
ทำลายบ้านปาเลสไตน์ ป้องปรามหรือลงโทษเหมาเข่ง
22 พ.ย. 2558
เปิดโลกวันอาทิตย์ : ทำลายบ้านปาเลสไตน์ ป้องปรามหรือลงโทษเหมาเข่ง
รุ่งเช้าของวันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน กองกำลังความมั่นคงอิสราเอลยกกำลังไปที่เมืองนาบลุส และหมู่บ้านซิลวาด เมืองรามัลเลาะฮ์ เขตเวสต์แบงก์ เพื่อระเบิดห้องพักอาศัยในอาคารหลังหนึ่งของชาวปาเลสไตน์ 3 คน ที่ถูกตั้งข้อหาขับรถไปยิงชาวอิสราเอล คร่าชีวิตสามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งเป็นพ่อแม่ของลูก 4 คน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา แรงระเบิดทำให้อีก 6 ห้องเสียหายรุนแรงจนอยู่อาศัยไม่ได้
วันต่อมา หลังเที่ยงคืนเข้าสู่วันที่ 15 พฤศจิกายน ทหารอิสราเอลจำนวนมากเข้าไปในค่ายผู้อพยพคาลันดีเยาะ ในเขตเวสต์แบงก์ เพื่อทำลายบ้านของนายมูฮัมหมัด อาบู ชาฮิน ชาวปาเลสไตน์ที่ถูกจับกุมฐานสังหารนายแดนนี โกเนน ชาวอิสราเอล เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ห้องเป้าหมายอยู่บนชั้น 3 ของอาคาร 3 ชั้น ที่อาบู ชาฮิน และครอบครัว ที่ประกอบด้วยภรรยาและลูกสาวอีก 2 คน ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ เช่าจากญาติ
ก่อนระเบิดภรรยาและลูกสาวของเขาขนของย้ายลงไปยังชั้น 2 ของอาคารแล้ว หลังจาก 2 วันก่อนหน้า ศาลสูงปฏิเสธคำร้องของกลุ่มสิทธิมนุษยชน HaMoked : ศูนย์เพื่อการปกป้องบุคคล ที่ยื่นคัดค้านการทำลายบ้าน แต่ไม่สำเร็จ
กองกำลังความมั่นคงประกาศให้ชาวบ้านละแวกใกล้เคียงออกจากบ้านเรือนของตัวเองและให้อยู่ห่างออกไป 100 เมตร เมื่อห้องของอาบู ชาฮิน โดนระเบิดทำลาย แรงระเบิดทำให้ห้องข้างล่างพลอยเสียหาย เช่นเดียวกับอีกห้องของอาคารใกล้เคียง ทั้งสองห้องเสียหายจนอยู่อาศัยไม่ได้ อีก 5 ห้องในหลังใกล้เคียงก็เสียหายเช่นกัน แต่น้อยกว่า ระหว่างภารกิจทำลายนั้น มีการยิงปะทะกันเกิดขึ้นระหว่างทหารอิสราเอลกับชาวบ้านที่โกรธแค้น ยังผลให้ชาวปาเลสไตน์ 2 คนเสียชีวิต
การทำลายที่อยู่อาศัยของครอบครัวชาวปาเลสไตน์ผู้ก่อเหตุ หรือต้องสงสัยโจมตีอิสราเอล เป็นนโยบายที่อิสราเอลนำมาใช้ลงโทษมือระเบิดฆ่าตัวตายปาเลสไตน์ ในช่วงที่มีการลุกฮือต่อต้านการยึดครองดินแดนของอิสราเอลครั้งที่ 2 ในปี 2543 โดยไม่ต้องมีหลักฐานว่าคนอื่นๆ ในครอบครัวรู้เห็นหรือเห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงหรือไม่ ต่อมา เริ่มมีการตั้งคำถามถึงผลที่ได้หรือผลตีกลับจากนโยบายอื้อฉาวนี้ จึงมีการตั้งคณะกรรมการของกองทัพเพื่อทบทวนและได้ข้อสรุปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ว่า นอกจากเป็นนโยบายที่ไม่ได้ผลในแง่ป้องปรามแล้ว ยังเป็นการราดน้ำมันบนกองไฟ เป็นอันตรายต่ออิสราเอลเอง เพราะบ่มเพาะความเกลียดชังในหมู่ปาเลสไตน์
นายชาอุล โมฟาซ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลขณะนั้น รับฟังข้อเสนอแนะด้วยดี และยุติการใช้ไป มียกเว้นในปี 2552 ที่มีการทำลายที่พักอาศัยแห่งหนึ่ง กับปิดห้ามเข้า 2 แห่ง ในเยรูซาเล็มตะวันออก
กระนั้น 9 ปีต่อมา รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู มีบัญชาให้นำกลับมาใช้ใหม่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 หลังจากปาเลสไตน์กลุ่มหนึ่งก่อเหตุลักพาตัววัยรุ่นอิสราเอล 3 คน ในเบธเลเฮมไปสังหารอย่างโหดเหี้ยม โดยตั้งอยู่บนเหตุผลเดิมที่ถูกลบล้างไปแล้วจากคณะกรรมการประเมินของกองทัพเอง คือเพื่อป้องปราม
รายงานขององค์กรสิทธิมนุษยชนที่เกาะติดเรื่องนี้ อย่าง B’Tselem หรือศูนย์ข้อมูลข่าวสารเพื่อสิทธิมนุษยชนในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง ระบุว่า ช่วงปี 2544-มกราคม 2547 กองทัพอิสราเอลลงโทษด้วยการทำลายบ้านเรือน 664 แห่ง ทำให้ชาวปาเลสไตน์ไร้ที่อยู่กว่า 4,000 คน โดยไม่ต้องมีหลักฐานพิสูจน์ว่าครอบครัวของผู้ก่อการร้ายหรือผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายล่วงรู้แผนการของเขาหรือหล่อนหรือไม่
บ้านจำนวน 295 หลัง หรือราวครึ่งหนึ่งของบ้านที่ถูกทำลาย เป็นการทำลายโดยไม่มีหลักฐานว่าเป็นบ้านที่มีชาวปาเลสไตน์ผู้ก่อเหตุโจมตีอิสราเอลเคยอาศัยอยู่ แต่ทำให้มีคนปาเลสไตน์ต้องไร้บ้าน 1,286 คน
B’Tselem ระบุบนเว็บไซต์ว่า เป้าหมายอย่างเป็นทางการของนโยบายคือป้องปราม บนข้อสันนิษฐานว่า การหยิบยื่นความเดือดร้อนแก่ญาติชาวปาเลสไตน์ที่ก่อเหตุ หรือต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการโจมตีพลเมืองอิสราเอลและทหาร จะยับยั้งคนที่คิดจะลงมือโจมตีได้ แต่ในความเป็นจริง คนที่รับรับผลกรรมคือญาติ ที่มีทั้งผู้หญิง คนแก่และเด็ก ที่อิสราเอลเองก็ไม่ได้สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด หรือต่อให้ป้องปรามได้จริงตามที่หวังก็ยังผิดกฎหมายอยู่ดี เพราะคือการทำร้ายผู้บริสุทธิ์โดยเจตนา
ส่วนนายเจฟฟ์ ฮาลเปอร์ ผู้ก่อตั้งคณะกรรมการอิสราเอลต่อต้านการทำลายบ้าน กล่าวเมื่อปีที่แล้วว่า การทำลายบ้านไม่ได้สนองเป้าหมายที่ทางการแจ้ง แต่ช่วยให้คนอิสราเอลรู้สึกได้ล้างแค้น และโดยรวมคือ การลงโทษเหมารวม ส่วนการยื่นคำร้องคัดค้านผ่านศาลมักไม่ได้ผล เวลาที่กองทัพต้องการทำสิ่งใด ศาลมักว่าตามกัน
คณะกรรมการอิสราเอลต่อต้านการทำลายบ้าน ระบุบนเว็บไซต์ว่า จนถึงปี 2558 มีบ้านหรือห้องพักถูกทำลาย 450 แห่ง ไร้ที่อยู่อาศัย 540 คน
หลังการทำลายบ้านครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (14-15 พ.ย.) โรเบิร์ต ไพเพอร์ ผู้ประสานงานสหประชาชาติด้านการพัฒนาและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ว่า การลงโทษด้วยการทำลายที่พักอาศัย 5 แห่งในเยรูซาเล็ม นาบลุส และรามัลเลาะฮ์ เป็นความอยุติธรรม เป็นการลงโทษผู้บริสุทธิ์จากการกระทำของผู้อื่น ขัดกฎหมายระหว่างประเทศที่ห้ามการลงโทษแบบเหมารวม เพราะเป็นลงโทษทั้งญาติ รวมถึงเพื่อนบ้าน
ตัวเลขของยูเอ็นระบุว่า มีชาวปาเลสไตน์ 20 คน จำนวนนี้เป็นเด็ก 8 คน กลายเป็นคนไร้บ้านในรอบ 3 วัน และมีห้องพักใกล้เคียงอย่างน้อย 9 แห่ง ได้รับความเสียหายและโครงสร้างไม่ปลอดภัย
นับจากวันที่ 1 มิถุนายน 2557 ทางการอิสราเอลทำลาย ปิดห้ามเข้าหรือสร้างความเสียหายด้วยระเบิด 16 แห่ง ทำให้ชาวปาเลสไตน์ไร้ที่อยู่ 90 คน จำนวนนี้เป็นเด็ก 51 คน กับมีห้องข้างๆ อย่างน้อย 12 แห่ง เสียหาย ทำให้คนไร้ที่อยู่ชั่วคราวอย่างน้อย 55 คน
ถึงจะมีเสียงวิจารณ์อย่างไร แต่นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูขอให้กองทัพเร่งสปีดใช้มาตรการทำลายบ้านมากขึ้นอีก เพื่อตอบโต้คลื่นรุนแรงแบบใหม่จากอีกฝ่าย ด้วยมีด ปืน ขับรถพุ่งชนนับจากเดือนตุลาคมเป็นต้นมา ที่ทำให้ชาวอิสราเอลเชื้อสายอาหรับเสียชีวิต 1 คน ชาวอิสราเอล 12 คน ขณะชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต 82 คน ชาวปาเลสไตน์หลายคนที่เสียชีวิตเป็นผู้ต้องสงสัยโจมตี อีกส่วนถูกยิงระหว่างปะทะกับทหารอิสราเอล
นายโมเช ยาลอน รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล ยืนยันว่า นโยบายทำลายบ้านปาเลสไตน์ที่ก่อเหตุจะดำเนินต่อไปและยกตัวอย่างการจับกุมฆาตกรปาเลสไตน์รายหนึ่ง ที่บิดาและน้องชายของเขานำมามอบตัวเอง เพราะกลัวว่าบ้านของครอบครัวจะถูกทำลาย
แต่อีกด้าน การที่พ่อนำลูกชายไปมอบตัวน่าจะเป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนว่า มาตรการลงโทษไม่ได้ช่วยป้องปราม เพราะลูกชายของพ่อคนนี้ก่อเหตุแล้วทั้งที่รู้อยู่ว่าผลที่ตามมาคืออะไร
ขณะมีตัวอย่างชัดเจนว่า การทำลายบ้าน ราดน้ำมันบนกองเพลิง คือเหตุร้ายเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม อาเลาะ อาบู จามัล หนุ่มปาเลสไตน์ ขับรถพุ่งชนฝูงชน ก่อนไล่แทงคนอิสราเอลด้วยมีด เพราะเกิดความคับแค้นใจที่บ้านของลูกพี่ลูกน้องของเขาถูกทหารอิสราเอลทำลายในสัปดาห์ก่อนหน้านั้น และเวลานี้ บ้านของเขาก็อยู่ในตารางถูกระเบิดทำลายเช่นกัน
----------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : ทำลายบ้านปาเลสไตน์ ป้องปรามหรือลงโทษเหมาเข่ง)



