ไอ้หนูยอดกตัญญู "ณัฐ" สู้เพื่อพ่อ-แม่

"ณัฐ"ณัฐรัฐ โมริส เลอกรอง ยิ้มออกอาการป่วยของพ่อดีขึ้น

         ผ่านช่วงมรสุมชีวิตมาอย่างหนักหนวง สำหรับพระเอกหนุ่ม  “ณัฐ”ณัฐรัฐ  ที่ต้องเป็นเสาหลักของครอบครัวดูแลคุณพ่อที่ล้มป่วยมาหลายปี   ซึ่งล่าสุดได้พบกับนักแสดงหนุ่มจึงต้องขออัพเดทอาการคุณพ่อและการดูแลสักหน่อย    

 

ไอ้หนูยอดกตัญญู "ณัฐ" สู้เพื่อพ่อ-แม่  

 

         “ก็ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณทุกคนจริงๆนะ ที่คอยเป็นห่วง บางทีเราก็รู้สึกซึ้งนะ เราไปเดินห้างแล้วคนก็แบบถามว่าพ่อเป็นยังไงบ้าง แล้วก็หายไปซื้อกลับมาซื้อผลไม้มาให้ บอกว่าเอาไปให้คุณพ่อกิน เราก็ขอบคุณจริงๆ ตอนนี้คุณพ่อก็ดีขึ้น  แต่เราก็ยังต้องระวังเรื่องการกิน พยายามพาไปว่ายน้ำ พาไปออกกำลังกาย ทุกอย่างที่ทำได้ เราก็พยายามทำครับ (ล่าสุดมีการผ่าตัดสมองด้วยใช่ไหม)  ครับ ก็ตั้งแต่ปีที่แล้วก็ผ่าตัดหัวใจ 3 ครั้ง แล้วก็ผ่าสมอง 1 ครั้ง" 

หลังจากผ่าแล้ว เรามีการดูแลฟื้นฟูสุขภาพคุณพ่ออย่างไรบ้าง

         “คือเอาจริงๆเราก็จะต้องระมัดระวังเรื่องการกิน จากตอนแรกๆที่นั่งรถเข็น ก็พยายามให้เดิน จนสักพักกลายเป็นว่ายน้ำได้ พอไปไหนทุกคนก็บอกว่า โห...คุณพ่อดูดีเยอะกว่าคราวที่แล้ว ก็คือจะดีขึ้นกว่าเดิมนิดหนึ่ง  แล้วเมื่อสัก 2-3 วันที่แล้วก็ไปทำสแกนสมองมา ก็จะไปเช็คอัพอาทิตย์หน้าว่าตกลงสมองดีขึ้นหรือยัง”

แสดงว่าแนวโน้มค่อนข้างเป็นไปในทางที่ดี

         “ใช่นะ  คือเอาจริงๆมันลำบากตรงที่ยามันตีกันไปหมด ยาหัวใจก็ตีกับสมอง ยาสมองก็ตีกับหัวใจ สรุปเราก็เลยเหมือนต้องยอมเลือกอันใดอันหนึ่ง มันก็ยาก เราเลยบอกงั้นเราขอสมอง เซฟสมองดีกว่า ไม่ให้เลือดมันกลับมาไหล แต่หัวใจที่ผ่าไปอาจจะพังก็ได้เพราะว่าเราต้องหยุดยาหัวใจหมด ที่มันละลายลิ่มเลือดแล้วมันไปไหลในสมอง ก็เหมือนเป็นภาวะที่เราต้องเลือก ตอนนี้ก็เลยต้องระวังการกิน ไม่พยายามให้เพิ่มคอเลสเตอรอลหรือแฟสอะไรเข้าไปที่จะไปอุดหัวใจได้อีก(ระหว่างที่ให้ยา แล้วมันตีกันอาการเป็นอย่างไร)  ก็คือพอผ่าหัวใจปุ๊บ หมอก็ให้ยาละลายลิ่มเลือดเยอะ เพราะผ่าแบบบอลลูนมันต้องให้ไม่งั้นมันจะกลับมาตันใหม่ เขาก็บอกว่าแต่ถ้าอยู่ดีๆมีปัญหากับสมองมันรักษาไม่ได้เลยนะ แม่ก็บอกโอเค ตอนนั้นก็ไม่มีอะไร แล้วอยู่ดีๆก็กลายเป็นเลือดไหลในสมองแล้วมันก็ไม่หยุด 3-4 เดือน เยอะขึ้นจนพ่อเจ็บ เพราะมันไปกดประสาทจนนอนไม่ได้ จนชัก ก็เลยไปผ่าสมอง พอผ่าสมองไปสักพักก็เริ่มดีขึ้น เลือดก็ยุบลงไป แล้วหมอหัวใจก็บอกว่าต้องกลับไปกินยาหัวใจละลายลิ่มเลือดแล้ว แต่หมอหลายๆท่านก็บอกว่าถ้ากลับมากินยาหัวใจ เดี๋ยวเลือดในสมองก็จะกลับมาไหลอีก เราก็เลย อ้าว...ที่เราผ่ากันมาทั้งหมด ขอเลือด ก็ต้องเริ่มใหม่หมดเลยสิ แล้วสมองอีกซีกที่ยังไม่ได้ผ่า ผมก็บอกให้ผ่าเลย เขาก็บอกไม่ได้มันไม่ใช่รถยนต์ ต้องค่อยๆทีละซีก แต่ก็เห็นมันก็เริ่มยุบลงๆ พ่อก็อาการโอเค แต่เราก็ไม่รู้ว่าหัวใจจะเป็นยังไง แต่เราก็ต้องยอมแบบนี้ เพราะไม่งั้นมันก็จะผ่าวนไปวนมา เดี๋ยวผ่าหัวใจ เดี๋ยวผ่าสมอง คือให้มันผ่าน 1 ปีไป เพราะหลังการผ่าบอลลูนหัวใจต้องใช้เวลาพัก 1 ปีเพื่อฟื้นฟู แล้วถึงจะหยุดยาละลายลิ่มเลือดได้” 

ไอ้หนูยอดกตัญญู "ณัฐ" สู้เพื่อพ่อ-แม่

แต่คุณพ่อเราก็มีสติรับรู้ทุกอย่าง คุยรู้เรื่องใช่ไหม

        “ใช่ครับ แต่ก็อาจจะมีผลนิดหนึ่งจากพวกยากันชัก เพราะยากันชักมันจะทำให้ง่วงๆซึมๆ เขาก็จะหลับทั้งวัน แต่โดยรวมมันก็คือดีขึ้นกว่าตอนก่อนเยอะ (รู้สึกอย่างไรบ้างที่จากตอนแรกเหมือนความหวังริบหรี่ แต่ตอนนี้กลับมาดีขึ้นมาก) แต่เราก็ยังไม่ได้ตั้งความหวังอะไรมากมาย เพราะบางทีเราก็หลงดีใจหลายครั้งว่าโอเคแล้ว แต่ก็กลับไปเข้าโรงพยาบาลอีก เราก็เลยแค่ทำให้มันดีที่สุด”

ตอนนี้การรับรู้ทางสมองของคุณพ่อรับรู้ได้มากแค่ไหน

         “คุยก็เหมือนปกตินะครับ แต่ก็เดี๋ยวอาทิตย์หน้าไปเจอหมอก็จะลองถามว่าลดยากันชักได้ไหม เพราะยามันมีผลข้างเคียงเยอะ”

ค่าใช้จ่ายสูงไหมในการรักษา

         “มันก็สูงแหละ เราเบิกอะไรไม่ได้ด้วย แต่เราก็เป็นคนไม่ได้ฟุ่มเฟือยอะไรอยู่แล้ว เราก็พอจะเก็บเงินไว้เผื่ออะไรฉุกเฉินแบบนี้ไว้อยู่แล้ว สำหรับเราก็ไม่ได้มีอะไรสำคัญไปกว่านี้แล้วแหละ จะซื้อรถเบนซ์ป้ายแดง กับรักษาชีวิตพ่อ พ่อก็สำคัญกว่าอยู่แล้ว  (ทางผู้ใหญ่มียื่นมือมาช่วยบ้างไหม )  มันลำบากตรงที่เขาให้งานแต่เราก็ต้องถอนตัว ตอนนั้นแม่ก็เส้นเลือดในสมองแตกด้วย พอดูแลพ่อเยอะๆแม่ก็เครียดอีก มันก็ตลกเหมือนกันนะ ผมไปกองถ่ายพี่ตากล้องก็ถามว่าโอเคไหม ถ้าพี่เป็นเราพี่มาทำงานไม่ได้นะ แต่จริงๆเราก็ไม่ได้อะไรนะ มันเหมือนอยู่ที่ใจมากกว่า เราต้องเข้มแข็ง”

ไอ้หนูยอดกตัญญู "ณัฐ" สู้เพื่อพ่อ-แม่

        ตอนที่แม่เส้นเลือดในสมองแตก แล้วพ่อก็ป่วยอยู่ เราให้กำลังใจตัวเองยังไง เครียดขนาดไหน

         “มันอาจจะด้วยปกติเราก็ปฎิบัติธรรม นั่งสมาธิอยู่แล้ว เราไปบวชมาด้วย มันก็เลยทำให้เหมือนเราอยู่เหนือความคิดตัวเอง เราจะสตรองตลอด ไม่ว่าจะเจออะไรก็รับได้หมด ตอนที่แม่เส้นเลือดในสมองแตก ตอนนั้นอยู่ดีๆแม่ก็แขนสั่น ขาสั่น เราก็งงว่าเป็นอะไร พยาบาลก็นึกว่าอาจจะเป็นพาร์กินสัน หมอก็ดูปรากฏว่าเป็นเส้นเลือดแตกในสมอง คือถ้าใครเป็นผมตอนนั้นมันก็ต้องถอนตัวแหละ แต่บางข่าวที่เขียนกันเกินไปว่าพระเอกกตัญญู ออกจากวงการเพื่อไปดูแลพ่อแม่ เราก็เอ๊ย เราไม่ได้ขนาดนั้น(หัวเราะ) เราแค่ถอนตัวจากถ่ายละคร 2 เรื่อง เหลือเรื่องเดียว แล้วพอพ่อเริ่มดี แม่เริ่มโอเคขึ้น เราก็บอกเขาว่าโอเคเรากลับมารับงานแล้วนะ เขาก็หาเรื่องใหม่ให้ เดือนมิถุนายนน่าจะเริ่มถ่าย”

ทุกวันนี้งานกับค่าใช้จ่ายมันลงตัวกันไหม

        “มันก็ยังได้อยู่มั้ง ยังโอเคแหละ ผมสังเกตนะตั้งแต่เด็กๆแล้วมีรอบหนึ่งที่รักษาพ่อเป็นล้านๆเลย ตอนพ่อเป็นมะเร็ง แล้วผมก็ไปออกรายการ เราก็พูดเรื่องนี้ด้วยนิดหน่อย แล้วพอพ่อเริ่มจะแย่แล้ว ก็มีงานพรีเซ็นเตอร์ติดต่อมา ก็ได้เป็นล้านๆเลย พอกับที่ผมรักษาพ่อเลย เหมือนแบบพอจะไม่ไหวๆแล้ว จะเอาบ้านเข้าธนาคารดีไหม อยู่ดีๆก็มีงาน คราวนี้ก็เหมือนกัน พอรักษาไปรักษามา เราก็พูดกันว่ามีที่ดินที่เชียงใหม่ ไม่ได้ตั้งใช้ อยู่มา 20 ปีแล้วก็ทิ้งไว้อย่างนั้น คุยไปคุยมาก็มีญาติมาซื้อเลย ก็เหมือนได้เงินมาช่วย”

เรารู้สึกอย่างไรบ้างที่เวลาเราลำบากมากๆ ก็มีสิ่งที่ดลบันดาลมาช่วยเหลือเราไว้ตลอดเลย

        “บางทีแม่ก็เครียด เราก็จะบอกแม่เดี๋ยวมันก็มีอะไรมาเองแหละ แม่ก็บอกมันดูเป็นการ์ตูนไปไหม แต่บางทีมันก็เป็นจริงๆ เหมือนที่เขาบอกว่าถ้าเราทำสิ่งที่ถูกต้อง หรือทำอะไรให้พ่อแม่ มันก็จะได้สิ่งดีๆคืนมา”

คิดว่าเป็นผลจากที่เรากตัญญูไหม

        “มันก็คงจะเป็นอย่างนั้นแหละผมว่า แต่มันก็ไม่ได้แบบเงินเหลืออะไรนะ มันจะแบบพอดีเลย”

หลังจากนี้วางแผนอย่างไรบ้างกับการรักษาคุณพ่อคุณแม่

         “พอแม่ขาสั่นจนนอนไม่หลับ ทำอะไรไม่ได้ โรงพยาบาลเขาก็ให้ยาจิตเวชมาสำหรับคนที่เป็นไบโพลาร์หนักๆ มันก็ทำให้ขาหยุดสั่นจริงๆ แต่ว่าพอหยุดยาแม่ก็กลายเป็นซึมเศร้าไปเลย อยู่ดีๆก็ร้องไห้ไม่มีเหตุผล เดินห้างอยู่ดีๆก็เศร้า เราก็แบบเอาแล้วไง พอไปดูก็สรุปเป็นผลของการหยุดยา จากแม่เป็นคนที่สติปกติเลยนะ แค่ขาสั่น กลายเป็นแบบนี้ไปอีก แต่ก็เห็นว่าอีกสัก 3-4 เดือนก็คงหายครับ”

คิดไหมว่าชีวิตเรามันหนักเกินไปแล้ว

       “เฉยๆ มันก็ปกติแหละ ไม่รู้นะผมก็งงเหมือนกัน แต่ผมเชื่อว่าเป็นเพราะเราปฏิบัติธรรมนั่นแหละ เพราะจำได้ว่าตอนที่พ่อป่วยครั้งแรก ผมดาวน์มาก ร้องไห้ แต่รอบนี้มันเหมือนแบบพอเราได้ปฎิบัติธรรมแล้ว มันเป็นประโยชน์มากกว่า บางทีเราก็รู้สึกว่าพอชีวิตมันเรียบง่าย ไม่มีอะไร เราก็รู้สึกเหมือนหายใจทิ้งไปวันๆเหมือนไม่ได้ทำอะไรให้เป็นประโยชน์ เหมือนวัยรุ่นนั่งเล่นมือถือ ไม่ออกไปไหน มันดูไร้สาระ แต่อันนี้มันเหมือนเราได้อยู่กับท่าน ทำให้ท่านได้รู้สึกดีขึ้น แล้วเราก็รู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ขึ้นมา ก็ตรงนี้แหละมันก็เลยทำให้เรายิ่งมีความสุข แล้วก็โอเค”