์เซ็นต์

นายนูร์ดิน ถูกประนามว่าอยู่เบื้องหลังการใช้ระเบิดโจมตีหลายระลอกในอินโดนีเซีย นับจากปี 2546 เป็นต้นมา รวมทั้งเหตุระเบิดพลีชีพล่าสุดที่โรงแรม เจ ดับเบิลยู แมร์ริออต และริทซ์-คาร์ลตัน เมื่อเดือนที่แล้ว ส่วนนายอิบโรฮิม ซึ่งเป็นคนจัดดอกไม้ให้กับโรงแรมทั้งสองแห่ง ได้ช่วยเตรียมการใช้ระเบิดโจมตีในเวลาไล่เลี่ยกันที่โรงแรมสองแห่ง ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 คน รวมทั้งชาวต่างชาติ 6 คน และมือระเบิดพลีชีพ 2 คน

ตำรวจ ได้เผยภาพจากกล้องรักษาความปลอดภัย ที่แสดงให้เห็นนายอิบโรฮิม ที่ใช้ชื่อ โบอิม ในระหว่างทำงานในโรงแรม พามือระเบิดพลีชีพเดินไปทั่วโรงแรมแมร์ริออต เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม และต่อมาได้นำวัตถุดิบในการทำระเบิดเข้าไปในโรงแรมผ่านช่องทางที่ใช้กันเฉพาะพนักงานโรงแรมเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมา นายอิบโรฮิม เป็นผู้วางแผนและมักจะเข้าร่วมการประชุมกับนายนูร์ดินมาโดยตลอด และจากข้อมูลที่ตำรวจได้รับ พบว่า เขากำลังเตรียมตัวจะเป็นมือระเบิดพลีชีพโจมตีบ้านพักนอกกรุงจาการ์ต้าของประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน่ ในซีเกียส  

ตำรวจได้รับแจ้งเบาะแสว่า นายนูร์ดิน กบดานอยู่ที่บ้านไร่ในหมู่บ้านห่างไกล จึงได้ส่งกองกำลังตำรวจต่อต้านการก่อการร้ายที่ได้รับการฝึกจากสหรัฐ บุกเข้าใช้ปฏิบัติการโจมตีที่หนักหน่วงที่สุด  และต่อมาสื่อทั้งในและต่างประเทศ ได้รายงานว่า นายนูร์ดินถูกสังหารในระหว่างการโจมตีด้วยอาวุธปืนและระเบิด ท่ามกลางความหวังว่า ปฏิบัติการไล่ล่าที่ใช้เวลายาวนานถึง 6 ปี จะสิ้นสุดลง แต่ข่าวล่าสุดที่ว่านายนูร์ดิน สามารถหลบหนีการจับกุมของตำรวจได้อีกครั้ง ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อกองกำลังรักษารักษาความมั่นคงของอินโดนีเซีย และความพยายามที่จะป้องกันการโจมตีประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้

 


เปิดอ่าน