G-Force

บันเทิง > travel  :  1 ต.ค. 2552

เทศกาลปิดเทอมของน้องๆ หนูๆ อาจรวมถึงพี่ๆ มัธยมไปจนถึงระดับอุดมศึกษา ค่ายหนังเลยสบช่อง ถือโอกาสงัดกลยุทธ์ฉายหนังเอาใจเด็กในช่วงนี้ และเรื่องที่เข้าข่ายหนังเอาใจเด็กรับปิดเทอมก็คือ “G-Force หน่วยจารพันธุ์พิทักษ์โลก” สังเกตว่าชื่อภาษาไทยนั้น พยายามจะสื่อไปถึ

  “G-Force” ว่าด้วยเหล่าสมัครพรรคพวกสัตว์ตัวจ้อยที่ประกอบด้วยหนูตะเภา, ตัวตุ่นจมูกดาว, แมลงวัน และแมลงสาบ ทั้งหมดเป็นสายลับที่พยายามพิสูจน์ตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของรัฐบาลก่อนจะถูกยุบแผนก โดยสายลับแต่ละตัวต่างก็มีความสามารถแตกต่างกันไป บางตัวเก่งเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ บางตัวเก่งในเรื่องศิลปะการต่อสู้ บางตัวเก่งเรื่องอุปกรณ์ไฮเทคทันสมัย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เหล่าพลพรรค ‘G-Force’ ก็ยังปฏิบัติภารกิจผิดพลาด จนเกือบลงเอยด้วยชีวิตเหงาๆ ในร้านขายสัตว์เลี้ยง ก่อนจะพยายามกลับมารวมตัวกันหาทางกอบกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาให้ได้ในที่สุด

 หนังเรื่องนี้ฉลาดตรงที่รู้จักเลือกเฟ้นสัตว์ที่ดูเป็นเพื่อนและใกล้ชิดกับมนุษย์ประเภทอื่นๆ บ้าง นอกเหนือจาก หมา แมว กระต่าย ฯลฯ โดยหันไปหยิบจับความน่ารักของสัตว์ตัวน้อยๆ อย่างหนูตะเภา และแฮมสเตอร์ แถมพกเอาสัตว์หน้าตาน่าชัง น่าสงสารอย่างตัวตุ่น มาเป็นตัวชูรส เอาแมลงปีกแข็ง-ปีกอ่อน ที่หลายคนอาจรังเกียจรังงอน อย่างแมลงวันกับ แมลงสาบ มาเป็นลูกไล่-ลูกคู่ จากนั้นก็กำหนดสถานการณ์มากมายให้พวกมันได้ผจญภัยร่วมกัน ตั้งแต่เรื่องคอขาดบาดตายขนาดที่ว่าหากพลั้งพลาดไปคงไม่มีตัวไหนเอาชีวิตรอดกลับมาได้ หรือแม้แต่เรื่องวุ่นๆ ชุลมุน อลหม่าน ของเพื่อนสัตว์ตัวน้อยๆ ด้วยกัน

 นอกจากหนังจะเน้นภาพความน่ารักสนุกสนานของผองสัตว์แล้ว พล็อตเรื่องของ “G-Force” ยังซื่อๆ ใสๆ เล่ากันแบบง่ายๆ ตรงไปตรงมา ไม่ยุ่งยากต่อการทำความเข้าใจของเด็กๆ แม้จะซ่อนปมอุบไต๋ตัวร้ายเอาไว้ แต่ก็เล่นมุกหักมุมคลี่คลายกันง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และแทบไม่มีตัวละครตัวไหนหรือสัตว์ชนิดใดในเรื่องเป็นผู้ร้าย ซึ่งผู้สร้างอาจจะคิดว่าเป็นการทำลายความรู้สึกของเด็กๆ (แม้แต่สัตว์ที่เราเองอาจขยะแขยงอย่างแมลงสาบหรือแมลงวันก็ตาม) แต่ที่ผิดคาดจากหนังของดิสนีย์ที่เห็นทั่วไปคือ หนังเน้นความสนุกสนานจนแทบจะลืมสอดแทรกคติสอนใจ หรือประเด็นในเรื่องของมิตรภาพและความสำคัญในครอบครัว อันถือเป็นไลเซนส์สำคัญในหนังของดิสนีย์ ที่มักปรากฏในหนังทุกเรื่องของค่ายนี้

 ดูเหมือนว่า ดิสนีย์จะพยายามผลักให้ “G-Force” เดินเข้าหาความบันเทิงเต็มรูปแบบ นอกจากการออกแบบตัวละครที่เอื้อต่อการเป็นที่รักและสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นขวัญใจของเด็กๆ รวมทั้งพล็อตหนังที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ภายใต้ความหวือหวาของสถานการณ์ที่กำหนดให้สัตว์น้อยต้องฟันฝ่าอุปสรรคไปอย่างพองาม ดิสนีย์ยังรุกคืบไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ของวงการหนังโดยเฉพาะเทคโนโลยี ‘Digital 3-D’ หรือ‘สามมิติ’ ซึ่งก็ถือเป็นหนัง ไลฟ์แอ็กชั่นเรื่องแรกของค่ายนี้ ที่นำออกฉายในระบบ ‘สามมิติ’ หลังไปได้ดีกับหนังแอนิเมชั่นสามมิติหลายๆ เรื่องก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะเรื่องที่ประสบความสำเร็จถล่มทลายในเรื่องของรายได้และคำชื่นชมที่เพิ่งลาโรงไปไม่นานนั่นก็คือ “Up”

 ในสหรัฐอเมริกาตอนนี้ หนัง ‘สามมิติ’ ดูจะไปได้สวยและธุรกิจโรงภาพยนตร์สามมิติก็ดูจะโตวันโตคืน ทั้งจำนวนโรงฉายที่เพิ่มมากขึ้น และปริมาณหนังสามมิติที่ถูกสร้างมากขึ้นตามไปด้วย ที่สำคัญหนังทำเงินหลายๆ เรื่องในช่วงปีสองปีมานี้ เป็นหนังสามมิติ (ที่ผู้สร้างทำออกมาทั้งสองระบบ คือ ‘สองมิติ’ ทั่วไป และ ‘ดิจิทัล สามมิติ’ ซึ่งจากรายได้หนังที่เข้าฉายในปีนี้ของเว็บไซต์บ๊อกซ์ ออฟฟิศ โมโจ ปรากฏว่าใน 10 อันดับแรกของหนังทำเงิน มีหนังสามมิติติดอยู่ในท็อปเท็นเกือบครึ่ง และก็เป็นหนังแอนิเมชั่นถึง 3 เรื่องคือ “Up” “Monster vs. Aliens” และ “Ice Age: Dawn of the Dinosaurs” โดยปลายปี หนังที่คาดหมายกันว่าน่าจะเป็นหนังทำเงินประจำปี 2009 เห็นจะเป็นหนังสามมิติฟอร์มยักษ์เรื่อง “Avatar” ซึ่งเป็นการกลับมาทำหนังครั้งแรกในรอบ 10 กว่าปีของ เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับ ‘ไททานิก’ ส่วนเมืองไทยกระแสหนัง ‘สามมิติ’ อาจต้องรออีกสักระยะ แต่เท่าที่เป็นอยู่ก็ถือว่าคึกคักมากกว่าปีที่ผ่านมาพอสมควร

 แต่การฉายหนังในระบบดิจิทัลนั้น สำหรับโรงหนังในเมืองไทยถือเป็นการรุกคืบที่น่าสนใจไม่น้อย โรงมัลติเพล็กซ์หลายแห่งทั้งในเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ และเอสเอฟ ซีเนม่า ต่างก็มีโรงหนังดิจิทัล ซึ่งผู้ชมหลายคนอาจไม่รู้ ซึ่งคุณภาพตอนนี้ถือว่าการฉายหนังในระบบดิจิทัลนั้น มีคุณภาพไม่ด้อยไปกว่าฟิล์มภาพยนตร์ทั่วไป เผลอๆ อาจคมชัดกว่าทั้งภาพและเสียงด้วยซ้ำไป ในปลายเดือนตุลาคมนี้ก็จะมีหนังที่ฉายในระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบให้ได้ชมกัน เป็นการพิสูจน์ถึงคุณภาพของการฉายในระบบนี้ ก็คือ หนังสารคดีที่บันทึกภาพการซ้อมคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายก่อนเสียชีวิตลงของไมเคิล แจ็กสัน เรื่อง “This is It”

 การพัฒนาของเทคโนโลยีโฮมเธียเตอร์ ที่รุดหน้าไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบ HDVD หรือ BlueRay ทำให้วงการหนังต้องขยับตัว สร้างนวัตกรรมใหม่ๆให้แก่ตัวเองก้าวไกลไปเรื่อยๆ และดูเหมือนว่าเบื้องต้นเทคโนโลยี ‘ดิจิทัล สามมิติ’ น่าจะเป็นคำตอบในตอนนี้

ชื่อเรื่อง : G-Force หน่วยจารพันธุ์พิทักษ์โลก
ผู้เขียนบท : คอร์แมค - แมเรียนน์ วิบเบอร์ลีย์
ผู้กำกับ : ฮอยท์ ยีทแมน
ผู้ให้เสียงพากย์ : นิโคลัส เคจ, เพเนโลเป ครูซ, สตีฟ บุสเซมี่, บิลล์ ไนฮีย์
เรท : ท. ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ความยาว : 88 นาที
วันที่เข้าฉาย : 1 ตุลาคม 2552

"ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"


เปิดอ่าน