royal coronation
วันที่ 23 สิงหาคม 2562
บันเทิง

(คลิป) 'คริส-พีรวัส' มาไกลเกินฝัน

วันที่ 10 เมษายน 2562 - 17:05 น.
คริสพีรวัส,บันเทิงคมชัดลึก
Shares :
เปิดอ่าน 1,257 ครั้ง

"คริส" พีรวัส แสงโพธิรัตน์ 'กับวันนี้ที่มาไกลเกินฝัน พร้อมทั้งยังได้ทำหน้าที่ลูกกตัญญูช่วยครอบครัวให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

คลิปที่ 1

 


    ทีมบันเทิง คมชัดลึก - กำลังเป็นหนุ่มฮอตขวัญใจสาวๆ สำหรับ “คริส” พีรวัส แสงโพธิรัตน์ ที่โด่งดังมาจากซีรีส์วายสุดฮิต “โซตัสฯ” จนทำให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ ทั้งตอนนี้ยังมีบทบาทใหม่กับการเป็นนักร้อง หลังปล่อยเพลงที่ 2 คือเพลง “Sky” ที่เจ้าตัวมีส่วนร่วมในทุกๆ ขั้นตอน “บันเทิง คมชัดลึก” มีโอกาสพูดคุยกับหนุ่มคนนี้ทั้งในเรื่องของงานเพลงและชีวิตของเขาในวันนี้
 

    เล่าถึงการมาทำเพลง “Sky” หน่อย 
    “ผู้ใหญ่ให้อิสระในการทำเพลงนี้ค่อนข้างมาก คริสเลยไปให้พี่กอล์ฟพ่อของ เดอะทอยส์ (ธันวา บุญสูงเนิน)  เป็นคนทำเพลงนี้ให้ซึ่งพี่กอล์ฟเป็นคนที่ทำเพลงแรกให้คริสด้วย ตอนที่ทำเพลงนี้คริสไปอยู่ที่บ้านพี่กอล์ฟหลายวันเลย ไปให้เขาสอนบอกความเป็นตัวเราไปเยอะๆ ตรงไหนที่เรารู้สึกว่าเราไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เราก็ขอให้เขาปรับเปลี่ยน ตอนแรกที่ไปคุยกับพี่กอล์ฟคิดเองส่งเพลงไปให้พี่กอล์ฟ ฟังเยอะมากเพื่อเป็นเรเฟอร์เร้นท์ ซึ่งคริสก็บอกพี่กอล์ฟว่าเพลงนี้คือขอแบบมีจังหวะนิดนึงเพราะว่าทางผู้ใหญ่อยากให้คริสลองเต้นดู ซึ่งคริสเป็นคนคุยกับพี่กอล์ฟทุกอย่างด้วยตัวเอง”

 

    เหมือนในตอนแรกอยากได้เพลงที่มีจังหวะเร็ว ทำไมถึงมาจบที่ จังหวะดนตรีของเพลง Sky
    “คริสกลัวว่าถ้าเป็นเพลงเร็วมากๆ กลัวในการร้องของตัวเอง เพราะว่าคริสเป็นคนที่ถนัดร้องเพลงช้า คือเป็นคนที่ค่อนข้างรู้สึกกับตัวเองว่าร้องเพลงช้าได้ดีกว่าการร้องเพลงเร็ว เลยแจ้งกับทางพี่เขาว่างั้นขอลงมาจากมีเดียมสักหน่อยนึงโดยเพิ่มอิเลกทรอนิกส์ ซาวน์เข้าไป ในส่วนของเนื้อหาเพลงคริสเองก็เป็นคนบอกพี่เขาด้วย โดยเป็นการบอกเล่าถึงการเพ้อหาผู้หญิงคนหนึ่ง ที่แบบว่าเป็นเนื้อคู่จริงๆของเราในอนาคตที่จะแต่งงานด้วยเป็นครอบครัวด้วยซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นใครเป็นอารมณ์ว่าแค่อยากรู้ก่อนเหมือนในเอ็มวีที่หลับฝันเลยตั้งชื่อเพลงว่า Sky ตัวคริสเองเวลาที่จะขอพรจากพระเจ้า คริสจะเชื่อว่าพระเจ้าอยู่บนฟ้าก็เลยจะขอกับฟ้าแต่เราไม่ได้อยากตั้งชื่อว่าฟ้า หรือว่าท้องฟ้าเลยเปลี่ยนเป็น Sky แทน ซึ่งในเนื้อเพลงไม่มีคำว่า Sky หรือคำว่าท้องฟ้าเลย มันจะมีแคปชั่นหนึงในเอ็มวีเขียนว่าคนบนฟ้าคนนั้นอยู่ที่ไหน เพิ่งเคลียร์แต่เป็นคนตั้งชื่อเพลงนี้เองด้วย”

 

 

 

    ทำไมอยากจะเล่าโมเม้นท์เพลงในแบบที่เพ้อหาใครสักคน    
    “มานั่งทำโจทย์กับตัวเองว่าเพลงที่ 2 เราจะทำออกมายังไงดีอย่างเพลงที่ 1 เพลงประตูอากาศและวันดีดี เป็นเพลงเศร้าที่มีอารมณ์บวกมากๆ ซึ่งคริสเองเป็นคนอยากทำเพลงเศร้า อย่างเวลาที่คริสแต่งเพลงเองเล่นกีต้าร์ ส่วนใหญ่จะมาเป็นแนวเศร้าทั้งหมดเลย ทุกเพลงที่คิดเล่นกีต้าร์เป็นก็จะเป็นเพลงเศร้าทั้งหมดแต่ผู้ใหญ่รู้สึกว่ามันไม่ควรมาเป็นเพลงที่ 2 อาจจะต้องเป็นเพลงที่ 4 ที่ 5 ค่อยมาเศร้าเราจะรีบเข้าไปไหนเลยลองเปลี่ยนเป็นเหงาในเวอร์ชั่นที่เราอยากเจอใครสักคน”

 

    มีการแต่งเพลงเองด้วยเหรอแล้วทำไมถึงไม่เลือกเพลงที่เราแต่งเอามาใช้
    “มีเพลงที่เก็บไว้อยู่เหมือนกัน แต่มันเป็นแค่คริสจับกับกีต้าร์แล้วก็มีเสียงคริสร้องยังไม่ได้มีการเรียบเรียงเป็นดนตรี ไม่ได้มีการวางแผนว่าจะมีเครื่องดนตรีกี่ชิ้นในเพลงนี้บ้าง แต่ก็กำลังคิดเกี่ยวกับมันอยู่เหมือนกันอย่างเช่นคริสมีเพลงที่แต่งให้ยูยู่ (ชื่อแฟนคลับของคริส) ไว้ แต่ตอนนี้ก็เป็นแค่กีต้าร์เฉยๆ กับการร้องตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะใส่ซาวน์แบบไหนเขาไปดีเพราะผมรู้สึกว่าฟิวการดีดกีต้าร์ร้องมันดีแต่ถ้าทำเป็นซิงเกิลมันแค่นั้นไม่ได้ ซึ่งมี 1 เพลงที่เราแต่งไว้ให้แฟนคลับชื่อเพลง "ยูยู่เลิฟซองส์"  ซึ่งเพิ่งแต่งไปเมื่อตอนวันวาเลนไทน์ เพลงนี้มีท่อนแร็พเยอะมากคือคริสเน้นและเป็นหลักด้วยซ้ำ มีแค่ท่อนฮุกมาให้คลายเครียดส่วนใหญ่จะกลับเข้าไปเป็นแร็พคะทั้งหมดเป็นแร็พเกี่ยวกับเนื้อหาที่เราไปเจอด้วยกันมาอย่างเช่น  (โชว์ร้องแร็พ) ขอบคุณที่เข้ามาที่ทําให้เราได้พบกันขอบคุณเธอทุกวันที่ฝันวันนี้กลายเป็นจริงคงเพราะมีเธออยู่ด้วยเพราะเธอช่วยเป็นแรงผลักดันให้ตัวฉันเอง ได้ทำตามความฝันที่วันนั้นไม่เป็นจริงหากวันใดฉันตื่นขึ้นมาไม่ได้พบกับเธอที่รักใจมันคงเหงามันและมันคงเศร้าเหมือนใจที่มันขาดที่พัก เหนื่อยแค่ไหนก็ทำได้แต่ถ้าไม่มีเธอคงทำไม่ได้ฝากทีนะช่วยเกาะตลอดที่ใจฉันนั้นต้องการ (โชว์ร้อง) ส่วนท่อนฮุกก็จะเป็นแบบขอบคุณอย่างเดียวเลย อย่างเช่น ขอบคุณที่เข้ามาแทนความเหงา ขอบคุณที่เข้ามาเป็นลมหายใจขอบคุณที่เข้ามาเป็นความสดใส ขอบคุณที่มอบความห่วงใยให้แก่กันก็ประมาณนี้ซึ่งมันเป็นแค่ร้องกับกีต้าเฉยๆแต่ยังไม่ได้มีการคิดเรื่องซาวด์หรือเรียบเรียงคือที่คิดไว้ก็จะเป็นแนวอะคูสติก แต่มันก็ต้องมีมากกว่ากีต้าร์ 1 ตัว”

 

 

 

 

    มีความสนใจเรื่องของดนตรีมานานแค่ไหน
    “ ตั้งแต่ป. 4 คุณพ่อเป็นนักดนตรีเป็นเพื่อนกับพี่กอล์ฟพ่อของเดอะทอยส์ เขาก็เล่นดนตรีมาด้วยกันคุณพ่อจะบังคับให้ลูกๆ ทุกคนไปเรียนดนตรีทุกคนจะต้องมีเป็นดนตรีอยู่บ้าง แล้วแต่ว่าถ้าใครไม่ชอบก็ทิ้งไปก่อน ตอนนั้นมีพี่ชายกับคริส คุณพ่ออยากไปให้เรียนกีต้าร์ทั้งสองคน ส่วนน้องสาวไปเรียนเปียโน ตอนแรกเรียนเรียนไปพี่ชายเลิกก่อน เพราะพี่ชายเป็นนักบาสเป็นนักกีฬาเขาไม่เอาดนตรีเลย เขาเอากีฬาอย่างเดียวก็ไปแล้ว 1 คน ส่วนคริสเล่นกีต้าร์ไป 3 เดือนไม่ได้อะไรเลย เพราะคริสเป็นคนที่ไม่มีความสนใจกับกีต้าร์เลย คือมันเป็นสยามกลการที่พอเดินเข้าไปเราจะเจอเครื่องดนตรีทุกชนิด คริสจะไปผ่านห้องกลองก่อนประจำตัว คริสตอนนั้นเด็กมากต้องไปเขย่งดูแล้วไปดูเขาตีกลอง ซึ่งตอนนั้นสนใจมากมาดูทุกวันก่อนไปเรียนกีต้าร์ จนอาจารย์เขาเห็นว่าไอ้เด็กคนนี้มาทุกวันเลย และเขาก็ร้องเรียกให้คริสมาลองตีจังหวะธรรมดา ซึ่งคริสสามารถทำได้เลยตอนนั้นในทันที ซึ่งคริสเองไม่เคยจับกลองชุดมาก่อน เหมือนคริสแบ่งประสาทเป็น ครูก็เลยขอคุณพ่อ ซึ่งจริงๆ คริสขอเขาว่าคือจริงๆ ไม่ชอบเรียนกีต้าร์คริสเรียนมา 3 เดือนแล้วยังทำอะไรไม่ได้เลย ป๋าเลยยอมให้คริสไปเรียนกองแทนหลังจากนั้นก็เรียนมา 15 ปีอยู่กับกลองมาตลอด”

 

    จากวันนั้นคิดไหมว่าเราจะกลายเป็นศิลปินในวันนี้
    “บอกกับหลายๆ คนว่าอยากเป็นนักดนตรีตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว เป็นนักดนตรีที่ไม่ใช่นักร้องด้วย อยากเป็นมือกลองให้สักวง แบบพี่ชัช บอดี้สแลม แต่มันมีจุดเปลี่ยนตอนปี 3 ที่คริสเป็นพี่ว้ากอยู่ มีคนมาติดต่อว่าจะให้เราไปเล่นภาพยนตร์ ซึ่งตอนนั้นตาลุกวาว แต่เพราะใกล้สอบ คริสเลยปฏิเสธเขาไป ตอนนั้นเราเองก็ปิดโอกาสตัวเองเหมือนกัน แต่มันมีประโยคนึงที่ทำให้เราตาลุกวาวขึ้นมาเลย คือว่าพระเอกเป็นมือกลองนะและเป็นเรื่องเกี่ยวกับดนตรีคล้ายๆ กับหนังซีซั่นเช้นส์  ซึ่งเป็นหนังที่คริสชอบมาก ชอบที่สุด พระเอกเป็นแรงบันดาลใจ ตอนนั้นเราก็รู้สึกว่าหรือเราจะเป็นแบบซีซั่นเช้นส์ก็เลยไปแคส และก็ได้มาเล่นไปถ่ายจนเสร็จ แล้วสุดท้ายโปรเจคนี้มีปัญหา แต่เป็นเหมือนก้าวใหม่ของคริสเพราะเราได้เจอคนเยอะมาก ได้มีคอนแทคมีคอนเนคชั่น แล้วก็เหมือนกับว่านักแสดงบางคนเขาก็มีโมเดลลิ่งมา เขาก็ขอคอนแทคเราไปหลังจากนั้นก็เรียกเราไปแคสเยอะมาก คริสไปแคสทั้งหมด 30 ตัว แต่มาได้ตัวที่ 29 คือตัวเดียวที่คริสได้ก็คือโซตัสฯ ซึ่งจากโซตัสทำให้เราได้มีมีทแอนด์กรี๊ด  และได้ขึ้นคอนเสิร์ต ทำให้ผู้ใหญ่เห็นว่าเราสามารถทำได้ก็ส่งไปฝึกฝน ไปเรียน และมีซิงเกิ้ลแรก”

 

 

 

 

    การที่เราไปมีตแอนด์กรี๊ดหรือมีคอนเสิร์ตทำให้เรามั่นใจว่าเราเป็นศิลปินได้
    “มันเป็นจุดเริ่มต้น แต่เรายังไม่รู้ว่าเราจะแข็งแรงในเรื่องของการเป็นศิลปินตอนไหนคือตอนนี้เรายังไม่แข็งแรงอย่าคิดที่บอกว่าคอยแนะนำคนอื่นเรื่องของการร้องเพลงถามว่าตัวเองร้องดีไหม ตัวเองไม่ได้ร้องดีขนาดนั้นแต่เพราะว่าตัวเองชอบสังเกตชอบจำ จากสิ่งที่ครูสอนมา ซึ่งเราเองเป็นคนที่จำและไม่ค่อยลืมแต่ทุกๆอย่างจะทำให้ดีได้มันไม่ใช่แค่เทคนิคอย่างเดียวเส้นเสียงเราก็ต้องแข็งแรงด้วยปอดก็ต้องดีสุขภาพก็ต้องดีซึ่งคิดเองลองดีบ้างเป็นบางวันบางวันก็ร้องไม่ดีเพราะฉะนั้นทุกๆ อย่างมันก็ต้องเป็นความแข็งแรงด้วย”

 

    ในเพลงนี้แต่งท่อนแร็พเองด้วย
    “ตอนแรกแต่งมาจนเสร็จเป็นมาสเตอร์เลย พอคริสฟังรู้สึกว่ามันยังไม่สุดขนาดนั้น แต่มันต้องส่งแล้วจะให้คริสโทรไปหาพี่กอล์ฟให้แต่งแร็พเพิ่มให้คิดก็กลัวเขาจะโกรธเอา เลยเขียนเองเลยแล้วก็นึกกับตัวเองว่าไม่เป็นไรถ้าเกิดเขียนไปส่งแล้วเขาว่าไม่เหมาะก็ไว้ใช้เป็นเพลงอื่น เพลงหน้า เพราะเขียนเสร็จส่งไปเขาดันชอบก็เลยอนุญาตให้เอามาใส่ได้ ซึ่งคริงใช้เวลาแต่งประมาณ 4 ชั่วโมง"

 

 

 

 

 

    ในเพลงนี้ไม่ใช่แค่ร้อง ไม่ใช่แร็พ มีเรื่องของการเต้นด้วย
    “คริสเป็นคนไม่มีพื้นฐานการเต้นเลย เคยมีบีบอยอยู่บ้างตอน ม.1 ซึ่งมันไม่เกี่ยวกันเลย ไม่สามารถนำมาใช้ได้ แต่ช่วงที่เข้ามาในวงการมีพื้นฐานการเต้นเยอะเพราะคอนเสิร์ต เลยเหมือนเป็นการปูพื้นมาบ้างแล้ว บวกกับการที่เราชอบสังเกตุเฟี๊ยต (พัทธดนย์ จันทร์เงิน) จริงๆ เฟี๊ยตเป็นไอดอลของคริสนะ เวลาที่คริสเต้นจะได้อยู่ข้างมันบ่อย เพราะว่าเป็นทีมเมียไง คริสเลยสังเหตุท่าเต้นของมันบ่อย แล้วเอามาปรับใช้ดู เหมือนเราพัฒนาการเต้นมานิดหนึ่ง เขาเลยให้เรามาลองใส่ในซิงเกิลที่สองดู ซึ่งมีพี่ทีมแดนซ์เป็นคนคิดท่า แต่คิดมีการขอปรับเปลี่ยน เพราะคริสรู้สึกว่าบางท่าคริสไม่ถนัด ก็กลัวว่าลายจะไม่สวย เลยโทรไปหาเฟี๊ยตว่าให้ช่วยคิด เพราะเราอยากแก้ท่า เฟี๊ยตก็จัดให้ก็เลยเป็นท่าเฟี๊ยตในท่อนฮุก”
 

   ภูมิใจแค่ไหนกับเพลงนี้ เพราะเราได้มีส่วนรวมเยอะมาก
    “คริสชอบนะ คือเพลงถ้าเรามีส่วนร่วมกับมันแล้วมันออกมาไม่ดัง เราจะไม่หงุดหงิด แต่ถ้าเราไม่ได้ไปยุ่งอะไรเลย แล้วเป็นคนอื่นทำให้ เขาไม่ได้รู้จักตัวตนของเราเลยเขาแต่งในแง่มุมของเขา เขาวาดภาพเราในหัวของเขา แล้วพอมันออกมาแล้ววืด เราก็จะรู้สึกว่าทำไมไม่บอกความเป็นตัวเรามากกว่านี้ ทำไมเราไม่ลงไปช่วยเขามากกว่านี้ เลยรู้สึกว่าเอาตัวเองลงไปช่วยด้วยเลยดีกว่า และผลออกมาเป็นยังไง นั่นหมายถึงว่าเราได้มีส่วนร่วมแล้ว ได้พยายามทำแล้ว” 

 

    ในความรู้สึกของคริส ณ ตอนนี้เรียกว่าเป็นศิลปินได้หรือยัง
    “เรียกได้ว่าเป็นศิลปิน เป็นนักร้อง แต่อาจจะพูดไม่ได้ว่าเป็นศิลปินที่เก่งมาก เป็นศิลปินที่ร้องดีมาก คริสรู้สึกว่าเราใหม่มากๆ และรู้สึกว่าเรายังเป็นแก้วเปล่าๆ ยังรอการเติมหน้าเยอะๆ อยู่ในช่วงเรียนรู้ดีกว่า”

 

 

 

 

    อยากที่จะเดินเส้นทางการเป็นศิลปิน นักร้อง
    “ชอบอยู่กับเพลงอยู่แล้ว เพราะเวลาอยู่กับเพลง เราได้ออกแบบ เหมือนจินตนาการมันไปไกลกว่า ไปกว่าออกแบบเรื่องของการแสดง อันนี้คือความรู้สึกนะ เวลาเรื่องเพลงถามอะไรมาคริสจะตอบได้ตลอด เหมือนเรามีความรู้ด้านเพลง ทั้งที่เราไม่ได้เรียนคณะดนตรีมา มันเป็นแค่ความชอบเท่านั้นเอง จึงอยากจะเก็บมันเอาไว้ อยากให้มีต่อๆ ไป”

 

    มาถามถึงเรื่องชีวิตส่วนตัวบ้าง การเป็น “คริส” พีรวัส ในวันนี้เป็นยังไงบ้าง
    "มันเป็นเหมือนฝันในทุกๆ วัน ทุกวันนี้เอาจริงๆ มันยังรู้สึกเซอร์ไพร์สในบางครั้ง ตื่นมาบางทียังรู้สึกเซอร์ไพรส์ ในบางครั้งที่รู้สึกสบายมากๆ เรารู้สึกว่ามันใช่เหรอว่ะ อย่างเวลาไปมีทติ้งที่ต่างประเทศทุกครั้งที่ก้าวไปถึง คริสจะรู้สึกว่าเรามีแฟนคลับต่างประเทศเลยเหรอ เมื่อก่อนที่เราเป็นพี่ว้าก แล้วมีคนชอบในมหาวิทยาลัย เหมือนมีแฟนคลับในมหาวิทยาลัย เราก็รู้สึกฮู้!! แล้ว จากยอดฟอลโลว์อินสตาแกรม 1991 พอเปิดประกาศพี่ว้ากปุ๊บ เราปลดล็อกไอจีเปลี่ยนเป็น 6500 เราก็โห้!! แล้ว แค่นี้เราก็ดีใจแล้ว ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะมาแตะตรงนั้น แต่มาทุกวันนี้เรามีทั้งแฟนคลับไทย แฟนคลับต่างประเทศ มันเกินเบอร์"

 

 

 

 

    วันแรกที่ตื่นมาในฐานะ “พี่อาทิตย์ ในโซตัส” เป็นยังไง
    “วันที่โซตัสออนแอร์ คือจุดเปลี่ยนแรกในชีวิตคริส จำได้ว่าตอนนั้นมียอดฟอลไอจีอยู่ที่ 32K (32,000) พอปล่อยออกไปปุ๊บมันขึ้น 100K ทันทีเลย แค่นี้ก็ตกใจแล้ว พอมาตอนนี้มันเกินจากที่เราคิดไว้ไปมาก เมื่อก่อนเราก็เป็นติ่งคนหนึ่งที่คอยให้กำลังใจศิลปินที่เราชอบอย่างพี่เป๊ก (ผลิตโชค) พี่ชิน (ชินวุฒิ) แต่ตอนนี้เราแฟนคลับที่คอยมาให้กำลังใจเรา มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากๆ สำหรับเราที่ไม่เคยคิดว่าจะรู้สึกแบบนี้”

 

    เห็นว่าที่คริสมาอยู่ตรงนี้เพราะอยากช่วยแบกเบาภาระครอบครัว
    "จริงๆ วันนี้ก็ดีขึ้นมากๆ ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากๆ คริสจะมีอากงที่คริสรักพอๆ กับพ่อแม่เลย หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะว่าเขาเลี้ยงคริสมา แล้วเขาไม่เคยดุ ไม่เคยตีคริสเลย อยู่ด้วยกันมา วิธีการเลี้ยงดูทำให้คริสอินกับเขามาก ซึ่งเมื่อก่อนเวลาที่เขาป่วย หรือเขาเป็นโรคคนแก่ ผมไม่สามารถที่จะพาเขาไปรักษาโรงพยาบาลดีๆ ที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงได้ คือบ้านผมไม่มีทางทำได้ ไปได้แค่คลินิกธรรมดาเท่านัั้นเอง เป้าหมายของผมคืออยากให้พวกเขาสบาย เงินที่มีอยากที่จะให้เขาได้รักษาในโรงพยาบาลที่ดีที่สุด ทุกวันนี้คริสจะบอกเลยว่าให้ไปหาที่โรงพยาบาลที่ดีที่สุด ไม่ต้องไปต่อคิวใช้โควต้าผู้สูงอายุ อาม่าจะผ่าตัดต้องไปต่อคิว 3 เดือน คริสจะบอกเลยว่าไม่ ผ่าเลย หมอแพงๆ ได้ คริสพร้อมจ่าย คือคริสอยากให้คุณภาพของคนในบ้านดีขึ้น เพราะว่าคริสหลายภาพที่มันมีผลกระทบในใจเรา เลยไม่อยากเจอแล้ว (น้ำตาคลอ)"

 

    ในวันนี้เรารู้สึกดีที่สามารถช่วยครอบครัวได้
    "รู้สึกดีที่คุณพ่อคุณแม่เขาสบายขึ้น (น้ำตาร่วง) เขาสบายขึ้นจริงๆ (อ่ะ! ร้องไห้ซะแล้ว) อื้อ เขาสบายขึ้นเยอะ อย่างอากงเขามีปัญหาเรื่องหู หูเขาดับไปแล้ว เขาน้ำในหูไม่เท่ากัน แล้วเราได้ดูแลเขา ทำให้เขาดีขึ้นจริงๆ นะ ชีวิตเขาเริ่มยิ้ม ที่บ้านเริ่มยิ้ม เริ่มมีความสุข  มันดีมาก"

 

    รู้สึกว่ามันคุ้มที่เราพยายามจนได้มาอยู่ตรงนี้
    “มันเป็นอะไรที่คุ้มค่ามาก ตอนนี้เรามีกำลังซัพพอร์ตแล้ว เมื่อก่อนเราเป็นคนที่เอาแต่ใจที่สุดในบ้าน อยากได้ทั้งรถทั้งคอนโด แต่เมื่อก่อนที่บ้านหาให้เราไม่ได้ แต่ทุกวันนี้เรามีคอนโดของตัวเอง และมีแพลนจะซื้อรถให้คุณพ่อ คือเหมือนเรามีในสิ่งที่เราเคยอยากได้ แต่ตอนนี้เราเป็นฝ่ายให้แทน มันดีใจมากจริงๆ มันก็ดี”

 

 

 

 

 

    แต่แลกด้วยการที่ไม่มีเวลาให้กับครอบครัว
    “ใช่ คริสรู้สึกว่าเราห่างจากอากงมาก ไม่เคยรู้สึกว่าห่างจากเขามากขนาดนี้ บางทีเราแพลนว่าเราจะไปเจอ แต่สุดท้ายแพลนก็พัง เพราะมีบางอย่างแทรกเขา ซึี่งทุกคนในบ้านจะเข้าใจก็จะบอกว่าให้เราทำงาน แต่มีคนๆ หนึ่งเคยเตือนคริสไว้ว่า คุณระวังให้ดีเถอะ เวลามันเร็วมากจริงๆ ซึ่งมันก็เร็วมากจริงๆ นี่ 3 ปีกว่าแล้วที่เข้ามา ตอนนี้อากงคริสอายุ 95 ปีแล้ว ลองคิดเล่นๆ ว่าอีก 5 ปีเขาอายุ 100 ปี คิดว่าเขาจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน ช่วงนี้เอาตรงๆ ผมก็เผื่อใจไว้แล้วนิดหนึ่ง (น้ำตาคลอ) ถ้าเกิดเขา 100 ปีแล้ว ผมเชื่อว่าบวกลบไม่เกิน 5 หรือ 10 หรอก เพราะฉะนั้นเราเหลือเวลาอีกน้อยมากๆ น้อยจริงๆ เชื่อว่าคริสอายุไม่เกิน 30 ปีก็ไม่รู้ว่าอากงจะอยู่กับคริสไหม เพราะฉะนั้นก็ต้องเริ่มวางแผนให้จริงจังมากขึ้น ถ้าเราทำแต่งาน แล้ววาร์ปมาอีกทีเราเสียเขาไปแล้ว ผมคงเสียใจไปตลอดจริงๆ”

    อีกหนึ่งมุมของผู้ชายคนนี้ “คริส” พีรวัส แสงโพธิ์รัตน์ 

 

 

Shares :
เปิดอ่าน 1,257 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ