ถ่ายทอดชีวิตด้วยทุกลมหายใจกับความท้าทายบทใหม่ของ "กัน" นภัทร

บันเทิงวันเสาร  เรื่อง : ณัฏฐิรา หลอดแก้ว ภาพ : วริศรา วุฒิกุล  


          ถือเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ได้โลดแล่นกับการแสดงละครเวที สำหรับ “กัน” นภัทร อินทร์ใจเอื้อ ล่าสุดก็ได้รับบทบาทที่ท้าทายกับการรีสเตจ “ลมหายใจ เดอะมิวสิคัล” ที่จะเปิดแสดง 4 สิงหาคมนี้ ที่เมืองไทยรัชดาลัยฯ  โดย “บันเทิง คมชัดลึก” สบโอกาสพูดคุยกับหนุ่มคนนี้ ที่จะมาเปิดใจในทุกๆ เรื่องราวในชีวิตที่เกิดขึ้นกับเขาในช่วงที่ผ่านมา  


@@ ลมหายใจเดอะมิวสิคัล
00ที่มาที่ไปที่ได้มาเล่นเรื่อง “ลมหายใจเดอะมิวสิคัล”
          ตอนแรกรู้ข่าวมาก่อนว่าจะได้เล่นเรื่องนี้ ซึ่งเคยถูกทำมาเมื่อ 7 ปีที่แล้ว และกลับมารีสเตจใหม่ ซึ่งเมื่อครั้งที่แล้วเราไม่ได้มีโอกาสได้ดูละครเวทีเรื่องนี้ เพราะว่าเรายังไม่ได้เข้ามาเป็นเดอะสตาร์ คือยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในวงการนี้เลยก็ว่าได้ แต่ได้เห็นทีเซอร์โปรโมทในรายการต่างๆ ในความรู้สึกของเราตอนนั้น เรารู้สึกว่าเป็นละครเวทีที่น่าดู เพราะด้วยศิลปินที่ขึ้นแสดง รวมถึงการนำเพลงของพี่บอย โกสิยพงษ์ มาใช้ พอรู้ว่าได้เล่นเรื่องนี้ เราดีใจมาก เพราะเพลงที่นำมาใช้ เป็นเพลงที่มีความไพเราะทุกเพลง จริงๆ ต้องเล่าก่อนว่าผมผ่านการออดิชั่นเรื่องนี้ โดยตอนแรกผมมาออดิชั่นในบทต่อ บทที่พี่โต๋ (ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร) เล่น ซึ่งในส่วนของบทพัดก็มีคนอื่นมาออดิชั่น แต่พี่อ้า (สันติ ต่อวิวรรธน์ ผู้กำกับละครเวทีลมหายใจฯ) มองเห็นความเป็นพัดในตัวกันมากกว่าความเป็นต่อ เลยให้ลองสลับบท ให้กันมาลองออดิชั่นในบทต่อ


00ความเป็น “พัด” กับความเป็น “กัน” มีอะไรคล้ายคลึงกัน
          พัดในเรื่องจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบชิลๆ มีความเป็นเพลย์บอยนิดๆ และเป็นคนที่ไม่รู้สึกว่าเวลาสำคัญอะไร ไม่ได้สนใจว่าพรุ่งนี้ต้องทำอะไร คิดว่าเดี๋ยวค่อยทำก็ได้ คือในบทพัดจะมีความติสต์ๆ หน่อย ในส่วนของกันพี่อ้าเห็นว่ากันชอบถ่ายรูป ดูมีความติสต์อยู่ในตัว

ถ่ายทอดชีวิตด้วยทุกลมหายใจกับความท้าทายบทใหม่ของ "กัน" นภัทร


00แสดงละครเวทีมาหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ได้เล่นแนวโมเดิร์น
          ใช่ ก่อนหน้านี้ จะเป็นพีเรียดซะทั้งหมด ตั้งแต่สี่แผ่นดิน มาเป็นมิสไซง่อน แต่พอเรื่องนี้ เป็นแนวโมเดิร์น ก็ต้องมีการทำงานการบ้านเยอะ ทั้งเรื่องของการพูดการจา การแสดงออกมา เพราะว่าเรายอมรับนะว่า ที่ผ่านมาเวลาเล่นละครเวที เรามีความเคยชินกับความเป็นละครพีเรียด พอต้องมาเล่นที่เป็นยุคปัจจุบัน เราก็ต้องมีการปรับเยอะ อีกอย่างหนึ่ง เรื่องนี้เป็นเรื่องของความผูกพันของคน 5 คน ที่รักกันมาก จนเป็นที่มาของชื่อลมหายใจ เนื่องมาจากว่า พอตัวพัดหมดลมหายใจไป คนอีก 4 คน (หนูนา-โต๋-ปาน-กวาง) อยู่ไม่ได้ ด้วยความที่เขาคิดถึงเรา ด้วยความที่เขายังลืมเราไม่ได้ ทำให้เราต้องทำการบ้านในเรื่องของความสัมพันธ์ 5 คนให้สนิทกันมากขึ้น ให้ดูรักกัน ผูกพันกันจริงๆ ไม่ใช่แค่มาเจอกันบนเวที


00ต้องสร้างความสนิทสนมและผูกพันกันอย่างไร ใน 5 นักแสดงนำ
          อย่างกับหนูนา เคยได้มีโอกาสร่วมงานกันมาแล้ว ตอนเรื่องคู่กรรม แต่ในส่วนของพี่ปาน (ธนพร แหวกประยูร) พี่โต๋ (ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร) และน้องกวาง (อาริศา หอมกรุ่น) เราไม่เคยร่วมงานกันมาก่อน การได้มาทำงานร่วมกัน ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรจากเขาเยอะ อย่างพี่ปาน คือพี่ปานเป็นคนที่ร้องเพลงเพราะมาก และพอได้พูดคุยคือพี่ปาน เป็นคนน่ารัก อีกมุมหนึ่งพี่ปานเป็นคนธรรมะ พี่ปานจะเอาธรรมะมาสอนกันทุกวัน (ยิ้ม) ส่วนพี่โต๋ ในเรื่องเราต้องเป็นเพื่อนรักกัน ก็ต้องทำการบ้าน เพราะว่าความรู้สึกของเราพี่โต๋เป็นพี่เราหลายปี ก็มานั่งคุยกัน แล้วก็ได้รู้ว่ามีความชอบอะไรเหมือนกัน ชอบฟุตบอล ชอบสะสมรองเท้าสตั๊ด ก็ชวนกันไปเตะบอล วันแรกก็ได้เรื่องเลย เอ็นฉีก (หัวเราะ) แต่ก็ดีนะ คือยอมรับเลย ตอนแรกความรู้สึก คือพี่โต๋น่าจะเป็นคนเรียบร้อย โรแมนติก แต่เขาก็มีอีกมุมแบบผู้ชายๆ มาที่น้องกวาง เราเจอเขาตั้งแต่ตอนออดิชั่น เพราะตอนนั้น เขาก็ให้ผมมาช่วยดูว่าจะเล่นกับใคร 5 คน เพราะว่าบทนี้ คือต้องมาเล่นเป็นน้องสาวผม ซึ่งทั้ง 5 คนก็มีความสามารถทั้งหมด แต่กับน้องกวาง เราเห็นความเป็นน้องสาวเราในตัวเขาจริงๆ ด้วยเวลาที่เราพูดกับเขา หรือสื่อสารอารมณ์ไป แล้วเขารับได้จริงๆ ซึ่งทั้งพี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) และพี่อ้าก็รู้สึกเหมือนกัน ก็เลยได้น้องกวางมาร่วมงานกัน


00ส่วนตัว “กัน” มองเสน่ห์ของเรื่อง “ลมหายใจ เดอะมิวสิคัล” ว่าเป็นอย่างไร
          หลายคนอาจมองว่า เรื่องนี้เคยทำมาแล้ว จะซ้ำไหม ด้วยโครงของเรื่องยังเหมือนเดิม แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทางพี่บอย ถกลเกียรติ กับพี่บอย โกสิยงพงษ์ ได้มีการคุยกัน กันมองว่าเสน่ห์ของเรื่องนี้ อยู่ที่แก่นของเรื่อง และข้อคิด เรื่องที่ดูแล้วจะได้แง่คิดที่ดีเหมือนเดิม ได้ความรู้สึกมีความสุข อิ่มเอิม ได้รู้สึกรักคนที่เรารักมากขึ้น

ถ่ายทอดชีวิตด้วยทุกลมหายใจกับความท้าทายบทใหม่ของ "กัน" นภัทร


00อยู่วงการมา 6 ปี เล่นละครเวทีมา 3 เรื่องรู้สึกยังไงกับศาสตร์นี้
          กันเล่นละครเวทีมา 3 เรื่อง แต่ 4 ครั้ง คือ สี่แผ่นดิน 2 เวอร์ชั่น มิสไซง่อน และมาเรื่องนี้ อย่างตอนสี่แผ่นดิน 2 เวอร์ชั่น เล่นรวมกันประมาณ 155 รอบ เพราะเวอร์ชั่นแรก เล่นเกิน 100 รอบ สำหรับผมรู้สึกว่า เสน่ห์ของละครเวทีอยู่ทั้งที่คนแสดงและคนดู อย่างคนแสดง ต้องแสดงออกมายังไง ที่ไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองเล่นซ้ำๆ ในคำพูดเดิม บทเดิม แต่ต้องทำให้ตัวเองไม่รู้สึกเบื่อที่จะพูด แต่ต้องจำให้ได้ว่า เราแสดงอะไรออกไป สำหรัับคนดู ก็จะได้ความรู้สึกว่าได้ดูอะไรใหม่ๆ ไม่เหมือนกันเลยสักรอบ เพราะแต่ละรอบ จะไม่เหมือนกันเลย ทั้งสำหรับคนแสดงและคนดู ผมว่าเสน่ห์ของละครเวทีอยู่ที่ การที่คนแสดงและคนดูมีความรู้สึกร่วมกัน ณ อารมณ์นั้น


@@ลมหายใจของ “กัน” นภัทร
00สำหรับ “กัน” ลมหายใจของกันคืออะไร
          ครอบครัว ลมหายใจของผม คือ พ่อแม่ พี่น้อง และคุณยาย พวกเขาคือทุกลมหายใจของผม ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน ตอนนั้นเราอาจจะหายใจแบบอิดโรย แต่พอนึกถึงพวกเขา มันทำให้เรามีลมหายใจที่จะฮึดสู้และมีพลังขึ้น (เสียงคลอ) มีหลายครั้งที่เรารู้สึกว่า เราหายใจแผ่วลง ผมกลับบ้านสุพรรณ กลับไปหาพ่อแม่ กลับไปหายาย มันเหมือนเป็นการต่อลมหายใจของผมขึ้นมาอีกครั้ง เพราะพวกเขาคือพลังในการที่ผมอยากมีลมหายใจต่อ


00เคยคิดไหมว่า ถ้าสักวันหนึ่งเป็นเหมือนตัวละครเรื่องนี้ ที่หมดลมหายใจ โดยที่เห็นคนที่รักเรา เขายังคิดถึงเราอยู่ จะรู้สึกอย่างไร
          เคยคิดนะ และยิ่งมาเล่นเรื่องนี้ ยิ่งทำให้คิดมากขึ้นกว่าเดิม คิดว่าถ้าเราไม่อยู่แล้ว คนที่เรารัก และรักเรา เขาจะเสียใจแค่ไหน เราเลยอยากทำในวันที่ยังมีชีวิตอยู่ให้มันดีที่สุด ทุกวันนี้โทรกาพ่อกับแม่แทบทุกวัน กันคิดมาเสมอ ว่ายายป่วย ยายอายุเยอะแล้ว ไม่ค่อยแข็งแรง ส่วนพ่อแม่ กับแม่ก็มีหลายโรค ที่ต้องดูแลในเรื่องของอาหารการกิน ดูแลในเรื่องของสุขภาพ เราคิดเสมอว่า ถ้าวันหนึ่งเราต้องสูญเสียพวกเขาไป เราจะไม่เสียใจ เช่นเดียวกัน ถ้าเราจากไป เราก็ไม่อยากให้พวกเขาเสียใจ เพราะฉะนั้นในวันนี้ เรามีเวลาตรงนี้อยู่ เราก็อยากที่จะทำทุกอย่าง ที่เราทำได้ให้กับเขา ทำทุกๆ วันให้ดีที่สุด ทุกวันนี้พ่อแม่อยากไปเที่ยวไหน เราพาไป หรือถ้าเราพาไปไม่ได้ เราก็จะบอกให้เขาไปเลย เดี๋ยวเราจัดการค่าใช้จ่ายทุกอย่างเอง หรือยายอยากได้อะไรบอกมา เราพร้อมจะหามาให้ ซึ่งเขาก็จะเป็นห่วงเรา ที่เราทำงานหนัก เพราะเขาก็รักเรามาก ไม่ต่างจากที่เรารักเขา (เสียงเริ่มเบาลง) เราพร้อมจะทำให้เสมอ และอยากจะบอกถึงคนอื่นๆ ว่าเวลาอยู่ด้วยกัน มันมีค่ามาก ควรดูแลรักษาเอาไว้ให้ดี 

ถ่ายทอดชีวิตด้วยทุกลมหายใจกับความท้าทายบทใหม่ของ "กัน" นภัทร


00เป็นผู้ชายไม่เขินเหรอเวลาบอกรักพ่อแม่ หรือแสดงออกอย่างกอด อย่างหอมพ่อแม่
          อาจเพราะว่าเราทำมาตลอด มันทำให้เราไม่รู้สึกเขิน หรืออาย ซึ่งบางคนก็อาจจะมีเขิน มีอายที่จะบอกรักพ่อแม่ หรือกอด หอมพ่อแม่ แต่สำหรับเราคือเราอยู่ไกลกับครอบครัวมาตลอด มันทำให้เรารู้สึกว่าเวลาที่อยู่ใกล้กัน เราก็อยากที่จะแสดงออก ให้สมกับความคิดถึงที่เรามี ความไกลก็เลยกลายเป็นเรื่องที่ดี ที่ทำให้เราอยากอยู่ใกล้และดูแลเขามากขึ้น


00การที่มาอยู่ตรงนี้ ทำให้รู้สึกว่าห่างไกลจากครอบครัวไหม
          ถามว่ารู้สึกไหม มันรู้สึกอยู่แล้ว เพราะด้วยงานของเรา ทำให้เราไม่มีเวลาอยู่กับคนที่เรารัก พอเวลาที่กลับบ้านที่สุพรรณ เราจะคิดเสมอว่า เราอยากมีเวลาอยู่ตรงนี้นาน อยากหยุดเวลาไว้ตรงนี้ หยุดทุกอย่างไว้ตรงนี้ ไม่ต้องขวนขวายอะไร ไม่ต้องไปแข่งขันอะไร เคยคิดนะว่า หรือเราจะกลับมาทำนา เลี้ยงควายที่บ้าน สบายใจดี พอเพียงไง (หัวเราะ) แม่ก็จะบอกว่า คนเราเวลามีอะไรอยู่กับตัว ก็จะอยากได้ในสิ่งอื่น วันนี้อยู่ตรงนี้ ก็อยากจะออกจากตรงนี้ เป็นสัจธรรม ถามว่ารู้ไหมว่า มันเป็นไปไม่ได้ ก็รู้แหละ ว่าวันนี้เรามีหน้าที่ตรงนี้ เรามีอีกหลายคนที่เราต้องดูแล ไม่ใช่แค่ตัวเราเท่านั้น เราต้องคิดถึงอนาคตยาวๆ ต่อไปไง 


00อีกหนึ่งลมหายใจของ “กัน” คือแฟนคลับ เคยบอกว่าไม่ชอบที่คนถามว่า “ถ้าวันหนึ่งไม่มีแฟนคลับ” จะอยู่ได้ไหม ตอนนี้ยังรู้สึกอย่างนั้นอยู่ไหม
          ปลงได้แล้ว (หัวเราะ) สมมติว่าถ้าวันหนึ่ง ทุกคนลืมเรา ก็เป็นสิ่งที่ีเราเข้าใจได้นะ เพราะว่ามันเป็นวัฏจักรของมนุษย์อยู่แล้ว ณ วันนี้เราไม่ได้ยึดติดในตรงนั้นแล้ว ถ้าวันหนึ่ง เราถูกลืมจริงๆ เราก็เข้าใจ เราไม่ได้คิดแล้วว่าคนต้องรักเราไปอีกนาน ไม่ได้คิดถึงตรงนั้นเหมือนตอนเด็กๆ แล้ว ว่าไปรักคนอื่นเหรอ ไปสนใจคนอื่นเหรอ อาจเพราะเราแก่แล้วไง อยู่ตรงนี้มา 6 ปี แล้วเห็นวัฏจักรนี้มาตลอด ตอนนี้สิ่งที่เรายึดติดคือ งานที่เราทำ ทำให้คนมีความสุขไหม ทั้งคนดู คนฟัง และคนที่ทำงานกับเรา และงานที่เราทำ มันพัฒนาอะไรไปได้แค่ไหน คือถ้าเรายังคิดเหมือนตอนเด็กๆ เราก็ทุกข์ ส่วนเขามีความสุขไง อันนี้มันก็ไม่ใช่ไง (ยิ้ม)

@@ บททดสอบ
002-3 ปีที่ผ่านมา เจอเรื่องราวต่างๆ มาเยอะ อะไรที่เป็นบททดสอบที่ทำให้เปลี่ยนไป
          เออ..ก็จริงนะ หลายปีที่ผ่านมา ก็เจออะไรเยอะ(หัวเราะ) อะไรที่ทำให้เปลี่ยนไป ผมว่าทุกเรื่องแหละ เพราะว่ามีหลายๆ เรื่อง ที่เราไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับเรา เรียกว่าทุกๆ การเปลี่ยนแปลงเป็นเหมือนบททดสอบเราหมด ทั้งเรื่องของการทำงานก็ตาม หรือเรื่องของแฟนคลับก็ตาม ทุกการเปลี่ยนแปลง มันทำให้เราสูญเสียพลังงานไปเยอะเหมือนกัน ก็ต้องมีการหาวิธีการบำบัดตัวเอง เพื่อมาเยียวยาหัวใจเรา เพราะผมเป็นคนที่ให้ใจกับทุกๆ อย่าง ทุกๆ เรื่อง และทุกๆ คน คือจะทุ่มเต็มร้อย แล้วเมื่อมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวัง มันเหมืิอนกำแพงที่เรามี มันทรุดลงไป ก็เลยต้องหาวิธีเยียวยา และซ่อมแซมมัน ผมจะมีอารมณ์ศิลปินในมุมลึกๆอยู่ ที่ผมจะใช้หัวใจเป็นตัวทำงาน และใช้สมองน้อยมาก มันเลยทำให้ไม่ได้หาวิธีป้องกันความผิดหวังไว้ แต่ด้วยเวลาที่อยู่ตรงนี้มาสักพักใหญ่ๆ มันทำให้เราปลงมากขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้เราใช้ใจน้อยลง แค่ทำให้เราเยียวยาตัวเองให้กลับมาได้เร็วขึ้นเท่านั้น 


006 ปีที่ผ่านมาเหมือนเรียนรู้อะไรได้มากขึ้น
          เรียนรู้เยอะนะ เรียนรู้ในโลกที่มันไม่ใช่ตัวเราเลย เพราะเราก็เป็นแค่เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ที่วันหนึ่งเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิง ในโลกที่เราไม่รู้จักมาก่อน มาอยู่ตรงที่มีคนให้ความสนใจ มีคนรัก มีแฟนคลับรัก และอีกมุมหนึ่งก็มีคนที่คอยจ้องจับผิด ทำอะไรผิดนิดหนึ่งก็จะถูกมองแรง มันก็ทำให้เราได้เรียนรู้ 

ถ่ายทอดชีวิตด้วยทุกลมหายใจกับความท้าทายบทใหม่ของ "กัน" นภัทร


00ความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สูญเสียพลังงาน รวมถึงเรื่องรายการ “4 โพดำ” ด้วยหรือเปล่า
          เคยถามกันในแก๊งว่า ถ้าไม่มี 4 โพดำ จะเป็นยังไง คำตอบมันหลากหลายมาก แต่มันจะมีความรู้สึกว่าพวกเราสี่คนไม่มี 4 โพดำไม่ได้ เพราะเรายังเรียกตัวเองว่า 4 โพดำกันอยู่ คือเราสี่คน มองตาก็รู้ว่าคิดอะไรกันอยู่ ถ้าสมมติว่าไม่มี 4 โพดำแล้ว แต่ในความรู้สึกของเรามิตรภาพตรงนี้มันก็ยังมีอยู่ เอาแค่ผมก่อนนะ ผมเป็นคนที่หวงมิตรภาพมาก ผมจะมีอารมณ์น้อยใจในเรื่องของเพื่อน ของมิตรภาพมากๆ สมมติถ้าเพื่อนไปเที่ยวกัน ไม่มีผม ก็จะรู้สึกแหละ จะมีไปคอมเม้นท์ในอินสตาแกรม เฟซบุ๊กในทำนองน้อยใจอะไรอย่างนี้ (หัวเราะ) เพราะผมเป็นคนเพื่อนไม่เยอะ ถามว่าอะไรที่จะทำให้ 4 โพดำจบได้ คือ พี่แก้ม (วิชญาณี เปียกลิ่น) มีแฟน เพราะถ้าพี่แก้มมีแฟน ไม่เห็นหัวพวกผมหรอก เพราะฉะนั้น 4 โพดำจบ (หัวเราะ)  


@@ ลาบวช
00ได้ฤกษ์งามยามดีในเรื่อของการบวชแล้ว เป็นเมื่อไหร่ อย่างไร
          จะบวชวันที่ี 10 ธันวาคมนี้ มีกำหนดบวชเป็นเวลา 15 วัน แต่ก่อนถึงวันบวช ก็ยังมีงานที่ต้องรับผิดชอบอยู่หลายอย่าง ก็พยายามที่จะหาเวลาท่องบทสวดไปเรื่อยๆ เพราะแม่ก็จะบอกว่า บางคนที่ไม่มีดวงจะบวชจริงๆ บางที่ท่องได้ เขาก็ไม่ให้บวชนะ ก็ต้องดูเรื่องนี้ คือเราอยากบวชมาก เพราะบอกกับยายมาตั้งนานแล้วว่าจะบวชให้ ก็บอกยายว่าอย่าเพิ่งรีบไปไหนนะ ซึ่งยายก็อายุมากแล้ว ความแข็งแรงก็น้อยลง


00เป็นปีที่เหมือนอยากที่จะทำหน้าที่ของลูกผู้ชายให้สมบูรณ์
          ใช่นะ เราเรียนจบให้พ่อแม่ภูมิใจ และบวชก็อยากบวชให้พ่อแม่และยาย มันเป็นความตั้งใจตั้งแต่แรกของเราอยู่แล้ว จริงๆ อีกอย่างที่อยากทำ คืออยากไปเรียนต่อ อยากไปเรียนไกลๆ ที่ต่างประเทศ อยากไปเรียนที่อังกฤษ ในเรื่องของซาวนด์เอ็นจิเนียร์ กลับมาจะได้เอาความรู้ที่ได้มาทำงานที่เรารักอย่างเต็มที่ เป็นแพลนที่คิดเอาไว้ แต่ยังไม่บอกกับผู้ใหญ่เลย (หัวเราะ) คิดเอง  


@@ ปิดฉากรัก 6 ปี
00ความสัมพันธ์กับ “ฐิสา” วริฏฐิสา ในตอนนี้คืออะไร
          เป็นเพื่อนกััน ที่ยังคุยกันอยู่ ถามว่าสถานะจะเปลี่ยนจากเพื่อนไปไหม คิดว่าคงไม่เปลี่ยนแล้ว เพราะเรารู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนกันดีที่สุดแล้ว เสียดายเวลาไหม ไม่เสียดายนะ เพราะว่าเราไม่ได้ทิ้งเขา ไม่ได้ขาดการติดต่อกัน และเพราะคำว่าเสียดายนี่แหละ ที่ทำให้เรายังคุยกันเป็นเพื่อนอยู่ ไม่ได้หายไปจากชีวิตกันและกัน คือเราสองคนอยู่ในฐานะเพื่อนกันจริงๆ


00ตอนนี้เปิดรับใครคนใหม่เข้ามาไหม
          ก็พยายามเปิดนะ แต่ก็ไม่มีใครเข้ามา อาจเพราะว่าเราไม่มีวลาด้วยแหละ (ไม่ใช่เพราะยังลืมคนเก่าไม่ได้) ไม่เกี่ยวหรอก แต่เรายังมีอะไรหลายๆ อย่างที่เราต้องปรับปรุงตัวเอง แก้ไขตัวเองให้เรียบร้อยก่อน 


00คนที่ใช่สำหรับกันต้องเป็นอย่างไร
          ต้องรักครอบครัวผม รักพ่อแม่ผม ผมรักพ่อแม่เขา พ่อแม่เขารักผม เข้าใจและดูแลซึ่งกันและกันได้ เราอยากดูแลเขาและเขาก็อยากดูแลเรา สเปกภายนอกไม่มีแล้ว


00ถ้า “ฐิสา” เขามีคนใหม่ “กัน” โอเคไหม
          ก็โอเค เรารับได้ แต่ก็คงรู้สึกอึนๆ นิดหนึ่ง เพราะเราคบกันมา 5-6 ปี แต่ก็เข้าใจนะ 

          ครบทุกเรื่องราวของผู้ชายชื่อ “กัน” นภัทร จริงๆ 


ชื่อจริง    : นภัทร อินทร์ใจเอื้อ
ชื่อเล่น    : กัน
เกิด    23 ตุลาคม พ.ศ. 2533
การศึกษา : จบการศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผลงานที่ผ่านมา : ละคร เรือนแพ, คู่กรรม, บัลลังก์เมฆ, ซิทคอมลูกพี่ลูกน้อง, พิธีกรรายการ " 4 โพดำ, 4 โพดำ Super Show, 4 โพดำ FUN&FIN", ละครเวที "สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล (2554) มิสไซง่อน, สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล (2557)
ผลงานล่าสุด : ลมหายใจ เดอะมิวสิคัล


เปิดอ่าน