ยอดหญิงปันซู 22

เว่ยอิงคิดว่าเป็นเพราะเขามีใจให้ปันซู ทำให้ต้นไม้ของอาเสวียนตาย

ทุกวันจันทร์อังคารเวลา 18.25 น. ทางช่อง NOW26

Ban shu Legend ตอนที่ 22

    ที่สุสาน เว่ยอิงเฝ้าอยู่ที่นี่
    “อาเสียน ข้าขอโทษ ข้าเคยสาบานกับเจ้า ข้าไม่ควรชอบคนอื่น ไม่ควรเลย ข้าไม่ควรทำ อาเสียน เจ้าโกรธใช่มั้ย จึงได้เก็บต้นอ้อทั้งหมดกลับไป เหลือไว้ให้ข้าสักต้นได้มั้ย แค่เพียงต้นเดียว อย่างน้อย ก็เหลือไว้เป็นที่ระลึกบ้าง อาเสียน ข้าคิดถึงเจ้า เจ้ารู้มั้ย อย่าทำแบบนี้กับข้า” เว่ยอิงร้องไห้ 
    ปันซูมาที่โรงเรียน แล้วบอกพวกบัณฑิตว่าห้ามบอกเหยาเจวียนกับหลันจือ เพราะว่าแค่จะแวะมาเอาของบางอย่างเท่านั้น พวกบัณฑิตแยกไปเรียน ปันซูไปที่แปรงต้นอ้อพยายามหาต้นที่ยังไม่ตาย เติ้งก็เข้ามาหาในขณะที่ปันซูจะล้มพอดี
    “หา ทำไมเป็นเจ้า”
    เติ้งว่า “เจ้าเข้าวัง ข้าไม่วางใจ ฝั่งนี้ตายหมดแล้ว ไปฝั่งนู้นสิ บางที เมล็ดถูกลมพัดไป อาจมีซักต้น งั้น ข้าหาทางนี้ เจ้าหาทางนั้น หือ”
    “เอ่อ เติ้งจื้อ เติ้งจื้อ”
    “ว่าไง”
    “เจ้า รู้เหรอข้าหาอะไร”
    “ต้นอ้อตายแล้วเว่ยอิงเฝ้าสุสาน ลือทั่ววังแล้ว”
    “งั้นเจ้ายัง” ปันซูแปลกใจ
    “เจ้าพูดถูก ข้าสู้เจ้าไม่ได้หลายเรื่อง ทั้งไม่อยากละทิ้งงานเพื่อเจ้า ไม่คุ้มค่าจะแต่งด้วยแต่ใจข้าไม่ยอม ถึงได้ไปแข่งตีโปโล แต่เจ้าก็ไม่มองข้าเลย ทุกคนมองแต่เว่ยอิงหน้าตาย”
    “ข้า ข้า ข้ามองเจ้าอยู่นะ”
    “มองแต่ตอนแข่งกับข้า ใจข้าเย็นชืด เจ้าบาดเจ็บ เว่ยอิงเป็นห่วงเจ้า ข้ายิ่งรู้สึกแย่ เฮ้อ ข้าวาสนาไม่ดี ตัวเองมีคู่หมั้น แต่เพิ่งได้พบกับเจ้า ช่วยต่อกระดูกช่วยใส่ยาให้ ตอนนี้ล่ะ ถึงข้าจะหล่อกว่าเว่ยอิง ถึงข้าจะทำดีกับเจ้า ก็ไร้ประโยชน์”
    ปันซูหัวเราะ “ขอโทษ ข้ารู้ว่าตอนนี้ ควรตั้งใจฟังเจ้า แต่พอเห็นเจ้าชื่นชมตัวเองแล้ว อดขำไม่ได้จริงๆ”
    เติ้งหัวเราะ “ขำไปเถอะ เจ้าก็น่าขำเหมือนข้า สุดท้ายเจ้ากับเว่ยอิงจะเป็นยังไง แย่งกับคนตาย จะชนะมั้ย”
    “แย่งที่ไหนล่ะ เจ้าก็ยัง..ลืมเยี่ยจินไม่ได้ ยังจะตื้อจีบข้า จะว่าไป หัวใจคน มีหลายส่วนเหลือเกิน แค่จับได้ส่วนนึง ข้าก็พอใจแล้ว”
    “มีเหตุผลตลอด แต่ว่า หาต้นอ้อไม่พบ ก็ไม่ควรหวัง ฮั่วหวนบอกว่า เว่ยอิง คิดว่าสวรรค์ลงโทษ ที่เขาชอบเจ้า ต่อไป เฮอะ ลำบากแน่”
    “เฮอะ ไทเฮาบอกว่า ให้โค่วหลันจือลาออกเร็วๆ เตรียมของแต่งงาน”
    “เอ๊ะๆ น้องสาว ๆ กลายเป็นคนขี้น้อยใจตั้งแต่เมื่อไหร่ หา”
    “อย่ามาขวางทาง”
    “จึ๊ น้องสาว ใจกว้างหน่อย พี่ชายอุตส่าห์มาช่วยหาต้นอ้อ พูดผิดคำเดียว ก็ชักสีหน้าใส่ว่ามา อยู่หน้าประตู ถ้าไม่ใช่ข้า ข้าๆ ช่วยเจ้าแบบนี้ คงหกล้มฟันหักไปแล้ว”
    “ถือว่าข้าผิด เมื่อก่อนเจ้าชอบเอาเปรียบข้า เสมอกัน”
    “อะไรข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้นะ เอ๊ะเว่ยอิง” เติ้งจุ๊บ และหัวเราะ ปันซูรีบถอยห่างกลัวคนเห็น “เสมอกันแล้ว”
    “เติ้งจื้อ จริงจังหน่อยได้มั้ย โค่วหลันจืออยู่สวนด้านหน้า ถ้านางเห็นเข้า บ้านเจ้าจะท่วมด้วยน้ำตานาง”
    “ทำไมเจ้าไม่มีท่าทีเขินอายเลย ถ้าเป็นผู้หญิงทั่วไป ต้องกรีดร้อง ข้าหอมแก้มเจ้าทำไมเจ้าไม่มีความรู้สึกเลย”
    “ชินแล้ว ม้าที่บ้าน เลียแก้มข้าบ่อยๆ”
    เติ้งหัวเราะ “เฮ้อ ปันซู ข้ายอมแพ้เจ้าแล้ว ก็ได้  เมื่อน้องสาวโง่เอง พี่ชายจะเป็นเพื่อน ถ้าเว่ยอิงรังแกเจ้า ข้าจะซัดให้น่วม”
    ปันซูตกใจ “หา”
    เติ้งสวน “ข้ามีอำนาจ มีเงินทอง ไม่เสียดาย หา เอาล่ะ ตอนนี้ ข้าจะช่วยหาต้นอ้อ”
    “ขอบคุณนะพี่เติ้ง”
    “ไม่ต้องหรอก แค่ยอมหมั้นกับข้าก็พอ”
    “เฮอะ เฮ้อ” ทั้งสองช่วยกันหาแต่ไม่เจอ 
    จู่ๆ ไก่ก็ตีปีกเข้ามา ปันซูตกใจ “เจ้าไก่นี่ ตกใจหมดเลย ไปเลยๆ”
    “เอ๋ นี่ตัวที่ข้ามอบให้เจ้าคราวที่แล้วนี่ ยังอยู่อีกเหรอ”
    “ใช่ องค์หญิงเหวินสี่ป้อนข้าวให้มัน มีความสุขจะตาย จึ๊ ไปเดี๋ยวนี้ ไปสิ บอกให้ไป เอ๊ะ กล้าขัดคำสั่งเหรอ ไปเลย ไปสิ บอกให้ไปไง” ปันซูไล่
    เติ้งเตือน “ระวังนะ เฮอะ”
    “ฮึ ไปเลย เอ๊ะ ไป ไป ไม่เจอต้นอ้อ” เติ้งหัวเราะ “ยังจะมากวนข้าอีก หา กล้ากวนข้าเหรอ จะจับให้ได้เลย เติ้งจื้อ มานี่”
    ปันซูไล่จนไปเข้ากล่อง ทำให้ปันซูเห็นต้นอ่อนของต้นอ้อ เธอดีใจมาก เติ้งพลอยดีใจไปด้วย
    ปันซูนำต้นอ้อไปให้หวงกงกงดูว่าใช่มั้ย
    “ตามหลักแล้วต้นอ้อ...ต้องมีเมล็ด ใช้การแยกต้นอ่อนมาขยายพันธุ์ แต่ว่า  อาจจะเหมือนอย่างที่ท่านพูด พอถูกไก่กินเมล็ด เมล็ดก็ไม่ถูกย่อย จึงอาศัยมูลไก่”
    เหยาเจวียนแทรก “หวงกงกง บอกมา นี่ใช่ต้นอ้อหรือเปล่า”
    “เหมือนเจ็ดส่วน ไม่เหมือนสามส่วน มันเป็นแค่ต้นอ่อน เล็กเกินไป แยกแยะลำบาก  ต้องรอสองสามวัน เอ่อ  รอใบบานออกมา จากด้านหลังของใบเห็นสีแดงอ่อน ถึงจะรู้ได้”
    “รอสองสามวันเหรอ ไม่เป็นไร ข้ารอ ในเมื่อหาต้นอ่อนได้ นับว่าสวรรค์ช่วยแล้ว ไหนๆ ก็จะพนันอีกครั้ง เฮ่อ”
    ปันซูนำกลับไปแล้วเฝ้าอย่างใกล้ชิดไม่ทำอะไรเลย เหยาเจวียนกับเพ่ยหวนเป็นห่วงเธอมาก เพราะไม่ค่อยยอมกินข้าว
    วันเวลาผ่านไปต้นอ้อโตขึ้นสีแดง ปันซูรีบนำไปให้หวงกงกงดู พอหวงกงกงว่าใช่ต้นอ้อ ก็รีบนำไปให้เว่ยอิง 
    ที่จวน เว่ยอิงให้คนบอกปันซูว่าเขาไม่สบาย แต่ปันซูไม่ฟังเข้ามาหาบอกว่าต้นอ้อยังไม่ตาย เว่ยอิงชะงัก
    “เฮ่อ ดูสิ มันยังไม่ตาย ข้าหาต้นอ่อนเจอ อยู่หลังโรงเรียน หวงกงกงบอกว่า มันเหมือนกับที่พี่เสียนปลูก พี่เขย ต้นอ้อไม่ตาย มันแค่เปลี่ยนรูปแบบ ดำรงชีวิต”
    “จริงหรอ ยังไม่ตายจริงเหรอ”
    “ใช่ ดังนั้นอย่าโทษตัวเอง พี่เสียนต้องไม่โกรธท่านแน่ ข้ารับรอง”
    เหยาเจวียนเข้ามา “ไม่ๆ ไม่ผิด นางพูดไม่ผิด อาซู ข้าจะคุยกับศิษย์พี่ เจ้ากลับไปก่อน”
    “อ่ะ พวกท่านคุยกันเถอะ พี่เขย อย่าดื้อรั้นอีกเลยนะ” ปันซูยอมออกไป 
    เหยาเจวียนหันมาคุยกับเว่ยอิง
    “เอ่อ ศิษย์พี่เว่ย ข้า..อยากพูดกับท่านนานแล้ว ท่านว่า ฝันเห็นศิษย์พี่เสียนบอกว่า..ให้ลืมนาง ข้ารู้สึกว่า นางไม่ได้โกรธท่าน แต่เป็นการเตือน สามปีแล้ว นางจากไปสามปีแล้ว แม้แต่ต้นอ้อก็เกิดใหม่อีกครั้ง ท่านควรจะ..ลืมได้แล้ว ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน หา รู้มั้ย ทำไมเมื่อก่อนไม่ฝันเห็นพี่เสียน ตอนนี้ กลับฝันเห็นนาง ข้าว่า นั่นเพราะพี่เสียน หายห่วงท่านแล้ว นางคง อยากให้คนอื่นดูแลท่าน ก็เลยมากล่าวลา คิดดู พี่เสียน เป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนและใจดีแบบนั้น นางจะยอมให้ท่านโดดเดี่ยวได้เหรอ อีกอย่าง เอ่อ อะ อาซู ก็ดีต่อท่าน มีนางดูแล ศิษย์พี่เสียนต้องดีใจมากแน่ๆ แฮ่ๆ ศิษย์พี่  ไม่มีคนนอก ข้า จะขอพูดจากใจ พี่เสียนน่ะ จะดียังไง แต่นางก็จากไปแล้ว ยิ่งคิดถึงนาง ท่านก็จะยิ่งเสียใจ แต่ไม่เหมือนกับอาซู นาง ทำให้ท่านมีความสุขได้ และ นาง นางก็รักท่าน จะทำเพื่อท่าน ท่านรู้มั้ย เพื่อหาต้นอ้อแล้ว อาซู ไม่สนอะไร ไปหาอยู่ที่หลังสวนคนเดียว หนึ่งชั่วยามเต็มๆ เป็นคนอื่น จะทำแบบนี้เหรอ เพื่อให้ต้นอ้อโตเร็วขี้น นางไม่ได้นอนสองวันสองคืน กินข้าวยังกอดกระถางเอาไว้ เพ่ยหวนบอกว่า ตอนวิ่งมา รีบร้อน จนใส่รองเท้าข้างเดียว”
    “นางทำแบบนี้จริงเหรอ”
    “เฮอะ ทำไมข้าต้องหลอกท่านด้วย เอ่อ ข้ารู้  ในใจของท่าน ก็มีอาซูใช่มั้ยล่ะ คราวที่แล้ว พี่เสียนให้หนีงานแต่ง ท่านไม่รับปาก อื่อๆ หรือว่าคราวนี้ ท่านยังอ่อนแออีก ทำให้อาซูเสียใจอีกครั้ง”
    “ขอบใจ ข้ารู้ว่าควรทำไง”
    เว่ยอิงถือกระถางต้นอ้อออกมาหาปันซู เพ่ยหวนขอตัวไปรอข้างหน้า
    “อาซู ขอบใจสำหรับต้นอ้อ ข้า เรื่องนั้น..”
    “ไม่ต้องรีบร้อน ให้ข้าหน่อย ท่านอยากพูดว่า ข้ากับท่าน อยู่ด้วยกันไม่ได้ใช่มั้ย”
    “ไมใช่ เจ้าดีมาก แต่ในเวลานี้ ข้ายังไม่ลืมอาเสียน”
    “ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจ เข้าใจดี รอข้า ขาหายดี ท่านจะไปโรงเรียนเป็นเพื่อนข้ามั้ยปลูกพวกมันขึ้นมาใหม่”
    “ไม่ใช่ ไม่ใช่ไปเป็นเพื่อน จะไปด้วยอยู่แล้ว ปลูกมันขึ้นมาใหม่” ปันซูดีใจ
    เหยาเจวียนกับเพ่ยหวนแอบดูทั้งสองแล้วสบายใจขึ้นมาก
    “ไม่ง่ายเลยจริงๆ ภูเขาน้ำแข็งละลายแล้ว”
    “ดีมาก ไม่เสียเปล่า อุตส่าห์คิดแผนตั้งนาน”
    เพ่ยหวนขำ “ฮิ ท่านคาดเดาแม่นยำ โชคดีจริงๆ ถ้าท่านไม่เอาต้นอื่นเปลี่ยนใส่ในกระถางก็ไม่รู้ว่าควรทำไง”
    “ดีที่เจ้าใส่ธูป..ระงับประสาท ไม่งั้น มีเหรอนางจะไม่รู้ว่าว่าเราลักไก่ เฮ่อ เสียดายต้นอ้อของพี่เสียนจัง”
    “เฮ่อ ที่จริงต้นอ้อก็เหมือนกันหมด ถ้าในใจของเขามีคุณหนูเสียน ต้นอ้อก็ไม่สำคัญ ที่สำคัญ ปัญหาถูกแก้ไขแล้ว”
    “อื้ม ใช่ๆ นี่แหละสำคัญ”
    เหยาเจวียนคิดในใจ “อาเหิง เจ้ารู้มั้ย เจ้าไม่อยู่เกิดเรื่องขึ้นมากมาย มีทั้งการพบกัน และการจากลา ไม่ต้องห่วง ข้าจะรอเจ้ากลับมาอย่างมีความสุข รอวันที่เราได้อยู่ด้วยกัน” เหยาเจวียนเป่ากลีบดอกไม้ไป 

ยอดหญิงปันซู 22

0000000000000

    เว่ยอิงกับปันซูช่วยกันปลูกต้นอ้อแล้วพากันยืนนิ่งอธิษฐาน
    เว่ยอิงเสียงเบา “ขอให้วิญญาณบนสวรรค์”
    “พี่เขย ข้าบอกพี่เสียนว่า ข้าจะ..ดูแลท่านอย่างดี”
    “ขอบใจนะ”
    “เอ่อ เดี๋ยว” ปันซูหยิบถุงมือมาให้ “ข้าทำด้วยเส้นด้ายไหมดิบ เบาบางมาก เมื่อใส่ ก็เหมือนไม่ใส่ พี่เขย ท่านสัมผัสคนอื่นไม่ได้ งั้นก็ใส่อันนี้ ใส่ตีโปโลท่านจะรู้สึก..สบายมากเลย มา ลองดู ใส่เร็ว”
    “ขอบใจ”
    “พี่เขย ไม่ต้องพูดขอบใจตลอดก็ได้ ต่อไปอยู่ด้วยกัน ท่านรบกวนข้าข้ารบกวนท่านสมควรอยู่แล้ว ลองใส่ดู สบายมั้ย อ้ะ นี่ ถอดๆ ออกมา เอ่อ ทำไมเป็นแบบนี้ข้าเย็บดีแล้วนะ เฮ้อ ด้ายคงไม่เหนียวพอ ทำไมเป็นแบบนี้ ข้าขอโทษ เดี๋ยวข้าจะเอากลับไปแก้ใหม่ เฮ้อ”
    “อาซู ไม่ต้องรีบร้อน พวกเรายังมีเวลาอีกมาก” เว่ยอิงหอบหน้าผาก
    ปันซูเขิน “หา น้ำ น้ำหมด ข้าไปตักน้ำ”
    ปันซูวิ่งไปหอบที่ต้นไม้หัวเราะ “ปันซู กล้าๆ หน่อยสิ ตอนเจ้าจูบเขาก็ไม่มีอะไรนี่ แต่ว่า ถ้าจูบปากก็คงดีปันซูผีเจ้าชู้ คิดอะไร อย่าคิดฟุ้งซ่าน อื้อ”
    วันต่อมา เพ่ยหวนบอกว่าซื้อเครื่องแต่งหน้ามาใหม่ ให้ปันซูแต่งไปสอนวันแรก พอปันซูไปถึง เหล่าบัณฑิตก็ตั้งแถวรอรับ
    “ขอต้อนรับอาจารย์ปันคืนตำแหน่ง”
    ปันซูสะอื้น “ตกใจหมดเลย จู่ๆ ประตูเปิด นึกว่าวางก้อนอิฐ วางถังน้ำกันซะอีก” ทุกคนหัวเราะ “ที่แท้ก็อยู่กันพร้อมหน้า”
    “อาจารย์ๆๆ อาจารย์กลับมาแล้ว” ทุกคนมาห้อมล้อมปันซู
    เหวินสี่กอดแขนปันซู “อาจารย์ ท่านกลับมาแล้ว พวกเราคิดถึงท่านมาก”
    อาหลิงกอดอีกข้าง “ใช่ค่ะอาจารย์ ท่านกลับมาหาต้นอ้อไม่บอกพวกเราซักคำ”
    “นั่นสิคะ”
    อาหลิงแทรก “ท่านรู้มั้ย อาจารย์โค่วอารมณ์บูดมากเลย ห้องหนึ่งก็เลยไม่มีความสุขเลยซักคน”
    “สมน้ำหน้า ชอบดูถูกห้องสองดีนัก”
    “ใช่ พวกเขา มีหลายคนอยากเรียนกับอาจารย์ปันตั้งนานแล้ว ตอนแข่งโปโล อาจารย์ปันมีน้ำใจ ใครๆ ก็เห็นทั้งนั้น”
    “ใช่แล้ว”
    “ใครไม่อยากได้อาจารย์แบบนี้”
    “ใช่อาจารย์ แต่ว่า ระวังอาจารย์โค่วหน่อยนะคะ” อาหลิงเตือน
    ปันซูกับเหยาเจวียนเข้ามาฟังหลันจือในห้องพัก
    “ในเมื่อไทเฮามีรับสั่งแล้ว เรื่องรวมห้องในโรงเรียน ก็ต้องทำตาม แต่ต่อไปจะสอนยังไงเราสามคนต้องมาปรึกษากัน ข้าเห็นว่า อาจารย์เหยาเชี่ยวชาญเรื่องมารยาท ก็ต้องสอนต่อไป ส่วนข้า สอนชุนชิวจั่วจ้วน สอนเรื่องดนตรีและการวาดภาพ ส่วน..อาจารย์ปันดูแลงานภายในโรงเรียน เจ้าเพิ่งหายดี สอนฮั่นซูก็แล้วกัน ไม่รู้ว่าพวกเจ้า มีความเห็นยังไง”
    เหยาเจวียนว่า “เอ่อ ทำตามนั้นเลยค่ะ”
    “ทำตามที่ อาจารย์โค่วจัดการ” ปันซูว่า
    ปันซูเดินคุยออกมากับเหยาเจวียนอย่างรู้สึกแปลกใจท่าทีของหลันจือ
    “หา แปลกจัง ทำไมโค่วหลันจือถึงใจกว้างจัง ไม่แกล้งพวกเราเลย อุตส่าห์เตรียมป้องกันตัว นึกว่านางจะหาเรื่อง”
    “เฮอะ จะหาเรื่องได้ไง ก็..การรวมห้องครั้งนี้ ไทเฮาทรงรับสั่งเอง ถ้านางหาเรื่องก็เป็นศัตรูกับไทเฮา รู้มั้ย เจ้ากับศิษย์พี่เว่ย ลือไปทั่วทั้งวังแล้ว นาง รู้ว่าเจ้าไม่แย่งแม่ทัพเติ้งก็ไม่เป็นศัตรูกันแล้ว”
    “เจ้าพูดถูก”
    “หา ทำไมข้าพูดเรื่องนี้ เจ้าไม่เขินเลย”
    “ทำไมต้องเขินด้วย ข้าชอบเขา เขาชอบข้า มันก็เป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่เหรอ ข้าจะไม่ยอมเหมือนพวกเจ้า นิดๆ หน่อยๆ ก็หน้าแดง โธ่เอ๊ย คิดว่าข้าไม่รู้เหรอ ว่าเจ้าเคยแอบกัดเขา”
    “ข้าๆๆข้าไม่ได้กัดนะ” 
    “ข้าเห็นที่คอเขามีรอยฟัน”
    เหยาเจวียนเขินพูดไม่ถูก ปันซูถามว่าอะไร “เพราะเขาจะจูบข้า ข้าก็เลย...”
    ปันซูหัวเราะ “มิน่าเขาถึงดีใจขนาดนั้น ตีคือสนิท ดุคือรัก” 
    ทั้งสองพากันหัวเราะ เหยาเจวียนว่า “น่าเสียดาย ตอนนี้ข้า ไม่ตีไม่ดุเขา ให้เขาสนิท เขาก็ไม่รู้”
    “เฮ่ย เขาเก่งวิทยายุทธ์ ต้องรบชนะแน่”
    “ข้าเชื่อ”
    พวกบัณฑิตโยนลูกบอลมา ปันซูรับแล้วโยนให้ สาวใช้เข้ามาหาทั้งสองบอกว่าท่านเฉากลับมาแล้ว ปันซูดีใจมาก ทั้งสองรีบไปหา
    “ตอนนี้ เห็นเจ้าเข้าใจ ข้าก็วางใจแล้ว” ท่านเฉาจับหน้าปันซู
    เหยาเจวียนถาม “อาจารย์ กลับมาคราวนี้ จะอยู่ที่นี่ นานหน่อยได้มั้ย”
    ปันซูเห็นด้วย “ใช่”
    “ข้าดีขึ้นมาก แต่ท่านหมอบอกข้าว่า อากาศในเมืองหลวง ไม่ดีต่อข้า ถ้าร้อนแบบนี้ข้าคง..กลับไปอยู่บนเขาอีก”
    “เอ่อ อย่าไปนะ ท่านอา ข้าจะ ซื้อน้ำแข็งมาวางไว้ ถึงอากาศร้อน ท่านก็จะเย็นสบาย” เฉาหัวเราะ
    สาวใช้เข้ามาบอก “เล่าฮูหยิน ท่านเขยเว่ยมาค่ะ”
    ปันซูงง “ท่านเขยเว่ย”
    เหยาเจวียนอธิบาย “ศิษย์พี่เว่ยไง ในบ้านสกุลเฉา เรียกเขาแบบนี้ทุกคน” 
    “เจ้าสองคน ไปที่ด้านหลัง ช่วยเลือกดอกไม้หน่อย”
    เหยาเจวียนรีบรับ “ได้ค่ะ ไปเถอะ”
    เหยาเจวียนพาปันซูออกไป แล้วแอบดึงปันซูเข้าไปที่ห้องหนึ่ง แอบดูเว่ยอิงคุยกับท่านเฉา
    “คารวะท่านแม่ยาย” ปันซูได้ยินก็อึ้ง
    “ลุกขึ้นเถอะ อาอิง ได้ยินว่าเจ้าเจ็บขา หายดีหรือยัง”
    “ขอบคุณที่เป็นห่วง ใกล้หายแล้วครับ ร่างกายเริ่มฟื้นฟู ขี่ม้าได้บ้างแล้ว”
    “เรื่องนี้ข้ารู้ โชคดีที่อาซูคิดรอบคอบ จริงสิ อาอิง เปลี่ยนคำเรียกเถอะ ข้าว่าเรียกตามอาซูว่าท่านอาเถอะ”
    “คือว่า..” เฉาพยักหน้า “ข้าเข้าใจ แต่ข้าว่าเรื่องนี้ อาเสียน”
    เฉาสวน “แม้ข้า เป็นแม่บุญธรรมของนาง เลี้ยงดูนางมาสิบกว่าปี  แต่ข้าถือว่านางเป็นลูกสาวแท้ๆ เมื่อก่อน เป็นเพราะนาง เจ้าถึงเรียกแม่ยาย เฮอะ และข้าก็ไม่ขัดข้องอะไร แต่ตอนนี้ เจ้ากับอาซูอยู่ด้วยกัน ก็ควรทิ้งเรื่องเก่าไป ทิ้งของเก่าถึงมีของใหม่ ข้าเชื่อว่าเจ้าเข้าใจ” 
    “ข้ากับอาซูเพิ่งอยู่ด้วยกัน ข้าบอกนางว่า ข้ายัง..ลืมอาเสียนไม่ได้” 
    “ข้าก็ไม่ได้จะบังคับให้เจ้าแต่งกับอาซูทันที อาอิง หวังว่า เจ้าจะฟังข้าบ้าง คิดถึงอาเสียนไม่ลืม คำพูดนี้ อยู่ต่อหน้าอาซู อย่าได้พูดอีก เจ้ากับอาเสียนเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เล็กจนโต อีกอย่าง เจ้าไม่เคยคบหาผู้หญิงอื่น เจ้าเลยไม่รู้ว่า จะอยู่ด้วยกันกับผู้หญิงยังไง ใจเจ้า..มีเจ็ดส่วน แต่เปิดแค่หกส่วน แน่นอน ใจเจ้า คิดถึงอาเสียนมาตลอดไม่ลืมเลือน แต่ว่า ไม่มีผู้หญิงคนไหนหรอก ที่ต้องการ..ให้ชายที่ตัวเองรักพูดว่า ในใจ ยังมีผู้หญิงอีกคน”
    เว่ยอิงค้าน “อาซูไม่สนใจเรื่องนี้”
    “ทำไมจะไม่สนใจ แม่ทัพเติ้ง คบกับอาซู หรือในใจเจ้า ไม่คิดอะไรเลย อาอิง ชายหญิงคบกัน จะมากหรือน้อย ก็มีความคิด ที่อยากครอบครองฝ่ายตรงข้าม ตอนข้ายังสาว ท่านพี่เฉา มักพูดว่า เอ๊ะ ผู้หญิงเก่งคนนั้นอ่อนโยน ดีงาม ข้าจะบอกเจ้า ข้าน่ะไม่สบายใจเลย เฮ้อ อาเสียน เป็นลูกสาวของข้า อาซู เป็นหลานสาวของข้า หน้ามือหลังมือเป็นเนื้อเหมือนกัน จะว่าไป ข้าไม่ควรลำเอียงไปฝั่งใด แต่ว่า ในเมื่ออาเสียนจากไปแล้ว ข้าก็หวังว่า เจ้าจะดูแล คนที่ยังอยู่ ถึงแม้ว่า อาซูจะเติบโตอยู่บนทุ่งหญ้าก็ตาม แต่นางใจกว้างไม่ถือเรื่องเล็ก เจ้าก็ควรจะ..นึกถึงความรู้สึกของนาง ถึงแม้..นางจะเป็นคนเข้มแข็ง เจ้าก็ควร..ปกป้องนางไม่ใช่เหรอ”
    ปันซูฟังแล้วก็ซาบซึ้งใจ ร้องไห้ ทนฟังต่อไปไม่ไหว ออกจากห้องไป เหยาเจวียนรีบตามออกมา ส่งผ้าเช็ดหน้าให้
    “หา อื้อ อะ อาจารย์เป็นห่วงพวกเรา คิดแทนเราทุกอย่าง”
    ปันซูสูด “ข้ารู้ พี่เขยเป็นคนดี ข้าไม่โทษเขาหรอก ข้าเองต่างหาก ที่สู้พี่เสียนไม่ได้”
    “เจ้าๆ ห้ามดูถูกตัวเอง อาซู ข้าเคยบอกแล้ว พี่เสียนดีจริง แต่เจ้าก็ไม่เลว เอานางเป็นแบบอย่าง แต่ไม่ต้องทำตามทุกอย่าง คนทุกคนไม่เหมือนกันหรอก ถึงทำได้เหมือนก็ไม่ใช่นาง อย่างเช่น พี่เสียนวาดภาพเก่ง แต่ของเจ้า ก็แค่พอดูได้ เพราะฝึกฝนมาไม่เหมือนกัน อีกอย่าง พี่เสียนผ่อนปรนเข้มแข็ง แต่เจ้าพูดลมเป็นฝน นิสัยคนไม่ได้เปลี่ยนกันง่ายๆ แต่ว่า เจ้าขี่ม้าเก่งพี่เสียนเทียบไม่ได้เลย ความมีน้ำใจ คุณธรรม วรยุทธ์ นางสู้ไม่ได้ เฮ่อ เพราะฉะนั้น ห้ามดูถูกตัวเอง ถึงไม่เหมือนพี่เสียนแต่คู่ควรกับศิษย์พี่”
    “หึๆ ศิษย์พี่ เจ้าชมข้า หรือด่าข้า” 
    เหยาเจวียนอึ้งเอง “หา ก็ๆๆ ก็ต้องชมสิ”
    “ดี ขอบคุณนะ ข้าฟังแล้ว มั่นใจขึ้นเยอะ”
    “หึ ฮื้ม” เหยาเจวียนตกใจ 
    ปันซูยิ้ม “แต่ว่า เห็นใจฮั่วเหิงจัง”
    “ห๊า เกี่ยวๆ อะไรกับเขา”
    “เพราะเขาไม่ง่ายเลย เจ้าพูดถูก ทำไมต้องเทียบกับคนอื่น”

ยอดหญิงปันซู 22


    วันต่อมาปันซูสอนทุกคนเย็บอานม้า 
    “ระวังมือนะ ใจกล้ารอบคอบ ทำอานม้า..สิบห้าชุดให้เสร็จ ให้ทหารทดลอง หากใช้ดี ทูลไทเฮา ให้ส่งให้ทหารต้าฮั่น เพื่อ..ให้ทหารแนวหน้าฆ่าศัตรู พวกเราก็จะมีความดีความชอบ ดีมั้ย”
    อาเฉินไม่ชอบเลย แอบออกไปหาหลันจือ
    “คนของห้องหนึ่ง เรื่องความรู้ บุคลิก เหนือกว่าห้องสองทุกคน แต่พอรวมห้อง กฎก็เปลี่ยนหมด ท่านดูสิ ใครทำอานม้าดีก็จะได้รับรางวัล มีแต่พวกเราที่อยากได้ความรู้จริงๆ อาจารย์ ท่านเป็นผู้ดูแลโรงเรียน หรือว่า ท่านไม่สนใจ ว่าปันซูจะทำอะไร” 
    “หึ อาเฉิน เจ้าเป็นลูกศิษย์ที่ข้าสอนมา ถึงตอนนี้แล้ว ไม่เข้าใจคำว่า..เงียบสงบอีกเหรอตอนนี้ นางเป็นอาจารย์ ทำอานม้าเพื่อทหาร จะเอาความดีความชอบ ถ้าข้าไปขัดขวางนาง ไทเฮาจะคิดยังไง”
    “หมายความว่าอาจารย์ หาวิธี รับมือกับนางได้แล้ว”
    “หึ ไม่ต้องรับมือหรอก ยังไง นางป่าเถื่อนโตในทุ่งหญ้า ถึงข้าไม่สนใจ ตามนิสัยของนาง อีกไม่นาน ต้องก่อเรื่องมากมายแน่”
    “อาจารย์คิดการณ์ไกลจริงๆ แต่ว่า เราต้องเป็นลูกศิษย์ของนางอดทนซักระยะ ถึงตอนนั้น เกรงว่าท่าน ได้เป็นฮูหยินแม่ทัพแล้ว” 
    “กลัวอะไร ตอนนี้ ข้าคิดได้แล้ว ตอนแรกที่ก่อตั้งโรงเรียนฝ่ายใน เฉาต้ากูแต่งงานแล้ว ค่อยเข้าวังสอนไทเฮา”
    “อาจารย์ ท่านหมายถึง หลังแต่งงาน ก็ยังอยู่ที่โรงเรียนใช่มั้ย”
    “แน่นอน ยิ่งนางก่อเรื่องเร็วเท่าไหร่ ไทเฮาจะให้ข้าอยู่ต่อเร็วเท่านั้น ไม่ต้องห่วง แต่ว่า.. เรื่องนี้เจ้ารู้คนเดียว ห้ามบอกใครเด็ดขาด”
    “ค่ะ”
    ปันซูพาทุกคนออกวิ่งรอบ หลายคนบ่นแต่ก็วิ่ง อาเฉินวิ่งได้สักครู่ก็เป็นลม ทุกคนตกใจ ปันซูรีบพาไปพัก แล้วตามหมอมาตรวจ หลันจือไม่พอใจเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น
    ปันซูว่า “นางวิ่งเร็วไม่ได้ ก็เลยเป็นลมไป”
    หลันจือเข้ามาประคอง อาเฉินรี่ตามอง แล้วแกล้งหลับต่อ
    “อาเฉิน อาเฉิน อาเฉิน อาเฉิน ปันซู นางเป็นศิษย์รักของข้า อยู่กับเจ้าไม่กี่วัน ก็กลายเป็นแบบนี้ ข้าบอกแล้ว ลูกศิษย์ทุกคน อ่อนแอน่าถนอม เจ้าไม่สนใจอะไร ให้พวกนางไปวิ่ง ขี่ม้า แล้วเป็นไงล่ะ เกิดเรื่องขึ้นจนได้”
    เหยาเจวียนแก้ต่าง “อาจารย์โค่ว ลูกศิษย์สุขภาพไม่ค่อยดี นางเลยพาไปฝึกซ้อม”
    “ฝึกซ้อม จนเกือบตายเนี่ยนะ สมใจแล้วใช่มั้ย หลินเฉินน่ะ เป็นลูกสาวของใต้เท้าต้าหงหลู ถ้าพวกเจ้าทำให้นาง..เป็นอะไรขึ้นมา จะรับผิดชอบไหวมั้ย”
    “อาจารย์ หมอหลวงมาแล้ว”
    หลันจือพูดกับหมอ “ท่านหมอ เชิญค่ะ ตรวจให้หน่อยว่านางเป็นอะไร”
    เว่ยอิงเข้ามาด้วย “อาจารย์โค่ว ได้ยินว่าเกิดเรื่อง ในโรงเรียนมีแต่ผู้หญิง ข้าขอเสียมารยาทมาดู เพราะข้าก็เป็นอาจารย์ มีอะไรให้ช่วย ก็บอกได้”
    “ขอบคุณที่เป็นห่วง เกรงว่า ที่ท่านเป็นห่วง คงไม่ใช่แค่ลูกศิษย์”
    ปันซูบอกเว่ยอิง “พี่เขย ข้าก่อเรื่องแล้ว”
    เว่ยอิงปราม “อย่าพูด ฟังหมอหลวงก่อน”
    หมอหลวงตรวจ แล้วเอาเข็มจิมตรวจ อาเฉินฟื้นขึ้น หลันจือทำทีดีใจ “อาเฉิน อาเฉิน เจ้าฟื้นแล้ว”
    ปันซูดีใจ เหยาเจวียนพลอยดีใจไปด้วย  
    อาเฉินตีหน้างง “ข้าเป็นอะไรไป อาจารย์”
    “เจ้าไม่เป็นไร แค่เหนื่อยเกินไป”
    หมอหลวงเอ่ยว่า “ใต้เท้าเว่ย นางร่างกายอ่อนแอ เป็นเพราะวิ่งเร็วเกินไป ชีพจรเต้นเร็วแปดส่วน เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่ทัน ก็เลยเป็นลม ถึงตอนนี้ไม่เป็นไร แต่ว่า ต้องพักฟื้นซักระยะ ไม่งั้นล่ะก็ อาจเป็นโรคเรื้อรังได้”
    อาเฉินตกใจ “หา ทำไมเป็นแบบนี้ อาจารย์ ข้าเคยบอกอาจารย์ปันแล้ว ข้าร่างกายอ่อนแอ ทำอะไรหนักๆ ไม่ได้ แต่ว่านาง บอกว่าข้าขี้เกียจ”
    ปันซูเถียง “ข้าบอกตอนไหนว่าเจ้าขี้เกียจ วิ่งช้าอย่างงั้น จะเป็นลมได้ยังไง”
    อาเฉินโต้ “อาจารย์ปัน หมอหลวงก็อยู่ ข้าจะแกล้งป่วยได้เหรอ อาจารย์โค่ว ท่านต้องช่วยข้านะไม่ ข้าจะกลับบ้าน ข้าจะฟ้องพ่อ อาจารย์ปันรังแกข้า”
    ปันซูจะพูด แต่หลันจือแทรกก่อน อาเฉินร้องไห้
    “เอาล่ะๆอย่าร้อง มีข้าอยู่ ข้าไม่ยอมให้เจ้าถูกรังแกแน่ ท่านหมอหวัง รบกวนบันทึกอาการป่วยของนางด้วยข้าจะ..เข้าเฝ้าไทเฮา”
    เหยาเจวียนตกใจ “หา”
    ปันซูยุ “ดีเลย ข้ารู้นะว่า พวกเจ้าร่วมมือกัน คิดจะใส่ร้ายข้าอีก”
    หลันจือดุ “ปันซู อย่าพูดเหลวไหลนะ นางเป็นแบบนี้เพราะเจ้า ข้าก็ต้องช่วยนางสิ”
    เว่ยอิงย้อน “จริงเหรอ กลัวแต่ว่าจะถูกหลอกกันหมด”
    อาเฉินตกใจ เว่ยอิงเข้าถึงตัวอาเฉิน หลันจือรีบกัน
    “อาจารย์เว่ยอย่าแตะต้องนาง”
    เว่ยอิงสวน “อาจารย์โค่ว อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย”

จบตอนที่ 22
 


เปิดอ่าน