"เป็นดอกหญ้า ที่มีคนเอามาปลูกในเมือง" "ต่าย" อรทัย

โมงยามนี้ เชื่อแน่ว่า น้อยคนที่จะไม่รู้จัก "ต่าย" อรทัย ดาบคำ นักร้องลูกทุ่งผู้พลิกผันชีวิตตัวเอง

 จากเด็กบ้านนอกที่มีความมุ่งมั่น และความพยายาม จนประสบความสำเร็จทั้งการร้องเพลง และการศึกษา ซึ่งเธอเพิ่งได้รับปริญญา นิเทศศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน จากมหาวิทยาลัยรามคำแหงไปเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

วันนี้หน้าบันเทิง ”คม ชัด ลึก“ จะพาไปดูเส้นทางการร้องเพลงและการศึกษา ซึ่งเธอถือเป็นนักร้องลูกทุ่งหญิงคนแรกที่สามารถทำสถิติยอดขายอัลบั้มชุดแรก "ดอกหญ้าในป่าปูน" ได้ทะลุเกินกว่า 1 ล้านชุด (โดยเฉพาะในยุคเทปผี ซีดีเถื่อนระบาดหนัก)  ด้วยเพลงฮิตสะกิดใจอย่าง โทรหาแหน่เด้อ และอีกหลายๆ เพลงที่ฮิตติดลมบน อย่างเพลง ขอใจกันหนาว กินข้าวหรือยัง
เส้นทางกว่าจะเป็นนักร้อง

เริ่มต้นการประกวดร้องเพลง
 ตอนเด็กๆ ต่ายจะประกวดร้องเพลงตอนปิดเทอม หรือไม่ก็ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่จำได้คือช่วง ม 5 ไปประกวดร้องเพลงที่แก่งสะพรือ ใช้ "เพลงแก้วรอพี่" ของพี่ผึ้ง (พุ่มพวง ดวงจันทร์) ชนะได้ที่ 1 ช่วงนั้นคนที่มาประกวดมีแต่พวกที่มีประสบการณ์ ได้รางวัลเป็นมอเตอร์ไซค์ กับถ้วยรางวัล

ก้าวแรกจากบ้านนอกสู่เมืองกรุง
      ตอนนั้นต่ายเรียนจบ ม 6 ที่อุบลราชธานี แล้วก็สอบเรียนต่อที่ราชภัฏอุบล คณะนาฏศิลป์และการละคร แต่ช่วงนั้นต่ายมีปัญหาไม่มีเงินเรียน เลยต้องสละสิทธิ์ตอนนั้นเสียดายมาก แม่ต่ายบอก ว่าเรียนที่ไหนก็ได้ ไปทำงานสักพักก็ดี ตอนนั้นแม่เข้าทำงานในแคมป์คนงานก่อสร้างแถวสมุทรปราการ ต่ายเลยตามมาอยู่กับแม่ที่นั่นไปไหนก็ไม่เป็น และต้องหาเช้ากินคํ่า

เริ่มถามตัวเองถึงอนาคต
 มาอยู่ได้ระยะหนึ่ง ก็เริ่มเหงา ไม่รู้จักใครเลย เพื่อนรุ่นเดียวกันก็ไม่มี คิดถามตัวเอง ว่าอนาคตเราจะทำยังไงต่อ เลยเขียนจดหมายหาเพื่อนที่ทำงานอยู่โรงงานผลิตยา แล้วนัดเจอกันเพื่อนบอกว่าที่โรงงานเขารับสมัครคนงานเลยลองไปสมัครทำ โดยเพื่อนช่วยออกค่าใช้จ่ายในการสมัครเลยได้ทำงานที่นั่น

ไม่ทิ้งฝันการร้องเพลง
 มาทำงานที่โรงงานผลิตยาได้ 2 เดือนก็เริ่มที่จะไปประกวดร้องเพลง ที่ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ แพ้ตลอดไม่ชนะเลย (หัวเราะ) แต่ก็ไปทุกอาทิตย์เสียค่าผ่านประตูเข้าไปเอง ไปจนพี่ทีมงานประกวดเขาถามว่ามาทำไมทุกอาทิตย์ ก็บอกว่าเราเสียค่าประตูเองพี่เขาสงสารเลยให้บัตรเจ้าหน้าที่มา เจอพี่ชูษี เชิญยิ้ม และพี่จำเริญ รัตน ให้ฝึกร้องมากๆ และให้มาร้องเปิดวงไม่ต้องไปประกวดแล้ว แล้วก็มาประกวดรายการชุมทางเสียงทองติด 1 ใน 4
ชีวิตสู่รั้วมหาวิทยาลัย

เริ่มเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อไร
 ต่ายเริ่มเรียน ม.ราม เมื่อปี 2542 เริ่มต้นเรียนช่วงเทอม 2 คณะมนุษยศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน ที่ไม่ได้เรียนเทอม 1 เพราะมีปัญหาเรื่องเงิน ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบ ม 6 มา ต่ายทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตยา-อาหารเสริมย่านอุตสาหกรรมบางโพอยู่เกือบปี ก็ลาออก แล้วใช้เวลาว่าง ไปประกวดร้องเพลง ที่ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการช่วงวันเสาร์-อาทิตย์

ช่วงนั้นทำอะไรบ้างนอกจากประกวดร้องเพลงแล้ว
มาอยู่กับพี่บ่าวข้าวเหนียวและพี่สาวบ้านเชียง พี่เขาจัดรายการวิทยุอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ต่ายไปช่วยรับโทรศัพท์  ไปพบปะแฟนรายการของพี่เขา พี่เขาจัดรายการประเภทขายสินค้า

แบ่งเวลาเรียนกับการร้องเพลงอย่างไร
ตอนนั้นพี่ 2 คน เขาทำเพลงให้ต่ายร้อง แล้วก็ช่วยเปิดในคลื่นของพี่เขา ทำให้พอจะมีคนรู้จักต่ายอยู่บ้าง เวลาไม่ได้ประกวดร้องเพลง ต่ายก็ไปลงทะเบียนเรียนครั้งละ 7-8 วิชา พอมีเวลาอ่านหนังสือ ก็สอบผ่าน 5-6 วิชา ถ้าตกวิชาไหนก็ไปซ่อม

ไม่ได้ทำงานแล้วเอาเงินที่ไหนลงทะเบียน
ที่รามค่าหน่วยกิตไม่แพง ยังพอถูไถไปได้ พี่บ่าวข้าวเหนียวกับพี่สาวบ้านเชียงก็ให้เงิน ต่ายก็พอจะมีส่งไปบ้านบ้างเหลือใช้เก็บเล็กผสมน้อย บางทีก็จากเวทีร้องเพลงบ้าง ผสมไปเรื่อยๆ ไปรับผ้าที่โบ๊เบ๊มาขายที่ตลาดนัดในซอยลาดพร้าว 71 ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง

กว่าจะเรียนจบไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนที่มาเป็นนักร้องเรียนอยู่ปีไหน
ตอนที่พี่บ่าวข้าวเหนียว-พี่สาวบ้านเชียงพามาหาครูสลา ต่ายเรียนอยู่ปี 3 กว่าๆ เก็บหน่วยกิตได้ 50-60 เพราะลงเรียนตลอดช่วงซัมเมอร์  ปีแรกของการเป็นนักร้องมีเวลาอ่านหนังสือเต็มที่อยู่ เพราะยังไม่มีการทัวร์คอนเสิร์ตอะไร แต่พอเพลงดังเราลงเรียนเต็ม แต่สอบผ่านไม่กี่ตัว

เพลงดังทำให้ชีวิตเปลี่ยน-การเรียนเปลี่ยนอย่างไร
งานคอนเสิร์ตชนกับการสอบ บางครั้งสอบตอนเช้า บ่ายนั่งเครื่องไปงาน มีเดินสายอยู่ต่างจังหวัดทั้งเดือนแต่ก็ต้องนั่งเครื่องมาสอบ  เป็นแบบนี้ตลอดปีสองปีแรก เราไม่รู้สึกอะไรพอเข้า 3-4 ปี มันเริ่มไม่ไหว กังวลเพราะเรียนหลายปีแล้ว รามให้เรียน 8 ปีกลัวไม่จบ แต่ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน ทุกครั้งที่ไปถึงรามคำแหงเหมือนมีอะไรทำให้เราฮึดสู้

มีช่วงไหนที่กดดันที่สุด
ตอนปี 2548 ครบ 7 ปี แล้วยังไม่จบเลย มีวิชาคอมพิวเตอร์ที่ไม่ผ่าน เพราะเราไม่ได้นั่งอยู่กับเครื่องก็เลยสอบตก ตอนนั้นเครียดคิดถอดใจแล้ว เหนื่อยกับงาน กดดันตัวเอง ได้รุ่นพี่แนะนำว่ามีเรียนภาคพิเศษ เขาเรียนกัน 3 ปีโอนหน่วยกิตได้ค่อยๆ หายกดดันหน่อย (ยิ้ม)

ช่วงคอนเสิร์ตเยอะแบ่งเวลาเรื่องเรียนอย่างไร
ไปคอนเสิร์ต ต่ายก็จะติดหนังสือไปด้วย ได้อ่านบ้าง ไม่ได้อ่านบ้าง พยายามอ่านให้มากกว่าคนอื่น อ่านไปจำไม่ได้เลย ตั้งใจอยากได้เกรด G มาก แต่ได้ไม่ถึง 10 ตัว  บางครั้งไม่มีเวลาสอบ ก็จะอ่านสรุปหน้าราม ก่อนเข้าห้องสอบ

ความเป็นนักร้องดังช่วยอะไรเรื่องเรียน
ไม่มีค่ะ (หัวเราะ) อาจารย์ไม่อนุโลมเลย  ทุกคนเทียบเท่ากันหมด แถมกดดันด้วย เพราะเพื่อนจบไปแต่เรายังไม่จบ ตกก็ลงสอบใหม่ จนกว่าจะได้ ยิ่งมาเหลือเล่มสุดท้าย สอบเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน ถอดใจแล้วตอนนั้น เหนื่อยกับงานด้วย มาคิดได้ว่า เพื่อนจบได้เราก็ต้องทำได้ ยอมหนักอีกปี

ได้อะไรกับการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย
ความอดทนต้องที่สุดเลย ขยันมากกว่าเดิมหลายเท่า ต้องแสวงหาด้วยตัวเอง พึ่งลำแข้ง ต่ายก็เหมือนคนทั่วไป เหมือนดอกหญ้าดอกหนึ่ง ที่อยู่ตามท้องนา วันหนึ่งมีคนเอามาปลูกในเมือง ได้เจริญเติบโต

จะบอกคนอื่นที่ต้องทำงานพร้อมกับเรียนอย่างไร
อย่าท้อ ต้องให้กำลังใจตัวเอง คนที่ทำงานด้วยเรียนด้วยจะไม่ค่อยมีเพื่อน อดทนอย่ายอมแพ้ ถ้าเราตั้งใจจะเรียนที่รามคำแหง คนอื่นเรียน 3 ปีจบ เราเรียน 8 ปีจบไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร อย่างต่ายเองถ้านับจริงๆ ก็เรียน 9 ปี

วันนี้กับความภาคภูมิใจ
ภูมิใจในการจบครั้งนี้ขนาดไหน
มากๆ มหาวิทยาลัยให้โอกาส หลายคนที่มาเรียนเป็นพี่ รุ่นพ่อแม่เราก็มี ต่ายได้สัมผัสกับคนที่ทำงาน  คิดว่าสถาบันนี้ให้แสงสว่างกับทุกคนได้ คนที่มาจากต่างจังหวัด จะรู้เลย ว่ากว่าที่จะเรียนจบต้องเจอกับอะไรบ้าง วันนี้ถือว่าภูมิใจที่สุดของต่าย

จากนี้คิดจะทำอะไรเรียนต่อปริญญาโทไหม
ยังไม่ต่อ อยากร้องเพลงทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม ต่ายนึกถึงตลอด สังคมให้โอกาสกับเด็กบ้านนอกอย่างต่าย ต่ายอยากตอบแทนให้ทุกคนมีความสุข

ที่บ้านภูมิใจกับวันนี้ของ ต่าย อรทัย แค่ไหน
เขาดีใจภูมิใจ โดยเฉพาะยาย ที่เป็นห่วงต่ายมาก ต่ายมาถึงวันนี้ได้ เขาก็ดีใจ ก็เตือนสติให้รักในอาชีพ และให้ช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสกว่า มาถึงวันนี้ที่บ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก
 
ถามเรื่องหัวใจ เป็นอย่างไรบ้าง
มีคนเข้ามาบ้าง แต่ต่ายไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะทำแต่งาน แค่งานอย่างเดียวก็ไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นแล้ว ชีวิตต้องเดินทางตลอด
และนี่คือ ต่าย อรทัย คนที่น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้อีกหลายคน คนที่ทำให้เห็นแล้ว ว่าขวากหนามมีไว้ข้ามผ่าน เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จ

เรื่อง ... "บุญส่ง คชเกร็ง"


เปิดอ่าน