Legend of the Fist: The Return of Chen Zhen

บันเทิง > travel  :  30 ก.ย. 2553

ดอนนี่ เยน หรือ เจิ้น จื่น ตัน คือหนึ่งในนักแสดงฮ่องกงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง ณ เวลานี้ ขณะที่ แอนดรูว์ เลา ก็ถือเป็นผู้กำกับฮ่องกงที่ได้การยอมรับมากที่สุด ในช่วงเวลาหนึ่ง คนแรกสร้างชื่อจากหนังแอ็กชั่น มีผลงานในแนวนี้ออกมามากมาย กลายเป็นดารานัก

  การมีโอกาสร่วมงานกันของทั้งคู่ใน ‘ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง’ หรือ “Legend of the Fist: The Return of Chen Zhen” อาจไม่ใช่เรื่องเกินคาดเดานัก แต่ที่เหนือความคาดหมายก็คือหลายๆ ฉากในหนังเรื่องนี้ดีเกินคาด...เริ่มที่ผู้กำกับ ‘เลา’ จะเห็นว่าที่ผ่านมางานอันโดดเด่นของเขาส่วนใหญ่เป็นหนังแอ็กชั่นดราม่า เน้นที่การแสดง ส่วนงานกำกับภาพในฉากแอ็กชั่นก็จะมี ‘Composition’ สวยๆ เน้นลีลา และจังหวะเข้าออก คล้ายงานของผู้กำกับ จอห์น วู ในยุคแรกเริ่ม เราจะเห็นว่าหนังของผู้กำกับ ‘เลา’ ส่วนมากมักจะมีลีลาออกมาในท่วงทำนองนี้ ในขณะที่ “Legend of the Fist: The Return of Chen Zhen” โดยเฉพาะซีเควนซ์เปิดเรื่องที่เหล่าทหารจีนถูกเกณฑ์ไปรบในฝรั่งเศส ฉากวิ่งหลบกระสุนของ ‘เฉินเจิน’ นั้น เรียกว่าเหนือชั้น เพราะนอกจากให้ความสมจริงของสงคราม ทั้งคมกระสุนเจาะทะลุและเฉียดผ่านร่างเหล่าทหารหาญ เสียงระเบิดตูมตาม ภาพความสูญเสียมากมาย ได้บรรยากาศใกล้เคียงกับหนังที่มีเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สองเป็นพื้นหลังอย่าง “Saving Private Ryan” “Enemy At the Gate” หรือกระทั่ง “A Very Long Engagement” เลยทีเดียว แต่ความสนุกที่ผู้กำกับ ‘เลา’ เติมลงไปนั้นอยู่ตรงการ ‘วิ่ง’ กระโดดโลดโผนโจนทะยาน ใช้ศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าๆ คว่ำศัตรูที่มีปืนอยู่ในมือลงได้ (แม้จะฟังดูเว่อร์ๆ แต่หนังทำได้สนุกจนไม่ต้องคำนึงถึงความสมจริงใดใด)

 หนังตัดกลับมาอีกครั้งที่เมืองเซี่ยงไฮ้ หลังถูกปลดระวางเดินทางกลับบ้านเกิด ‘เฉินเจิน’ กลายมาเป็นหุ้นส่วนของไนต์คลับ ‘คาซาบลังก้า’ (ได้ยังไงก็ไม่รู้) สถานที่รวมตัวกันของเหล่าผู้คนในแวดวงสังคมชั้นสูงหลากหลายเชื้อชาติประจำเมืองเซี่ยงไฮ้ตกอยู่ใต้อาณานิคมของอังกฤษและญี่ปุ่นเองก็กำลังแผ่ขยายอิทธิพลหมายยึดครอง ในขณะที่คนจีนส่วนหนึ่งก็รวมกลุ่มกันก่อตั้งองค์กรใต้ดินต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น ขณะเดียวกันญี่ปุ่นเองก็จัดทีมสายลับออกลอบสังหารพ่อค้าวาณิช ข้าราชการประชาชนผู้นำคนสำคัญของจีน พร้อมๆ กับข่มเหงรังแกชาวจีนไปด้วยในเวลาเดียวกัน

 ‘เฉินเจิน’ เห็นความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในบ้านเกิดเมืองนอน จึงตัดสินใจเข้าปกป้อง กลางวันเขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มดูแลไนต์คลับ พอตกกลางคืนก็สวมหน้ากากสีดำออกช่วยเหลือพี่น้องชาวจีนที่ถูกญี่ปุ่นปองร้ายหมายเอาชีวิต ท่ามกลางความเคียดแค้นของแม่ทัพนายกองจากแดนอาทิตย์อุทัยที่แผนการของเขาถูกขัดขวาง

 ถ้าหนังเดินต่อไปในทิศทางนี้ ก็คงจะน่าสนุกไม่หยอกหรอกนะครับ แต่พอเล่ามาเรื่อยๆ กลับกลายเป็นว่า นี่คือหนังภาคต่อที่ตัวละครย้อนกลับมาแก้แค้น ที่เคยก่อกรรมกันไว้เมื่อนานหลายปีมาแล้ว...นักดูหนังรุ่นพี่คนหนึ่งบอกว่า นี่คือภาคต่อของหนังชุด ‘ไอ้หนุ่มซินตึ้ง’ (Fist of Fury) ที่สร้างชื่อให้บรู๊ซ ลี เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเมื่อเกือบสี่สิบปีก่อน (มิน่า หนังถึงมีท่อนสร้อยต่อท้ายว่า ‘The Return of Chen Zhen’) แม้คนดูหนังรุ่นใหม่จะพอรู้จักชื่อของ ‘บรู๊ซ ลี’ อยู่บ้าง แต่เชื่อว่ามีอีกจำนวนไม่น้อย ไม่น่ารู้จักหนัง ‘ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง’ (แม้จะมีการนำมาสร้างใหม่อยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่ค่อยเป็นที่จดจำนัก - ล่าสุดในเวอร์ชั่นปี 1994 ที่มี เจ็ท ลี รับบท ‘เฉินเจิน’ ในชื่อเรื่องว่า “Fist of Legend” ก็ถือว่าค่อนข้างเงียบเหงา)

 อาการ ‘ต่อไม่ติด’ กับตัวละครดั้งเดิม หรือการ ‘เชื่อมโยงไปไม่ถึง’ ของเรื่องราวจากภาคที่แล้ว กลายเป็นปัญหาสำคัญของ “Legend of the Fist: The Return of Chen Zhen” เพราะเมื่อหนังเดินมาถึงจุดเข้าด้ายเข้าเข็ม ญี่ปุ่นเริ่มจับไต๋ได้ว่า ‘เฉินเจิน’ เป็นใคร และมีการเปิดโปงว่า คนจีนคนไหน แอบเป็นสายลับให้ญี่ปุ่น หนังก็พยายามย้อนกลับไปเท้าความจากภาคที่แล้ว เพื่อเพิ่มปมแค้นที่สั่งสม หาเหตุเล่นงานกันหนักข้อมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เกิดไม่ทัน หรือจำ ‘ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง’ ไม่ได้ ย่อมงุนงงสงสัยกับฉากบางฉากในหนังเป็นแน่

 ย้อนกลับไปย่อหน้าแรกของบทวิจารณ์ชิ้นนี้ ที่บอกว่าหลายๆ ฉากในหนังเหนือความคาดหมาย คงพอเข้าใจได้นะครับว่า ความคาดหมายที่เกิดขึ้นนั้นมีทั้งดีและร้าย สิ่งดีๆ ที่ได้เห็นในฉากแรกๆ กลับถูกซีเควนซ์ช่วงท้ายๆ ทำลายลงไปอย่างน่าเสียดาย หนังสามารถที่จะสร้างตัวเองเป็น ‘Original’ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องวางสถานะเป็นหนังภาคต่อแต่อย่างใด เพราะตัวละคร ‘เฉินเจิน’ นั้น แข็งแรงพอที่จะเป็นศูนย์กลางของเรื่องได้ โดยไม่ต้องใช้ปูมหลังจากภาคที่แล้วมาขับเน้นแรงแค้น เพราะแค่บทหนังให้น้ำหนักจากการขัดขวางทหารญี่ปุ่นในการสังหารคนจีน ก็เพียงพอที่จะผูกปมแค้น ไล่ล่ากันไปมาได้อย่างสนุก โดยไม่ต้องมีปมความแค้นจากหนหลังมาซ้อนให้สับสน จนทำให้หนังสะดุดไปสมควร...ไม่น่าเชื่อว่า ฝีมือการทำหนังของ ‘แอนดรูว์ เลา’ ยังคงเอาแน่เอานอนไม่ได้ ทั้งๆ ที่ทำงานมาอย่างต่อเนื่อง ผมเพิ่งได้ดูผลงานเก่าๆ ของเขาที่ถูกเอามาฉายทางทีวีไล่เลี่ยกันถึงสองเรื่อง “The Park” กับ “Flocker” ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า เป็นหนังของผู้กำกับที่เคยทำ “Infernal Affairs” อันโด่งดังมาก่อน

ชื่อเรื่อง : Legend of the Fist: The Return of Chen Zhen
ผู้เขียนบท : กอร์ดอน ชาน
ผู้กำกับ : แอนดรูว์ เลา
นักแสดง : ดอนนี่ เยน, หวง ซิว เซิน, ซูฉี
เรทติ้ง : น.13+ ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ชมอายุ 13 ปี ขึ้นไป
วันที่เข้าฉาย : 23 กันยายน 2553

"ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"


เปิดอ่าน