ขบคิดขีดเขียน:'จับผิด จับถูก'

'จับผิด จับถูก' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ

 
          นั่งดูข่าวทุกวันนี้แล้วก็กลัวเหลือเกิน ได้แต่เตือนตัวเองว่าอย่าปากมอมไปแซวใครสุ่มสี่สุ่มห้า เดี๋ยวจะโดนยิงโดนแทงโดนกระทืบตายไม่รู้ตัว คนสมัยนี้เขาดุกันจริงๆ อะไรไม่เข้าหูนิดเดียว หันมาแทงกันตายซะงั้นว้า
 
          แอบมานั่งคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเดี๋ยวนี้คนเรามันถึงดุร้ายใจร้อนกันมากขนาดนี้ มองซ้ายมองขวา มองไปมองมาก็ถึงบางอ้อ ว่าอืมมมม... พฤติกรรมของคนเราสมัยนี้มันส่งเสริมปนยั่วยุให้ของมันขึ้นอยู่ตลอดเวลานี่เอง
 
          คนเราทุกวันนี้ถนัดงานจับผิดมากกว่าจับถูกนะคะ โดยเฉพาะในโลกโซเชียลนี่ ใครจับผิดได้ถือว่าแน่ ใครเห็นข้อผิดพลาดของคนอื่นได้นับว่าเจ๋ง เราใช้เวลาในการเสพมหรสพไปในการที่จะจ้องจับผิด จ้องวิพากษ์วิจารณ์ พอเริ่มจับได้ หรือเริ่มวิจารณ์แล้วมีคนมากดไลค์ มาชื่นชมสรรเสริญ ก็ยิ่งพองฟูไปกันใหญ่ รดน้ำพรวนดินให้กับการมองหาข้อผิดพลาดของผู้อื่น จนลืมหันกลับมาพิจารณาด้วยสติว่า... เราทำไปเพื่ออะไร
 
          สัญชาตญาณส่วนลึกหรือที่เรียกว่าสันดานของมนุษย์เรา ถ้าหากไม่ได้รับการขัดเกลา ไม่ได้รับการฝึกฝน เราก็จะวนอยู่กับกิเลสตัณหา ให้อาหารให้อัตตามันเฟื่องฟู มองดูความทุกข์ร้อนของคนอื่นเป็นของหวาน ยิ่งคนอื่นจมลงมากเท่าไหร่ เรายิ่งรู้สึกดีกับตัวเองมากเท่านั้น แต่ขึ้นชื่อว่าของหวาน น้ำตาลไม่ดีกับสุขภาพกายอย่างไร อัตตามันก็ทำลายสุขภาพใจเราอย่างนั้นนั่นแหละค่ะ
 
          ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา หญิงยศได้อ่านสเตตัสของหลายคน ที่กล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์งานของคนอื่น ได้สัมผัสกับคนที่ไม่ค่อยใช้มือทำงาน แต่ใช้ปากวิพากษ์งานคนอื่น เพียงเพื่อให้ความผิดเพียงเล็กน้อยของคนอื่น มากลบความผิดและความขี้เกียจไม่ทำงานของตัวเอง หญิงยศเห็นการพยักหน้าเออออ เห็นการคอมเม้นท์ด้วยอารมณ์รุนแรง เห็นการใช้ชีวิตอย่างไร้เบรคของคน ที่ไม่มีความอดทนอดกลั้นต่อการถูกกระทบแม้แต่นิดเดียว
 
          ข่าวเศร้าสลดมีออกมาเป็นระลอกๆ ต่อๆ กันมาไม่ขาดสาย คนสมัยนี้ฆ่ากันตายเพียงเพราะคำพูดไม่เข้าหู และในขณะเดียวกัน คนสมัยนี้ก็ไม่รีรอที่จะออกความเห็นทันทีที่เห็นอะไร หรือเห็นใครที่แตกต่าง เราฝึกฝนการคอมเม้นท์ของเราอย่างหนักหน่วงและคิดว่าเราสามารถมีความคิดเห็นต่อทุกอย่างในโลกนี้ได้ และถ้าใครไม่เห็นด้วย มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นสงครามได้ทันที
 
          อยู่ดีๆ หญิงยศก็ได้รับบทความจากพี่ที่เคารพท่านหนึ่ง เป็นบทความที่เขียนโดย คุณวินทร์ เลียววาริณ เกี่ยวกับการช่างวิพากษ์วิจารณ์ของคนในสังคมไทยนี่แหละค่ะ คุณวินทร์แยกแยะความหมายของการวิพากษ์และการวิจารณ์ไว้ได้อย่างง่ายๆ และน่าสนใจว่า...
  
          วิพากษ์ แปลว่า Judge คือการพิพากษ์, พิพากษา หรือการตัดสิน
  
          วิจารณ์ แปลว่า Comment คือการพิจารณ์ พิจารณา หรือการดูงานแล้วว่าตามเนื้อผ้า
 
          คุณวินทร์อธิบายว่า การวิพากษ์มีนัยของการใช้อารมณ์ ความรู้สึกไปตัดสิน ส่วนมากมีนัยทางลบ ในขณะที่การวิจารณ์คือการวิเคราะห์ด้วยเหตุผล คุณวินทร์บอกว่าคำวิพากษ์นั้นไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่คำวิจารณ์สามารถนำมาปรับใช้ได้ในงานของเรา
 
          คำสรุปสุดท้ายคุณวินทร์บอกว่า สังคมไทยเรานี้คือ “สังคมวิพากษ์” นั่นแปลว่าเราพูดทุกอย่างโดยใช้อารมณ์ตัดสิน และส่วนใหญ่พูดไปในทางลบ ไม่เกิดประโยชน์อะไร นอกจากได้ความสะใจของผู้พูดเท่านั้นเอง
 
          วันดีคืนดีนักวิพากษ์มาเจอกับนักวิพากษ์ ถ้าไปในทางเดียวกันก็ไปกันใหญ่ แต่ถ้าไปกันคนละทางก็สุดแล้วแต่ใครพวกเยอะกว่า หรืออาวุธในมือใครครบมือกว่าเท่านั้นเอง...
 
          พอใครมาเตือนสติ นักวิพากษ์ทั้งหลายนี้มักอ้าง “สิทธิ์” ว่าใครๆก็สามารถออกความเห็นได้ คนสร้างงานก็ควรจะหุบปากแล้วยอมรับ ถ้ายอมรับไม่ได้ก็เลิกทำหรือไปตายซะ (อู้ยยย ดุละเกิ๊น) คนเราทุกวันนี้ หนักการบริหาร “สิทธิ์” แต่อ่อนการทำ “หน้าที่” ของตัวเอง ถูกที่เรามีสิทธิ์ที่จะไปวิพากษ์งานคนอื่น แต่เราลืมถามตัวเองว่า แล้วมันใช่หน้าที่ของเราหรือเปล่า เราได้รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง ก่อนที่จะหันไปตัดสินว่าคนนู้นคนนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร ตัวหน้าที่นี่แหละค่ะคือเบรกชั้นเยี่ยม ที่จะหยุดเราจากการรุกล้ำพื้นที่ของคนอื่น เบรกการให้อาหารอัตตาของตัวด้วยข้อแก้ตัวของการทับถมคนรอบข้าง ถ้าเราลองหยุดถามตัวเองก่อนที่จะอ้าปากวิพากษ์ หรือแม้แต่วิจารณ์คนอื่นว่า “มันใช่หน้าที่ของเราหรือเปล่า” หยุดถามตัวเองว่าด้วยว่า “หน้าที่ของเราคืออะไร” คนเราเกิดมาบนโลกนี้ไม่ใช่เพื่อมาพิจารณาคนอื่น แต่เพื่อพิจารณาตัวเอง ชีวิตที่จะไปถึงความหมายสูงสุดได้นั้น แปดสิบปีบนโลกนี้ก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว ถ้าเรารู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ เราจะไม่เหลือเวลาไปจับผิดคนอื่นเลย ไม่ต้องอ้างว่าหวังดี ว่าเป็นห่วง เพราะสุดท้ายแล้ว “มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา”
 
          ถ้าจะมีคำถามว่าแล้วมันหน้าที่ใครที่จะจ้องจับผิดคนชั่วคนเลว เราเป็นคนดีไม่ใช่เหรอที่ช่วยเหลือเพื่อให้สังคมเป็นสุข ก็ต้องบอกว่าทั้งดีและเลวคือสุดโต่งของสองทางด้วยกันทั้งนั้น ไม่ต้องเลวแต่ก็ไม่ต้องติดดีเช่นกัน ถ้าสุดท้ายคนๆนั้นเขาไม่รู้ตัวว่าทำไม่ดี มันก็ไม่ใช่เรื่องไม่ใช่หน้าที่ของเรา คงพอจะตักเตือนกันได้บ้าง แต่อย่าเอาอารมณ์ไปตัดสิน
  
          อย่าเป็นคนชอบจับผิด แต่ขยันชมเชยเมื่อจับถูก หยุดวิพากษ์ หยุดวิจารณ์ แล้วหันมาบริหาร “หน้าที่” ของเราให้ดีพร้อมอยู่เสมอ อย่าเสียเวลาไปกับการใช้ “สิทธิ์” ที่ไม่มีอยู่จริงอีกเลย


เปิดอ่าน