เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ ดนตรีในแบบ 'แสตมป์'

บันเทิง  :  17 ส.ค. 2553

ปีที่ผ่านมาเรียก ว่าเป็นปีทองของนักร้องหนุ่มเจ้าความคิด "แสตมป์" อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ที่สร้างกระแสเพลง "ความคิด" ฟีเวอร์ ตอนนี้เขากลับมาพร้อมกับอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 2 ที่ชื่อว่า “เพลงที่นานมาแล้วไม่ได้ฟัง” ซึ่งก็ถูกจับตามองว่าจะดังเปรี้ยงปร้างเหมือนชุดแร

  "มีช่วงแรก ที่คิดว่าอยากให้เพลงดัง เหมือนเพลงความคิด ไปๆ มาๆ ก็คิดว่าเราคงทำเพลงฮิตกว่านั้นไม่ได้แล้ว เราลองแตกหน่อไปทางอื่น ที่เราไม่เคยทำ เราคงไม่พยายามทำเพลงฮิต ที่ได้อย่างความคิดอีกแล้ว คงไปทำเพลงที่ไม่เคยทำอย่างบ้านเล็ก เป็นเพลงที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต พยายามแตกหน่อออกไปมากกว่าที่จะเดินไปในแนวทางเดิมๆ เราไม่ได้วางเป้าของมันจะสำเร็จเท่าชุดที่แล้ว เราไปสำเร็จด้านอื่น เพราะว่าชีวิตมันมีหลายด้าน แต่ก็ยอมรับ ว่ามีคนที่คาดหวังสิ่งเดิมๆ จากผม แต่ในขณะเดียวกัน ก็คงมีคนที่คาดหวังสิ่งใหม่ๆ จากผม

 ผมคิดว่าจะทำให้ทั้งสองฝ่าย แต่ถึงเปลี่ยนยังไง ผมก็เปลี่ยนตัวเองไม่ได้มากนักหรอก ก็ยังเป็นแสตมป์คนเดิมอยู่ เพราะด้วยเวลาแค่นี้ ชีวิตคงไม่ได้เปลี่ยนมาก คงจะทำเป็นเพลงคล้ายๆ เดิมอยู่ดี ไม่ว่าจะแหวกยังไง มันคงไม่ได้เปลี่ยนมาก เพราะผมทำเพลงเอง มันก็ต้องเป็นผมอยู่แล้ว" นักร้องหนุ่มเผย ก่อนจะโต้กระแสที่ว่า คลอดอัลบั้มที่ 2 ออกมาเร็ว เพราะอยากอิงกระแสอัลบั้มที่แล้ว สาเหตุจริงๆ มาจากความไฟแรงในตัวเอง

 "ผมว่าเป็นเพราะไฟแรงมากกว่า อย่างชุดนี้ พอทำเสร็จก็คิดว่ามันน่าจะทำเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้มากกว่า หรือพอทำเสร็จแล้ว เราก็คิดว่าน่าเบื่อจัง ทำไมเราถึงไม่ทำแบบนั้น ความสนใจเราก็เปลี่ยนตลอดเวลา เพราะเราก็เป็นคนที่เสพเพลงอยู่ เราก็จะคิด ว่าถ้าเราทำได้แบบนี้ มันน่าจะเจ๋ง มันทำให้เราไม่มีความคิดว่างานที่ทำมาจะเป็นงานชิ้นสุดท้ายได้ เลยต้องทำต่อ" แสตมป์ชี้แจง

 นักร้องหนุ่มเล่าต่อ ว่าบางทีอยากที่จะทำเพลงเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง แต่เพราะ บอย โกสิยพงศ์ สอนไว้ว่าต้องทำเพลงในฐานะของผู้ให้ เพราะการให้ที่ดี คือการให้ที่ยืนยาว

 "ผมทำงานเบื้องหลังมาประมาณ 3-4 ปี แต่ก็อยู่เบื้องหน้ามาตลอดเหมือนกัน ตอนอยู่กับพี่บอย ผมสนุกกับการทำงานในห้องอัดมากเลย สนุกกับการทำเพลงมาก มากกว่าเป็นนักร้องด้วยซ้ำเลยหยุดไม่ได้จริงๆ และเพราะความที่เราเป็นคนทำเบื้องหลัง มันอาจจะมีไอเดียบางอย่างที่เราอยากจะทำ แต่มันก็ทำออกมาหมดไม่ได้ เพราะถ้าเราทำอย่างนั้น อาจจะไม่มีคนฟังก็ได้ พี่บอยเคยบอกผมว่าคนเราต้องเป็นผู้ให้ ถ้าเราเลือกที่จะทำตามความชอบ ทำตามใจตัวเอง แต่มันไม่ให้อะไรใคร สู้เรายอมลดการสนองตัณหาของตัวเองลงมาหน่อย แล้วใส่ความนิยม เพื่อหาเลี้ยงชีพเข้าไปอีกนิด ทำให้คนอื่นได้ด้วย มันดีกว่า เพราะเราก็ได้รับกลับมาด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ว่าคนที่ทำความคิดของตัวเองไม่ดี

 ผมว่าคนแบบนั้นก็เจ๋งเหมือนกัน แต่ทุกอย่าง มันต้องสมดุลกัน มันถึงจะไปรอด แล้วทำให้เราสามารถอยู่ในอาชีพนี้ได้ และคนอื่นก็ได้ประโยชน์เหมือนกัน พี่บอยบอกว่าการให้ที่ดีคือการให้ที่ยั่งยืน" นักแต่งเพลงคนเก่งกล่าว พร้อมเปิดใจที่ถูกมองว่าเป็นเงาของเจ้าพ่อเพลงรัก บอย โกสิยพงศ์  

 "ผมได้จากพี่บอยมาเยอะเหมือนกัน แต่ผมว่าผมมีพลังในความมืดมากกว่าพี่บอยเยอะ ทั้งเพลงและนิสัย พี่บอยเป็นคนดีและทำเพลงแบบโมทาวน์ ป๊อปหวานซึ้งตลอด แต่ผมมีมุมมืดอยู่ในเพลงค่อนข้างสูงมากกว่าพี่บอยมาก ผมเคยได้ยินคนพูดว่าผมเป็นทายาทพี่บอย ผมยอมรับในตรงนั้น แต่ผมเป็นทายาทที่หล่นไกลต้น อาจจะเรียนสำนักเดียวกัน แต่ศิษย์คนนี้มันช่างมีพลังด้านมืดเยอะเหลือเกิน มีสิ่งหนึ่งที่พี่บอยพูดกับผมตลอดว่าผมจะเป็นเหมือนพี่บอยไม่ได้ เพราะเราเป็นอะไรที่ไม่ใช่แบบนั้น ไม่อยากให้คนมองแบบนั้น ชุดใหม่เราก็พยายามมีเพลงที่พูดถึงเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่ความรัก พูดในแง่มุมด้านอื่นๆ บ้าง มันเลยทำให้เราไม่ใช่คนที่แต่งเพลงรัก เพราะพี่เขาอยากเราเป็นอีกแบบหนึ่งที่มันไม่มี" นักร้องลูกหม้อเลิฟอีสเล่า

 ส่วนกรณีดังแล้วแยกวงออกมาจาก "เซเว่นซีน" มาทำอัลบั้มเดี่ยว "แสตมป์" เผยว่าไม่ได้ยุบ หรือดังแล้วแยกวง แค่ต่างคนต่างทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ซึ่งจะมีการกลับมาทำวงด้วยกันอีกแน่นอน

 "ไม่ได้แยกวง แต่เพราะต่างคนก็ต่างมีทางในของตัวเอง เซเว่นซีนก็ยังอยู่เหมือนเดิม จะมีการกลับมาทำงานด้วยกันอีกแน่นอน แต่ตอนที่ทำงานเป็นวง มันจะไม่เป็นตัวเราเต็มร้อย คงเป็นเราแค่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็อยากที่จะทำงานที่เป็นตัวเองกันมากที่สุด เลยแยกกันไปทำตามความคิดและความฝันของตัวเอง เมื่อเวลาโอกาสเหมาะก็กลับมาทำงานด้วยกันอีก ไม่ได้ทิ้งกันไปไหน"


เปิดอ่าน