'แพท' ไม่ได้กลับไปอยู่กับ 'เบนซ์' เพราะเหตุนี้ 

"แพท"ณปภา ตันตระกูล ยังไม่เลิก "เบนซ์ เรซซิ่ง" อึกอักสถานะปัจจุบัน เชื่อสัมพันธ์พ่อ-ลูกต่ออย่างไรก็ติด 

         ทีมบันเทิง คมชัดลึก - เรียกว่าความสัมพันธ์ยังคลุมเครือสำหรับ “แพท” ณปภา ตันตระกูล และ “เบนซ์ เรซซิ่ง” อัครกิตต์ วรโรจน์เจริญเดช ที่หลังจาก เบนซ์ เรซซิ่ง ได้รับการประกันตัวออกมา หลังโดนตัดสินให้จำคุก 8 ปี ในคดีฟอกเงิน ล่าสุด แพท ณปภา ภรรยาของเบนซ์ เปิดใจผ่าน บันเทิง คมชัดลึก ในงาน "ผู้หญิงยกกำลังแจ๋ว" ที่เซ็นทรัลพลาซ่า เวสต์เกต ว่า 

'แพท' ไม่ได้กลับไปอยู่กับ 'เบนซ์' เพราะเหตุนี้ 

         "ด้วยความที่พี่เบนซ์เพิ่งออกมาเราก็ต้องรอให้เขาปรับสภาพอะไรหลายๆ อย่างก่อน ตอนนี้ก็เลยต้องแยกกันอยู่ไปก่อน เพราะว่าแพทและลูกสะดวกที่บ้าน เนื่องจากช่วงที่พี่เบนซ์เขาติดภารกิจ เราก็อยู่ด้วยกันมาปีกว่าแล้ว แพทก็เลยบอกเขาว่าเราอยากอยู่บ้านได้ไหม เขาก็บอกว่าโอเครอให้อะไรๆ มันลงตัวแล้วค่อยมาจูนกัน ว่าแพทจะอยู่บ้านกี่วัน และพี่เบนซ์จะมาอยู่ด้วยได้กี่วัน ตอนนี้ก็มีพาลูกไปเจอเขาบ้าง อย่างแพททำงานช่วงเช้าเสร็จและระหว่างรอทำงานเย็น ก็จะพาลูกไปเจอเขาสักชั่วโมงหนึ่งแล้วก็แยกย้าย แต่ไม่ได้พาไปเจอเขาทุกวันนะก็ต้องแล้วแต่ว่าเราสะดวกเมื่อไหร่ 

'แพท' ไม่ได้กลับไปอยู่กับ 'เบนซ์' เพราะเหตุนี้ (แพทพาลูกชายมาทำงานด้วย)

         (ล่าสุดมีภาพครอบครัวออกมา) ด้วยความที่แพทกับพี่เบนซ์ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เราก็จะหาเวลาอยู่ด้วยกัน คือถ้าแพทว่างก็จะพาลูกไปเจอ ตอนที่พาลูกไปเจอเขาครั้งแรก เขาดีใจนะ เขายังอยู่ในช่วงปรับตัวปรับสภาพ แต่เขาก็รู้สึกนะว่าอยากอยู่กับลูกแต่ตัวเขายังไม่พร้อม เขาก็บอกเราว่าให้เวลาเขาหน่อย ส่วนลูกแรกๆ ก็อาจจะไม่รู้สึกคุ้นชินมาก เพราะพี่เบนซ์และลูกห่างกันปีกว่า ปีกว่าสำหรับเด็กที่กำลังโตนั้นเป็นเรื่องเหมือนกัน เพราะเขาเริ่มจำแล้ว เขาเริ่มรู้แล้วว่าคนไหนคือใคร ถ้าพี่เบนซ์อยากให้ลูกเคยชินกับเขาก็ต้องรบกวนให้พี่เบนซ์อดทนหน่อย คือตอนนี้ลูกติดเราเพราะว่าเราเลี้่ยงเขามาตลอดปีกว่า คือถ้าอยากให้ลูกใกล้ชิด เขาก็ต้องมาเล่น มาอยู่กับลูกบ่อยๆ แต่แพทว่าไม่ใช่เรื่องยาก เพราะอายุของลูกเพิ่งจะแค่นี้และด้วยสายสัมพันธ์พ่อลูกอย่างไรก็ต่อกันติด ตอนนี้ลูกก็เรียกพี่เบนซ์ว่าปะป๊า เขารู้ด้วยว่าคนนี้คือปะป๊า คนนี้คือมะม๊า ตอนนี้คือเขาเริ่มจำ" แพท กล่าว 

'แพท' ไม่ได้กลับไปอยู่กับ 'เบนซ์' เพราะเหตุนี้ 

         เมื่อถามถึงเรื่องสถานะที่เคยมาออกข่าวว่าแยกกันอยู่ หลังจากนี้จะมีโอกาสกลับมาอยู่ด้วยกัน 3 คนเหมือนเมื่อก่อนไหม เพราะหลายคนมองว่าออกมาพูดแบบนี้เหมือนจะเลิกกัน ซึ่งพิธีกรคนดังกล่าวแจงว่า 

         "ตอนนี้ให้เวลาเราทั้ง 3 คนก่อนว่าสุดท้ายจะเป็นอย่างไร คือแพทเองก็ยังไม่กล้าพูดออกไปเต็มๆ ว่าแน่นอนค่ะ ตอนนี้ก็รอคุยกับพี่เบนซ์ก่อนว่าจะอย่างไร แต่บอกได้ว่า ณ ตอนนี้ยังไม่เลิกยังเป็นสามีภรรยา เราก็ยังประคับประคองกันไปเรื่อยๆ คือช่วงที่ผ่านมาพี่เบนซ์หายไปปีกว่า พอเขาออกมาเขาต้องปรับจูนอะไรหลายอย่าง ให้โอกาสพี่เบนซ์ปรับจูนหน่อย คือตอนนี้แพทไม่อยากให้มองไปก่อนว่าจะเลิกกันไหม จะเป็นอย่างไร อยากให้รอฟังดีกว่า อย่างที่แพทพูด คือแพทก็พูดเป็นกลางๆ ไว้ก่อน ไม่ใช่วันนี้แพทออกมาพูดว่าแฮปปี้ แล้วหลังจากนั้นก็เลิกกัน แพทก็เลยเลือกที่จะพูดอะไรที่เป็นกลางที่สุดเช่น ตอนนี้ก็ยังแยกกัน ถ้าได้เรื่องอย่างไรค่อยว่ากัน มันง่ายกว่าการที่จะมานั่งตอบอะไรที่มันไกลตัวเรา และการที่เราจะหอบข้าวหอบของไปอยู่กับเขา มันไม่ใช่แค่ของๆ แพท แต่มันมีของลูกด้วย เราก็ต้องเอาความสะดวกของเราด้วย พี่เบนซ์ก้น่าจะเข้าใจตรงนี้ว่า พี่เบนซ์คือผู้ชาย 1 คน แต่แพทกับลูกคือ 2 คน ดังนั้นการย้ายของคือการคูณ 2 เขาก็น่าจะเข้าใจว่าการที่เขาโยกมามันน่าจะง่ายกว่าการที่จะให้เราและลูกโยกตามเขาไป

'แพท' ไม่ได้กลับไปอยู่กับ 'เบนซ์' เพราะเหตุนี้ 

         นอกจากนี้ยังเกี่ยวกับเรื่องของสถานที่ด้วย คือพี่เบนซ์อยู่อพาร์ตเม้นต์ซึ่งเป็นตึก แต่ของแพทเราอยู่เป็นบ้าน อันไหนมัจะแฮปปี้กว่าระหว่าบ้านกับตึก ตอนนี้เท่าที่คุยกันคือรอพี่เบนซ์อย่างเดียว พี่เบนซ์พูดเลยว่าขอเวลาปรับตัวหน่อย ตอนที่แกออกมาแกก็จะช็อคๆ หน่อยในหลายๆ เรื่อง เราก็แค่รอเพราะเราก็ยื่นข้อเสนอไปแล้วว่าเราสะดวกอยู่บ้านด้วยเหตุผลนี้ๆๆๆ และแพทรู้ว่าพี่เบนซ์สะดวกอยู่ที่ตึกด้วยร้านของเขา ไหนจะคุณแม่ที่ต้องดูแลก็อยู่ที่ตึก ซึ่งเราก็เข้าใจ ถ้าเรายังอยากจะอยู่ด้วยกัน สุดท้ายก็ต้องมีข้อสรุป นอกเสียจากเขาไม่อยากอยู่กับเรา เราอยู่ด้วยกันไม่ได้มันถึงไม่มีข้อสรุป แต่สุดท้ายมันก็ต้องมีทางออกของมัน อยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนี้ให้เวลาเขาไปปรับตัว ให้เวลาเขาไปคิด

'แพท' ไม่ได้กลับไปอยู่กับ 'เบนซ์' เพราะเหตุนี้ 

         เมื่อถามถึงเรื่องค่าใช้จ่ายและโรงเรียนของลูกชาย ซึ่งแพทกล่าวว่า 

         "แพทบอกกับพี่เบนซ์แล้วว่า แพทหาโรงเรียนให้ลูกแล้วนะ เพียงแต่ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ต้องรีเสิร์ชเพื่อดูว่าโรงเรียนไหนที่ลูกเราชอบ จะเป็น N2 (เนอสเซอรี่ 2) หรือว่า K1 (อนุบาล1) เลย และโรงเรียนไหนที่เราอยากให้ลูกเราเข้า จะเป็นอินเตอร์ (สอน 2 ภาษา) หรือเป็นภาษาอังกฤษไปเลย หรือจะเอาเข้าโรงเรียนปกติ คือมันต้องคิดแล้ว พอคิดเสร็จเราก็ต้องตระเวณดูโรงเรียน เพราะแต่ละโรงเรียนมันจะมีเวลาระบุไว้ว่า เราสามารถจะไปเยียมชมได้เวลาไหน วันไหน จากนั้นก็พิจารณาเรื่องการเดินทางและค่าเทอมว่าเราไหวไหม ตอนนี้ก็มองไว้ 4-5 ที่ และต้องบอกว่าแต่ละโรงเรียนตอนนี้เริ่มเต็มเพราะบางคนเขาจองโรงเรียนตั้งแต่เริ่มท้องเขา จริงๆ เราช้าไปด้วยซ้ำ อย่างบางโรงเรียนที่แพทไปคุยมา N2 เต็มแล้ว (แล้วเบนซ์เขาโอเคไหม) คือแพทก็พยายามบอกเขาตลอดว่ามีโรงเรียนนี้ โรงเรียนนี้ที่เราดูอยู่ คือถ้ามีวันไหนที่เขาว่างก็รบกวนช่วยไปดูโรงเรียนเป็นเพื่อนหน่อย เดียวจะหาว่าเราเลี้ยงลูกคนเดียว ทำอะไรไม่ปรึกษา

'แพท' ไม่ได้กลับไปอยู่กับ 'เบนซ์' เพราะเหตุนี้ 

         ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย ตอนนี้ก็มีคุยกับเขาแแล้ว ก็เหลือแค่ว่าเขาจะช่วยเราแบบไหน คือตอนนี้เหลือแค่คุยกัน รอให้เขาปรับสภาพหน่อย ถ้าเขาปรับสภาพได้ก็น่าจะมีบทสรุปอะไรอยู่แล้ว ตอนนี้พี่เบนซ์ก็ให้เรากับลูกอยู่ที่บ้าน ส่วนเขาอยู่ที่ตึก ถ้าว่างเมื่อไหร่ก็พาลูกไปเล่น ส่วนงานของแพทก็ทำทุกวัน นี่คือส่วนหนึ่งที่ทำให้แพทบอกพี่เบนซ์ว่าอาจจะพาลูกไปหาเขาบ่อยไม่ได้ แพททำงาน 7 วันต่อ 1 อาทิตย์ และแพทไม่ได้ทำ 2 งานต่อวัน บางวันทำ 3-4 งาน และแต่ละงานก็ไม่ใช่แค่งานละชั่วโมง บางงานก็กินเวลา เลิกอีกทีก็อาจจะ 3 ทุ่ม หรือไม่ก็ 5 ทุ่มซึ่งลูกก็ต้องนอนแล้ว (ทำงานหนักขนาดนี้แล้วจะมีปัญหาเรื่องรับส่งลูกเวลาลูกไปเรียนแล้วไหม) แพทเชื่อว่าถึงวันนั้นมันต้องมีทางออก และมีที่แพทดูไว้อีกที่หนึ่งมันใกล้บ้านปะป๊าเขาอยู่แล้ว ถ้าเลือกโรงเรียนนั้นก็สบาย ถามว่าห่วงอะไรอีก ก็คือห่วงลูกอย่างเดียว ตอนนี้แพทโฟกัสเรื่องครอบครัว คือครอบครัวของแพทเองคือคุณแม่ พี่สาวและคุณย่า และครอบครัวตัวเองก็คือลูกชาย" แพทกล่าวปิดท้าย