เปิดโลกวันอาทิตย์:ปีใหม่ไทยในต่างแดน

เปิดโลกวันอาทิตย์ : ชุ่มฉ่ำ น้ำใส สวัสดีปีใหม่ไทยในต่างแดน โดย...ดลหมาน ณ ไคโร

               “เมื่อสุริยน ย่ำสนธยา หมู่นกกาก็บินมา สู่รัง ให้มาคิดถึงท้องทุ่งนาสะจัง ป่านฉะนี้คงคอยหวัง เมื่อไหร่จะกลับบ้านนา”

               โอ้ มายก็อด.....สงกรานต์ปีนี้ทำเอาหายคิดถึงบ้านไปชั่วขณะ จากรสทิพย์ของส้มตำปลาร้า ส้มตำบูดูฝีมือพี่จา หัวหน้าคนงานไทยซึ่งเป็นสาวสปาหน้าใส ที่ยกครกบุกทำเนียบเอกอัครราชทูตไทยไคโร  ซึ่งท่านทูตชลิต มานิตยกุล เป็นเจ้าภาพเปิดประตูคฤหาสน์ต้อนรับคนไทยเพื่อจัดงานวันสงกรานต์สืบสานวัฒนธรรมไทยในต่างแดนเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2555 

                วันนั้น กลุ่มคนไทยในเขตไคโรต่างมุ่งหน้ามายังทำเนียบเอกอัครราชทูตด้วยเสื้อผ้าดอกไม้หลากสี สดชื่นกันตั้งแต่หัววัน ท่านทูตชลิต และพี่จิตรภรรยาของท่าน แต่งชุดไหมไทยรอต้อนรับคนไทยที่มาร่วมงานด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น พี่จิตรแอบกระซิบบอกว่า วันนี้มีขนมจีนน้ำยา ข้าวสวยกับแกงเขียวหวาน ข้าวเหนียวเนื้อแดดเดียวและส้มตำไฮโซ (รสชาติไม่เผ็ด) และที่สำคัญพี่จา ได้ออฟเฟอร์ส้มต้มบ้านนอก (ขนานแท้) มาบริการอีกด้วย

                ขณะที่พูดคุยกันอย่างสนุกสนานกัน คนไทยต่างทยอยกันมาเรื่อยๆ ภาพคนไทยพูดคุยหัวเราะถามข่าวทุกข์สุกดิบด้วยบรรยากาศเป็นกันเองและรอยยิ้มมีความสุข ทำให้ทุกคนรู้สึกอบอุ่นและอยากให้บรรยากาศแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ และแล้วเมื่อได้เวลาอันสมควรท่านทูตก็จับไมค์กล่าวต้อนรับแขกที่มาร่วมงานกว่า 50 คน ด้วยคำพูดสั้นๆ “ผมเป็นห่วงพวกเราทุกคนที่อยู่ในประเทศนี้กับสถานการณ์ทางการเมืองในตอนนี้ ก็ขอให้ทุกๆ ท่านดูแลตัวเองและหลีกเลี่ยงสถานที่มีการชุมนุมกัน ดีใจที่พวกท่านมาร่วมงานในวันนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขตลอดไป” เมื่อท่านทูตพูดจบเสียงปรบมือดังขึ้น พร้อมกับเสียงเพลงลูกทุ่งดังคลอขึ้นเบาๆ โอ้......อดีตเมื่อสิบปีที่แล้วมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง

                การสรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ซึ่งถือเป็นประเพณีไทยแผ่นดินไทยได้ถูกปลุกให้มีชีวิตใหม่ในต่างแดน คนไทยเข้าแถวยาวเพื่อรอรดน้ำให้ท่านทูตผู้เปรียบเสมือนผู้ใหญ่สุดของบ้านเมืองนี้ พร้อมกับการขอพรเพื่อเสริมสิริมงคลให้ตัวเองก่อนที่จะสิ้นสุดลงด้วยการรับประทานอาหารเที่ยงร่วมกันและปิดฉากด้วยการถ่ายรูปหมู่ไว้เป็นที่ระลึก

                 อีกฝากฝั่งของดินแดนเลียบริมชายหาด บอดี้การ์ดสาวสวยอย่างน้องมนซี่ ร้านอาหารไทยของพี่วิภา สมศรี ที่เมืองฮูร์กาดา และร้านอาหารช้างเผือก เมืองเอลกัวนาต่างส่งข่าวมาบอกว่าเสียดายที่ไม่สามารถมาร่วมงานที่ไคโรได้ เพราะการเดินทางไม่ค่อยสะดวกและไม่ปลอดภัยนัก จึงจัดงานวันสงกรานต์ที่ร้านอาหารไทยแทน โดยมีผู้มาร่วมงานประมาณ 30 คน รวมไปถึงชาวต่างชาติ

               ทางฝั่งแหลมซีนายก็มีการจัดปาร์ตี้รื่นเริงกันเล็กน้อย เป็นการรวมตัวทำอาหารทานร่วมกันในหมู่คนไทย เนื่องจากตอนกลางวันทุกคนต้องทำงาน อย่างน้อยแค่เพียงไม่กี่นาทีของการได้มาสังสรรค์พูดคุยหัวเราะตามประสาคนบ้านเดียวกัน แม้จะอยู่ในต่างแดนก็สุขใจ อย่างน้อยก็ช่วยให้หายคิดถึงบ้านได้บ้าง “โอ้...ละหนอ....คนบ้านเดียวกัน คนบ้านเดียวกัน แค่มองตากันก็เข้าใจอยู่ รู้ว่าหนักแค่ไหน ว่าเหนื่อยแค่ไหนบนหนทางสู้”

                  จะว่าไปแล้วประเทศอียิปต์นี่สุดยอดของ “ความใจกว้าง และโอบอ้อมอารี” จริงๆ  เป็นประเทศที่มีอิสระและไม่เคร่งครัดในเรื่องเอกสารหรือกฎหมายตายตัว แม้จะเป็นประเทศอิสลาม แต่คนที่ไม่นับถือศาสนาอิสลามก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมีข้อแม้ว่า “ต้องทำตัวให้เป็นกันเอง ไม่หยิ่งและไม่ดูถูกด้วยสายตาหรือคำพูด” กับคนในพื้นที่ แล้วเราจะได้รับการปกป้องดูแลอย่างดีเลยทีเดียว

               คนงานไทยในอียิปต์ ส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธแต่คลุกคลีกับอาหรับและเพื่อนร่วมงานเหมือนคนบ้านเดียวกัน ในส่วนชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมคนงานนั้น ปกติจะทำงานทุกวัน โดยจะหยุดในวันศุกร์และเสาร์ หรือบางแห่งหยุดเพียงวันเดียวแล้วแต่งานที่ทำ ในที่ทำงาน คนงานไทยก็มีอุปสรรคอยู่บ้างเพราะอาจจะด้วยภาษา และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เช่นการที่คนไทยเราชอบยอบตัว หรือก้มตัวเล็กน้อยตามแบบฉบับการให้เกียรติคนหรือหัวหน้า แต่อาหรับส่วนใหญ่มักจะมองว่าการก้มตัวเช่นนี้ เป็นคนขี้ขลาด ไม่ค่อยกล้า หรือภาษาอาหรับพูดว่า “ยับบาน”

                 อีกเรื่องที่แปลกแต่จริง คือ เรื่องอ้วน คนไทยเราส่วนใหญ่จะกลัวความอ้วน แต่คนอาหรับโดยเฉพาะผู้ชายกลับมองว่า “อ้วน” เป็นเรื่องที่ดีโดยเฉพาะผู้หญิงถ้าจะให้สวยดูดีอันดับแรกต้อง “อวบและต้องมีมัน” ถึงจะสวย เอาละงานเข้า....สาวไทยเจ้าเนื้อเจ้าหนังจงภูมิใจในความอ้วนนะจ๊ะอย่างน้อยหนุ่มอียิปต์ก็ยังหมายปองและมองเห็นค่าคนอ้วน

                 ส่วนปัญหาใหญ่ที่คนงานไทยต่างประสบกันก็คือเรื่องวีซ่า ซึ่งเป็นปัญหาที่ยังแก้กันไม่ได้แต่ก็พอจะเคลียร์กันได้ ยิ่งถ้าสื่อสารภาษาอาหรับได้เก่งเท่าไหร่ ยิ่งเอาตัวรอดได้เท่านั้น แม้บางครั้งวีซ่าจะขาดก็ตาม ว่าไปแล้ว ประเทศนี้อยู่กันด้วยโชคชะตาจริงๆ ถ้าคิดจะพูดเรื่องความเป็นอยู่ของคนอียิปต์เขาอยู่กันอย่างไร ต้องฟังจากคนที่เป็นคนงานและนักศึกษาเท่านั้นถึงจะรู้ซึ้งและรู้จริงว่า ในส่วนที่คนไทยมองว่าไม่ดีและไม่ปลอดภัย กลับกลายเป็นว่าประเทศแห่งนี้มีความปลอดภัยและทำให้เรารู้สึกมั่นใจมากกว่าที่อยู่ไทยด้วยซ้ำ อันนี้ขอเฟิร์ม

                ถ้าเอ่ยถึงคนไทยในต่างแดนไม่ว่าจะหอบผ้าหอบผ่อนเร่ร่อนขายแรงงาน หรือมาใช้ชีวิตคู่กับสามีชาวต่างชาติ หรือมาศึกษาในต่างประเทศ เชื่อได้ว่าความรู้สึกคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนต้องมีเหมือนกันทุกคน ยิ่งวันสำคัญต่างๆ ของไทยที่เกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรมไทยไม่ว่าจะของศาสนาพุทธ คริสต์ หรืออิสลาม ทุกคนก็จะนึกถึงบรรยากาศของบ้านเกิดที่มีพ่อแม่พี่น้อง ญาติและเพื่อนบ้านใกล้เคียงร่วมงานกันเสมอ  

                 แต่จะว่าไปแล้ว สังคมคนไทย และสังคมนักศึกษาไทย ในประเทศอียิปต์ เราจะอยู่กันแบบเป็นกลุ่มก้อนและพบปะกันบ่อยมาก แถมยังลดช่องว่างด้วยการจัดตั้งผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ที่คอยประสานเรื่องต่างๆ ในแต่ละสถานที่ ไม่ว่าจะในกรุงไคโร ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่จะยึดอาชีพช่างทอง งานโชว์ฝีมืออันประณีตและการออกแบบเครื่องเพชร สาวๆ บางกลุ่มก็ยึดอาชีพสปา นวดแผนโบราณตามโรงแรมดังหรือการนวดเคลื่อนที่ตามสั่ง บางคนเปิดร้านนวดพร้อมๆ กับช่วยสอนเพื่อนๆ คนไทยไปด้วยเพื่อให้มีอาชีพเสริมซึ่งเรื่องรายได้.. อ่ะแอม..ดีพอสมควรเลยล่ะ

                 ยังมีสาวไทยบางกลุ่มเปิดร้านอาหารสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยมายาวนานกว่า 20 ปี นั่นก็คือสองสาวใหญ่แห่งร้านอาหารไทยบัวขาว และได้เปิดเพิ่มอีกหลายสาขาทั่วอียิปต์หากใครมาก็อย่าลืมแวะไปหาทานกันได้ที่เมืองมาอาดี และอีกหลายร้านที่เพิ่งเปิดเป็นร้านน้องใหม่อย่างเช่นร้านไนล์เรสเทอรอง (ร้านพี่จุ๋ม) อยู่ในเขตฮัยซาเบียะ ร้านสบายสบายธิดา (ร้านคุณกุ้ง) ร้านเจ๊ะรอเฮง  อยู่เขตฮัยซาเบียะ  หรือสถานที่ที่ห่างไกลจากกรุงไคโรและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเลียบริมชายหาดอย่าง เมืองฮูร์กาดา (Hurghada) และเมืองเนรมิตอย่างเอลกัวนา (Elqouna) ซึ่งมีพี่วิภา สมศรีเจ้าของร้านอาหารไทยและร้านช้างเผือกไว้ตอนรับทั้งไทยและต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาตากอากาศยังเมืองนี้

                ที่แห่งนี้สาวไทยส่วนใหญ่ทำอาชีพนวดแผนโบราณและสปา บางคนก็ยึดอาชีพพ่อครัวใหญ่ในโรงแรมหรู พูดได้ว่าคนไทยไปที่ไหนมีแต่งานกับงานกันเลยทีเดียว และในเขตพื้นที่แหลมซีนาย (Sinai) เช่น ชาร์ม อิลเชค (Sharm El Sheikh) เมืองตาบา (Taba) เมืองดาฮับส่วนใหญ่สาวๆ จะยึดอาชีพนวดเป็นหลัก และที่ต้องช็อกไปกว่านั้นที่ผมเพิ่งรู้ข่าวและไปเจอตัวเป็นๆ มาไม่กี่วันนี้คือ คุณบุญเยือน ไกรทอง 2012  ผู้ปราบชาละวัน ได้มาแสดงโชว์ความสามารถหยอกล้อพูดคุยกับจระเข้แสนรู้ได้อย่างน่าหวาดเสียวเรียกเสียงกรี๊ดกันถล่มถลาย ณ เมืองชาร์มนี้ด้วย

                  ถ้านับจำนวนกันจริงๆ แล้วในปัจจุบัน คนงานไทยทั่วอียิปต์มีประมาณ 300-500 คน ส่วนใหญ่จะยึดอาชีพสปานวดแผนโบราณ ช่างทองออกแบบฝังเพชร เป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหาร ร้านนวด หรือไม่ก็ติดตามสามี สำหรับหญิงไทยที่ติดตามสามีหรือสามีติดตามภรรยาอาหรับมาอยู่ที่แดนสฟิงซ์แห่งนี้ ส่วนใหญ่จะมีงานและเปิดกิจการเป็นของตัวเอง บางคนมีบ้านให้เช่า และก็ยังมีผู้หญิงไทยบางคนแต่งงานกับสามีซึ่งปักหลักอยู่ในต่างจังหวัด บางครั้งขาดการติดต่อกับสังคมไทยไปเลย แต่เมื่อทางการอียิปต์ต้องการเอกสารที่เกี่ยวกับทางการไทยเพื่อนำไปยื่นประกอบต่างๆ นั่นแหละเราถึงได้รู้ว่ายังมีหญิงไทยอีกจำนวนมากที่มาใช้ชีวิตในประเทศอียิปต์แบบไม่มีสังคมไทยแต่ก็อยู่ได้ และอยู่อย่างมีความสุขเช่นกัน

                แต่ก็ใช่ว่าทุกคู่จะมีความสุขเสมอไป หลายคนอาจตัดสินใจผิดจนตัวแทบตายก็มี เมื่อถูกคู่สมรสที่เป็นชาวอียิปต์ทำร้ายร่างกายและปิดประตูขังไว้โดยไม่ให้อาหารกิน เนื่องจากต้องการแค่คนดูแลหรือต้องการแค่ได้ชื่อว่ามีสามีเป็นต่างชาติ โดยไม่ศึกษาให้รอบคอบเสียก่อนโดยเฉพาะผู้หญิงที่มาสิบนิ้วปราศจากพื้นฐานทางการเงิน หรือทางความสามารถในด้านอื่นๆ หรือแอบปิ๊งกันผ่านระบบสัมผัสปลายนิ้วทางแป้นพิมพ์ ดูรูปผ่านเฟซบุ๊ห หรือเอ็มเอสเอ็น ยาฮู หรืออะไรก็แล้วแต่นั่นคือ “การเฟค” ที่เราไม่สามารถจับตัวตนจริงๆ ของเขาได้ 

                สุดท้ายบั้นปลายชีวิตก็ไม่ได้หวานชื่น แต่ก็มีบางคู่ อยู่กันอย่างมีความสุขแต่ขอเฟิร์มว่าน้อยนัก  หญิงไทยเรามีความกล้า แกร่งและมีความคิดที่ดี หากได้คู่สามีอียิปต์ที่ดี เชื่อได้เลยว่ามีความสุขที่สุดจริงๆ เพราะเขาจะเป็นเสมือนเกราะกั้นอันตรายได้ดีทีเดียว เพราะเขารู้สังคมคนของเขาดีกว่าที่เรารู้จริงๆ

                สรุปว่า วันสงกรานต์ปีนี้ ทุกสถานที่ที่มีคนไทยรวมกันอยู่ ต่างรวมตัวกันจัดงานเพื่อคงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีของไทย นอกเหนือจากได้สังสรรค์ในหมู่คนไทยด้วยกันแล้ว ยังเป็นการประกาศให้ชาวต่างชาติได้รู้จักประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีกด้วย สงกรานต์ปีนี้คนไทยในอียิปต์เปียกชุ่มไปด้วยน้ำใส น้ำใจและน้ำคำจากผู้ใหญ่ของเราอีกด้วย หากแฟนๆ คอลัมน์วันอาทิตย์ เบื่อสงกรานต์ในประเทศไทยที่มีแต่เรื่องโฉฉาวในทุกปี ก็ลองมาบินลัดฟ้ามาร่วมสงกรานต์แม่น้ำไนล์ที่อียิปต์กันบ้างก็ได้นะครับ ไม่ลองไม่รู้ ลองดูแล้วจะติดใจ....


.................................
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : ชุ่มฉ่ำ น้ำใส สวัสดีปีใหม่ไทยในต่างแดน โดย...ดลหมาน ณ ไคโร )


เปิดอ่าน