royal coronation
วันที่ 20 กรกฎาคม 2562
บันเทิง

ฝันที่เป็นจริงของลูกชื่อ 'มอริส เค' 

วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 - 19:15 น.
มอริสเค,บันเทิงคมชัดลึก
Shares :
เปิดอ่าน 9,303 ครั้ง

นักแสดงรุ่นใหญ่ "มอริส เค" เปิดใจซึ้งพ่อบังเกิดเกล้าไม่ทวงถามผลดีเอ็นเอ เชื่อมั่นเขาคือลูกแท้


    
    ทีมบันเทิง คมชัดลึก -  หลังจากออกมาประกาศตามหาตัวพ่ออยู่หลายปี จนล่าสุดนักแสดงรุ่นใหญ่ มอริส เค ได้ประกาศข่าวดีว่าได้เจอคุณพ่อที่ตามหาและรอคอยมานานกว่า 54 ปีแล้ว ล่าสุด มอริส เค ได้ไปร่วมรายการ "คุยแซ่บ SHOW" ทางช่อง ONE31 โดยเล่าถึงเรื่องนี้ว่า
 

    เจอคุณพ่อแล้ว แต่เห็นว่าได้เจอพี่น้องร่วมสายเลือดด้วย    
    "ญาติมาเป็นกระบุงเลย ผมยังตื่นเต้นไม่หายจนถึงเวลานี้ ผมตื่นเต้นทุกครั้งที่คุยถึงเขา ที่ผ่านมาทั้งชีวิตเรามุ่งมั่นที่จะเจอพ่อให้ได้ มีหลายครั้งที่ล้มความมุ่งมั่นที่จะเจอพ่อไป เพราะไม่รู้เลยว่าพ่อชื่ออะไร หน้าตาเป็นยังไง แต่เมื่อเราเริ่มมีชื่อเสียง หลายคนเข้ามาช่วยเหลือตามหาพ่อ เพราะเขารู้ว่าเราขาดสิ่งนี้ แล้วการที่เราจะเดินไปสถานทูตไปตรวจสอบว่าใครเป็นพ่อมันทำไม่ได้ จนเรามีความรู้สึกว่าอยากเจอมาก แต่สิ่งที่ทำให้เรามั่นใจว่าเราจะได้เจอ คือเราขอกับพระเจ้า เราขอมาตลอดเป็นเวลานานมาก ตอนแรกแม่ก็ไม่เจอ พ่อไม่เจอ แต่พระเจ้าให้เจอแม่ก่อน แต่ก่อนจะเจอใช้เวลาเกือบ 20 ปี เราเริ่มจากการรู้ว่าพ่อเป็นทหาร เป็นชาวอเมริกัน แต่ไม่มีชื่อ ตอนแรกเรามโนไปเองว่าพ่อเราน่าจะเป็นชาวฝรั่งเศสหรืออะไร ตอนนั้นยังไม่ได้เจอแม่นะ เราก็คิดว่าพ่อเราคงเป็นชาวผิวสีที่ฝรั่งเศส อิตาลี แต่วันที่เจอแม่ ถามแม่ แม่บอก เราก้โอเค แต่ทำไมแม่ไม่มีหลักฐานอะไรเลย แม่บอกว่าเนื่องจากแม่ยากจนต้องย้ายที่อยู่บ่อยแม่ไม่สามารถเก็บหลักฐานอะไรได้มากสิ่งเหล่านั้นก็ค่อยๆ หายไป"

 


    มีเพื่อนมาแนะนำว่าให้ตรวจ DNA 
    "ซึ่งการตรวจก็ไม่มีอะไรมาก เอาแค่ชุดตรวจของเขามา เสร็จแล้วในชุดตรวจนั้นจะมีหลอดเหมือนหลอดวิทยาศาสตร์ คุณตื่นเช้ามาไม่ต้องล้างหน้า แปรงฟัน คุณบ้วนน้ำลายลงไปในนั้น แล้วคุณก็ปิดฝาส่งไปอเมริกา คือก่อนหน้านี้เพื่อนเขาทำแบบนี้แล้วเขาเจอ นั่นเป็นแรงบันดาลใจให้เรา ตอนนั้นผลตรวจคือเจอญาติประมาณ 30 กว่าคน เราก็เลยเริ่มตามจากคนที่ใกล้ชิดที่สุด ก็คือ ญาติอันดับ 1 ซึ่งเราก็เขียนจดหมายไปคุยกับเขา ตรงนี้ผมก็เลยได้ตัวนางฟ้ามาช่วยผม คือ คุณบี ผมหน้าตาแบบนี้คุณพ่อให้เชื้อ แต่ไม่ได้ให้ภาษา ฉะนั้นการเขียนจดหมายภาษาอังกฤษเพื่อไปขอความช่วยเหลือจากเขา ผมไม่มีปัญญา ผมให้คุณบีเขียนให้ แต่ฟีดแบ็กจากญาติคนที่ 1 เขาไม่ไว้วางใจเรา แล้วเขาก็มองว่าเราต้องการอะไรที่มาทำแบบนี้ ผมรู้ว่ามีญาติตั้งแต่เดือนมีนาคม แต่กว่าญาติจะตอบจดหมายอีก 2 เดือนถัดมา แต่คนที่ช่วยสานต่อให้เราก็คือ คุณธัญญ่า-ธัญญเรศ"

 

 

 

 

 

 

    ไม่รู้ว่าพ่อชื่ออะไร หน้าตาเป็นไง แล้วมั่นใจได้ไงว่าคนนี้คือพ่อของเราจริงๆ 
    "ผมไม่รู้หรอกว่าใช่ แต่รู้อยู่อย่างเดียววันแรกที่เรามองหน้ากันผ่านโทรศัพท์พ่อพูดไม่เยอะ แต่พ่อมองหน้าผมตลอด ความสัมพันธ์ที่เรามองตากัน แล้วเรารู้สึกอิ่ม รู้สึกฟูอยู่ในใจ การเจอพ่อผมตั้งปณิธานไว้หนึ่งอย่างว่าจะไม่ทำอะไรให้เขารู้สึกเศร้าเสียใจในสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา ผมเอาวันนี้ ผมปล่อยให้ทุกอย่างในอดีตผ่านไป และวันเสาร์นี้เราจะนัดรวมญาติกันผ่านโทรศัพท์ ส่วนเรื่องดีเอ็นเอพ่อเขียนมาในจดหมายว่าฉันไม่สนใจ เพราะฉันรู้แน่ว่ายูคือลูกฉัน เราก็ถามว่าทำไมมั่นใจ เขาก็บอกว่า หน้าผมเหมือนเขาตอนวัยเท่านี้ แต่เราก็บอกว่าเพื่อความสบายใจและพี่น้องทุกคนหายข้องใจตรวจเถอะ เขาก็ตรวจ รอผลอีกประมาณเดือนหนึ่ง ไม่ว่าผลตรวจจะออกมาเป็นอย่างไง  ก็ยอมรับ อาจจะต้องช็อก แต่มั่นใจในผลตรวจตรงนี้ เขาเจอหน้าแม่เขาจำได้"

 

 

    ถามไหมว่าทำไมพ่อแม่ถึงทิ้งเรา
    "คุณแม่ไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ เนื่องจากยากจนมาก แล้วพี่เกิดจากคนต่างชาติคนนึงแล้วแม่ก็เลยไม่สามารถอยู่ในครอบครัวได้ เพราะเราแตกต่าง ท่านยอมรับว่าท่านกลัวครอบครัวใหม่จะรับท่านไม่ได้ ซึ่ง ณ ตอนนั้นเราก็รู้สึกเสียใจนะ แต่นั้นคือเรื่องที่ผ่านมาได้"


    ย้อนไป 50 ปี เรื่องการเหยียดสีผิวในกลุ่มเด็กด้วยกัน มันเป็นเรื่องประหลาด
    "เหมือนตัวประหลาดเลย ตอนแรกเราจะเดินหนี แต่ครั้งที่สองเราหนีไม่ได้เราต้องไฟท์ เพราะเราจะโดนครอบครัวที่มีปัญหาเล่นเรา เพราะเราไม่มีใคร คือเวลาเรามีปัญหาที่โรงเรียน เราโดนที่โรงเรียนตีแล้ว เรากลับมาโดนที่บ้านกระทืบไม่มีใครอยู่ข้างๆ เราเลย พูดง่ายๆ คือเลี้ยงเหมือนคนรับใช้ในบ้านแต่ดีหน่อยได้เรียนหนังสือ ถูกรังแกเรา เราพยายามเดินหนีแล้ว แต่ไม่เลิก เราก็เลยต้องทำตัวเลวเพื่อไม่ให้เขามายุ่งกับเรา ตอนนั้นเรามีปัญหาที่โรงเรียน ผมทำร้ายเพื่อนหนักมาก แล้วคุณครูก็โกรธมาก เพราะผมมีเรื่องกับเพื่อนๆ บ่อยมาก คุณครูก็เลยว่าผม เขาโกรธมาก เขาบอกว่า มันเลวอย่างนี้มันเป็นพันธุ์กรรม คือมันเป็นคำที่คุณครูโกรธ มันเป็นคำที่ฝังอยู่ในใจเรา ตอนนั้นประมาณ ป.5-ป.6 เราไม่รู้ว่าพันธุ์กรรมมันคืออะไร แต่เรารู้สึกเจ็บปวดมาก เขาไม่ได้ถามหรือคิดสักนิดหรอว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดจากสภาพแวดล้อมที่เจออยู่     

 

 

 

 

 

 

    ผมหนีออกจากบ้านบ่อยมาก แต่ไม่รอด ตอนที่ผมโดนเอามือมัดกับขือแล้วโดนตีด้วยไม้ไผ่ ผมแกะเชือกออกได้ ผมวิ่งออกจากบ้านประมาณครึ่งกิโล แล้วผมไปตั้งสติอยู่ที่ท้ายหมู่บ้านแล้วผมก็คิดว่าจะทำยังไงดี ในที่สุดผมก็ต้องกลับมา เพราะผมไม่รู้จะนอนที่ไหน ผมกลับมาแล้วผมก็โดนหนักกว่าเดิมทุกครั้ง ซึ่งที่เขาทำไปเขาบอกว่าเขาสอนเรา แต่ถ้าเขาสอนลูกหลานเขา เขาจะใช้เหตุผลนำ แต่เราเขาจะใช้อารมณ์นำ ถามว่าแค้นไหม มันเป็นความเจ็บปวดและความโกรธอยู่ข้างในว่าเห็นเราเป็นอะไร พี่บอกตัวเองเสมอว่าเราโตได้ทุกวันนี้เขาก็ทำให้เรามีข้าวกิน ได้เรียนหนังสือถึงแม้แค่ ป.6 แต่เราก็โตขึ้นมาได้ ถึงเขาทำร้ายยังไงพี่ก็ไม่เคยขาหัก เต็มที่ก็แค่เย็บหัวแตกนิดหน่อย สิ่งที่โดนล้อตอนนั้นคือ ลูกไม่มีพ่อ แล้ววันแรกที่เจอพ่อผมโพสต์เลยผมมีพ่อเป็นของผมแล้ว"

 

 

 


    

Shares :
เปิดอ่าน 9,303 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ