
ข้อคิดจากเหยื่อความเกลียดชัง เมื่อผู้ถูกกระทำสู้เพื่อฆาตกร
เพราะอะไรชาวบังกลาเทศอพยพคนหนึ่งในสหรัฐฯ จึงพยายามต่อสู้ให้คนที่เกือบฆ่าตนเองเพราะความเกลียดชังหลังเหตุ 9/11 พ้นโทษประหาร
มาร์ค แอนโธนี สโตรแมน ช่างตัดหินเทกซัส นั่งดูภาพข่าวเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2544 ด้วยความรู้สึกคั่งแค้น จมปลักอยู่กับความคิดที่ว่าจะต้องล้างแค้นเอาคืนจากคนมุสลิมอาหรับที่โจมตีอเมริกาให้ได้
เมื่อไม่อาจเดินทางไปยังตะวันออกกลาง สโตรแมนในวัย 31 ขณะนั้น จึงหันไปเล่นงานเหยื่อหน้าตาละม้ายคล้ายชาวอาหรับที่เข้าไปหาชีวิตที่ดีกว่าในอเมริกา โดยไม่รู้ความแตกต่างระหว่างซิกข์ มุสลิม อาหรับ หรืออูรดูร์
หลังจากนั้น 4 วัน สโตรแมนฆ่าเหยื่อรายแรกในเมืองดัลลัส เป็นชาวปากีสถานที่เสียชีวิตทันที ต่อมา วันที่ 21 กันยายน สโตรแมนยิงใส่หน้าของ นายราอิส ภูยัน ผู้อพยพจากบังกลาเทศ ขณะที่เหยื่อกำลังทำงานเป็นแคชเชียร์ในร้านขายของปั๊มน้ำมันในดัลลัส ภูยันบาดเจ็บสาหัสจากถูกยิงระยะเผาขน และทำแกล้งตายจนมือปืนออกจากร้าน ที่สุด รอดตายปาฏิหาริย์แต่เสียดวงตาหนึ่งข้าง อีกทั้งยังมีเศษกระสุนหลงเหลืออยู่ในศีรษะ 38 ชิ้นจนถึงปัจจุบัน
เหยื่อรายที่สามคือ นายวสุเทพ ปาเทล ชาวฮินดูอินเดีย ถูกยิงตายในร้านสะดวกซื้อ
สรุป เหยื่อระบายแค้นเหตุการณ์ 9/11 ทั้งสามเป็นชาวเอเชียใต้ ไม่ใช่ตะวันออกกลาง และเหยื่อรายสุดท้ายนี่เองที่ทำให้นายสโตรแมน ถูกดำเนินคดีมาจนถึงถูกตัดสินลงโทษประหารชีวิต เมื่อเมษายน 2545
ทว่าเกือบสิบปีต่อมา ภูยัน วัย 37 ปีหนึ่งในเหยื่อกระสุนแค้น กลับเป็นคนที่วิ่งเต้นพยายามช่วยชีวิตมือปืนที่ทำให้ตัวเองเหลือตาเพียงข้างเดียว ทั้งเปิดเว็บไซต์รณรงค์ให้ทางการเทกซัสละเว้นชีวิตของสโตรแมน และได้ยื่นฟ้องนายริค เพอร์รี ผู้ว่าการรัฐเทกซัส สำนักงานคดียุติธรรมเทกซัส และต่อศาลสหพันธ์เพื่อขอให้ศาลลดโทษประหารเหลือจำคุกตลอดชีวิต และขอพบกับนายสโตรแมนตามสิทธิของเหยื่อ
ภูยันอ้างว่า สิทธิของตนเองในฐานะเหยื่อกำลังถูกละเมิด และต้องการโอกาสที่จะได้พูดคุยกับสโตรแมน เพื่อให้อีกฝ่ายได้รับฟังคำพูดเยียวยา ทั้งนี้ ตามกฎหมาย เหยื่อมีสิทธิขอพบเพื่อไกล่เกลี่ยกับผู้ทำร้ายภายใต้การประสานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ และภูยันยังไม่เคยมีโอกาสได้พูดคุยกับสโตรแมนแบบต่อหน้า นอกจากติดต่อผ่านจดหมายบ้าง
แหล่งข่าวจากองค์กรเวิลด์ วิธเอาท์ วิคทิม หรือโลกปราศจากเหยื่อ ที่ทำงานร่วมกับภูยัน กล่าวว่า คำถามใหญ่คือ เหตุใด เสียงร้องหาการแก้แค้นของเหยื่อบางคน ถูกรับฟัง แต่เหยื่อที่ร่ำร้องหาความเมตตา กลับไม่มีใครได้ยิน
ทนายของสโตรแมนพยายามยื่นอุทธรณ์เช่นกัน โดยยกการให้อภัยของเหยื่อน้ำใจงามอย่างภูยัน และชีวิตในวัยเด็กของจำเลยที่ผ่านความรุนแรงมาหลายรูปแบบและติดยา แต่นี่คือรัฐเทกซัส ที่มีสถิติประหารสูงที่สุดในสหรัฐ การยื่นอุทธรณ์ระงับการประหารชีวิตนั้นเป็นเรื่องยาก การยื่นอุทธรณ์ในเฮือกสุดท้าย จึงส่งผลเพียงทำให้เวลาการฉีดยาพิษเข้าร่างสโตรแมนล่าช้าออกไป 3 ชั่วโมงเท่านั้น สโตรแมนสิ้นลมเมื่อเวลา 08.53 น.ของวันพุธที่ผ่านมา (20 กรกฎาคม)
คำถามที่ว่า เหตุใดภูยันจึงต้องการช่วยชีวิตคนที่คิดฆ่าเขาอย่างโหดเหี้ยมไร้เหตุผลใดๆ ทำให้เขาต้องทุกข์ทรมานสาหัสกับอาการบาดเจ็บปางตาย หนำซ้ำไม่มีประกันสุขภาพต้องออกจากโรงพยาบาลหลังผ่าตัดหนึ่งวัน และขอความช่วยเหลือจากองค์กรการกุศล
ชายจิตใจงามผู้นี้ กล่าวว่า เป็นเพราะพ่อแม่และครูเลี้ยงดูด้วยศรัทธาแรงกล้าในความดี พวกเขาสอนให้ผมคิดถึงใจเขาใจเรา อย่าคิดแก้แค้นผู้ใดแม้ผู้นั้นทำให้เจ็บ พยายามให้อภัย เดินไปข้างหน้า แล้วสิ่งดีๆ จะบังเกิดกับตัวเราและอีกฝ่าย ศาสนาอิสลามก็สอนไว้เช่นนี้เช่นกัน
ภูยัน กล่าวว่า สโตรแมนทำสงครามที่คนอเมริกันจำนวนมากอยากมีส่วนร่วม แต่ไม่กล้าพอที่จะลงมือ นั่นคือ การยิงคนมุสลิม
หลังเหตุการณ์ 9/11 การอยู่รอดในประเทศนี้ลำบากมาก ตนจึงตัดสินใจว่า การให้อภัยอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอเสียแล้ว เพราะสิ่งที่สโตรแมนทำคือ อาชญากรรมจากความเกลียดชัง และอาชญากรรมจากความเกลียดชัง เกิดจากความไม่รู้ ดังนั้น การประหาร ไม่ได้ช่วยให้ความเกลียดชังหมดไปจากเมืองดัลลัส หรือหมดไปจากโลก ไม่ใช่คำตอบสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 11 กันยายน ก็แค่ชีวิตหนึ่งที่หายไปเท่านั้น
ที่สำคัญ สโตรแมนเรียนรู้ความผิดพลาดแล้ว เชื่อว่าหากได้รับโอกาสเป็นครั้งที่สอง จะสามารถเข้าถึงคนอื่นๆ และเผยแพร่ข่าวสารการเรียนรู้ในเรื่องสำคัญนี้แก่ผู้อื่นได้เป็นอย่างดี
ภูยัน กล่าวว่า การรณรงค์ครั้งนี้เป็นเรื่องของความโอบอ้อม ให้อภัย อดกลั้น และการเยียวยา เราไม่ควรอยู่กับอดีต เมื่อตนสามารถให้อภัยคนที่พยายามเอาชีวิตได้ ก็จะสามารถทำงานร่วมกับคนคนนั้นเพื่อการก้าวไปข้างหน้า มีเรื่องใหม่ๆ และดีๆ มาบอกเล่าในวันครบรอบ 10 ปีของเหตุการณ์ 11 กันยายนได้
สำหรับสโตรแมนนั้น เมื่อ 9 ปีที่แล้วเวลาปรากฏตัวในศาล มักถือธงชาติอเมริกันอย่างภาคภูมิ ประกาศตนเป็นสมาชิกแก๊งเหยียดผิวสุดโต่งของคนขาว และยังชูนิ้วกลางใส่ครอบครัวของเหยื่อกลางศาล และต่อหน้ากล้องทีวีอย่างไม่รู้สึกผิดบาปใดๆ แต่ช่วงหนึ่งสัปดาห์ก่อนประหารชีวิต ซึ่งเป็นโอกาสสุดท้ายที่สโตรแมนจะได้พูดกับสาธารณะว่าทำอะไรลงไป ทำไมถึงทำเช่นนั้น และคิดอย่างไรกับชายที่เคยเกือบเป็นเหยื่อฆาตกรรมแต่กลับมาช่วยชีวิต แสดงให้เห็นว่าสโตรแมนเปลี่ยนเป็นคนละคน
"ผมเคยเป็นคนโง่สิ้นคิด แต่ตอนนี้เข้าใจโลกมากขึ้น ในช่วงนั้น ทุกคนพูดว่า ต้องเอาคืนๆ เราไม่รู้ว่า ใครที่เราจะไปล้างแค้น พวกเราเต็มไปด้วยอคติ อคติว่ามุสลิมทุกคนเป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ผิดอย่างสิ้นเชิง ความเกลียดชังเป็นความโง่เขลาล้วนๆ" สโตรแมนกล่าว
สโตรแมน บอกว่า ถามตัวเองหลายครั้งว่า จะสามารถให้อภัยคนที่ยิงใส่หน้าตัวเองได้หรือไม่ ได้คำตอบว่า เป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากจริงๆ
ผู้รอดชีวิตจากความเกลียดชังของผม กลับพยายามช่วยชีวิตผม ชายคนนี้มีจิตใจที่สูงส่ง เป็นแรงบันดาลใจของผม และของคนทั่วโลก ความศรัทธาต่อศาสนาอิสลามอย่างลึกซึ้ง ทำให้คนผู้นี้มีความเข้มแข็งในการให้อภัยกับคนที่ไม่น่าให้อภัยได้ เป็นเรื่องที่ผมรู้สึกตื้นตัน และควรเป็นตัวอย่างให้ทุกคน
คำพูดสุดท้ายของสโตรแมนก่อนถูกประหารคือ ความเกลียดชังยังพลุ่งพล่านในโลกนี้ แต่มันจะต้องหยุดลงได้แล้ว ความเกลียดชังก่อความทุกข์และเจ็บปวด เราต้องการการให้อภัยและความเข้าใจ เกลียดชังกันน้อยลง ยิ่งใกล้วันประหารเท่าไหร่ ผมรู้สึกสงบมากขึ้นเท่านั้น



