‘ทนงศักดิ์' เปิดใจเตรียมแต่งเด็กกว่า 20 ปี

"นง" ทนงศักดิ์ นักแสดงรุ่นใหญ่ รับเตรียมแต่งงานครั้งที่ 2 กับ "ติ๊ก" ชลธิชา แฟนสาวนอกวงการ อายุห่างกัน 20 ปี

‘ทนงศักดิ์' เปิดใจเตรียมแต่งเด็กกว่า 20 ปี

       “นง” ทนงศักดิ์ กับแฟนสาว "ติ๊ก" ชลธิชา

         

         กำลังจะมีข่าวดี ลั่นระฆังวิวาห์ในวันที่ 9 ก.ค. นี้ ณ โรงแรม เอส 31 กับธีมงานแต่งสุดเก๋เกี่ยวกับการ “วิ่ง” สำหรับนักแสดงรุ่นใหญ่ “นง” ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ กับว่าที่เจ้าสาวนอกวงการ ชื่อ “ติ๊ก” ชลธิดา ล้ำเลิศยุทธศิลป์ ที่อ่อนกว่าถึง 20 ปี หลังจากนักแสดงรุ่นใหญ่ ได้สูญเสียภรรยาอันเป็นที่รักไปด้วยโรงมะเร็ง เมื่อ 11 ปี ก่อน รับหน้าที่เป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ให้ลูก ๆ ทั้ง 3 คน กระทั่งพรมลิขิตชักนำให้เขาได้มาเจอกับ “รัก” ครั้งใหม่ ซึ่งนักแสดงรุ่นใหญ่ให้นิยามเอาไว้ว่า “รัก เพราะอีกคนหนึ่งรักเขามากกว่า” ทาง “คม ชัด ลึก” ได้ต่อสายตรงไปถึงนักแสดงรุ่นใหญ่ เพื่อแสดงความยินดี และนำเรื่องราวดีๆ จากปากผู้ชายคนนี้มาบอกเล่าให้ฟัง

พบรักเพราะ “ต่อยมวย”

         จริงๆ เราไปต่อยมวยแล้วได้เจอกัน เมื่อประมาณ 4 ปี ก่อน ตั้งแต่เริ่มต้นรู้จักกัน ก็คบเลยนะ ผมไม่ได้เสียเวลายืดเยื้ออะไรเลย เพราะเรามั่นใจในตัวเขาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว และยิ่งมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ ถามว่าประทับใจเขาตรงไหน เขาเป็นคนเก่ง และเข้ามาเติมในส่วนที่เราไม่มี เขามาสอนให้เรามองชีวิตและพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นทุกด้าน ตอนที่เจอกันเขาเป็นเซลล์อยู่ที่โรงแรม เอส 31 ตอนนั้นเขาเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ซึ่งตอนแรกเขาไม่ได้คิดจะกลับมาเมืองไทย แต่เป็นเพราะเขามีปัญหาอะไรสักอย่างหนึ่ง พอกลับมาเมืองไทยที่บ้านเขามีธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอยู่ แต่เขาไม่อยากทำ เขาเลยออกมาทำงานเอง เพราะเขาไปอยู่เมืองนอกมา 2-3 ปี พอกลับมา เขามองหางาน และพอดีกว่าโรงแรม เอส 31 รับสมัครเซลล์ เขาเลยมาสมัครงาน โดยเริ่มต้นจากการที่เขาไม่ได้มีความรู้ด้านนี้เลย พอดีกับว่าผมรู้จักกับเจ้าของโรงแรม (“หนึ่ง” สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์) ซึ่งเปิดคลาสต่อยมวยที่โรงแรม ผมเลยมาต่อยมวยด้วย ซึ่งคุณหนึ่ง สรัญ เขาเห็นว่าไหนๆ เขาก็ต่อยมวยแล้ว เลยเชิญพนักงานมาต่อยมวยด้วย นั่นทำให้ผมได้เจอกับติ๊ก ผมคิดว่าเขาน่ารัก และดูเฮลตี้ (แข็งแรง) ดี พอคุยกันก็รู้สึกว่า ถูกคอ เขาดูเป็นคนแมนๆ ไม่เรื่องมาก อายุก็ 30 ต้นๆ แล้ว ถือว่าโอเค พูดจากันรู้เรื่อง ถามว่าอายุห่างกันกี่ปี 20 ปี พอดี

 

‘ทนงศักดิ์' เปิดใจเตรียมแต่งเด็กกว่า 20 ปี

‘ทนงศักดิ์' เปิดใจเตรียมแต่งเด็กกว่า 20 ปี

       การ์ดแต่งงาน “นง” ทนงศักดิ์ กับแฟนสาว "ติ๊ก" ชลธิชา

 

“ลูก” ไฟเขียวให้ “พ่อ” แต่งงาน

         ลูกๆ ถามผมมาตั้งนานแล้วว่า “ทำไมไม่แต่ง” ถามผมมาตลอด เพราะผมรู้สึกว่าเฉยๆ กับการแต่งงาน แต่พอมันตกตะกอนอะไรบางอย่าง เพื่อคนที่เรารัก และเราเชื่อว่าเขาคงมีความสุข กับการที่เห็นพ่อแม่เขามีความสุข เพราะตัวติ๊กเอง พ่อแม่ เขาคงมีความคาดหวังว่า ลูกสาวเมื่อไหร่จะแต่งงาน ตัวเราเองมีลูกสาว เราก็รู้นะ เราเข้าใจ ส่วนลูกๆ ของผม เห็นติ๊กตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมไปต่อยมวย เพราะลูกๆ ผมไปด้วย ลูกเลยเห็นว่า อยู่ดีๆ พ่อก็เข้าไปคุยกับเขาเลย (หัวเราะ) ลูกๆ ก็มีเซ้นส์ เพราะเวลามีอะไร ผมจะพูดตรงๆ กับลูกอยู่แล้ว ผมก็บอกลูกว่า “ชอบเขานะ” แต่ตอนนั้นไม่ได้หมายความว่า ติ๊กต้องมาชอบผมด้วยนะ เพราะถ้าเขาได้มาเรียนรู้เราจริงๆ ได้มาเจอครอบครัว เจอลูกๆ เขาอาจจะไม่ชอบผมก็ได้ ความรักก็เป็นแบบนี้

เอาชนะใจ "พ่อตา แม่ยาย”

          ถามว่าพ่อแม่เขารู้มาตั้งแต่ต้นแล้วใช่มั้ยว่าลูกสาวคบกับผม รู้ตั้งแต่แรกๆ แล้ว เพราะผมไปบ้านเขา และพ่อแม่เขาก็ตกใจ เหมือนรู้สึกแปลกใจมากกว่า และในแวบแรกที่เห็นอาจจะรู้สึกไม่มั่นคงกับเรา ซึ่งก่อนหน้านั้นพ่อแม่เขา เห็นเราให้สัมภาษณ์เรื่องครอบครัว เรื่องวิถีชีวิต เขาก็รู้สึกชื่นชมเรา แต่พอลูกของเขาต้องมาคบกับเรา เขาก็รู้สึกว่า มันจะเป็นไปได้ยังไง เหมือนเราเป็นดารา เป็นคนที่อยู่ในทีวี ไม่น่าจะมาเจอในชีวิตจริงได้ อยู่ๆ มาคบกับลูกสาวเขา มันจะเป็นไปได้มั้ย ประกอบกับเรามีลูกแล้ว ลูกเราจะโอเคหรือเปล่า ผมเข้าใจคนเป็นพ่อ เป็นแม่ ต้องคิดมากขึ้นอยู่แล้ว ถามว่าผมต้องพิสูจน์ตัวเองมั้ย ผมไม่ต้องมานั่งพิสูจน์ตัวเองอะไรนะ คือสามารถมาดูที่บ้านผมได้เลย เพราะตอนที่เริ่มคบหาดูใจกัน พ่อแม่เขาก็มาที่บ้านผมเลย เพราะผมต้องซ่อมบ้าน แล้วพ่อเขารับเหมาก่อสร้าง เราก็ได้มาพูดคุยทำความรู้จักกัน

วางใจให้ดูแลลูกๆได้

         ติ๊กเขาสนิทกับลูกผมอยู่แล้ว เขาจะรู้ว่าคนนี้ชอบแบบนี้ คนนี้ชอบใส่เสื้อสีไหน เขาเป็นคนเก็บรายละเอียด ลูกคนนี้ใช้ยาสระผมยี่ห้ออะไร หรือชอบกินแบบไหน ซึ่งบางทีผมยังจำไม่ได้เลย เขาเป็นคนละเอียดมาก เขาจะบอกผมว่า ให้ซื้ออันนี้ไปฝากลูกคนกลางนะ หรืออะไรที่ลูกคนเล็ก หรือคนโตชอบ ส่วนเรื่องหลังแต่งงานผมจะมีลูกอีกคนมั้ย ไม่นะ เพราะผมคุยกับเขาตั้งแต่แรกแล้วว่า ถ้าอยากมีลูกต้องแต่งงานกับคนอื่นนะ (หัวเราะ) แต่ตอนแรกๆ เขาก็มีรู้สึกนิดหนึ่ง แต่เขาเข้าใจเรา และความต้องการของเรา ต้องมาหาตรงกลาง ผมบอกเลยว่า ถ้ายูไม่มีความสุข ยูบอกไอได้เลย ถามว่าผมไม่อยากมีลูกเพิ่มเพราะด้วยอายุหรือเปล่า คือผมทำหมันมานานแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ภรรยาของผมยังอยู่ ซึ่งตอนนั้นผมมีความรู้สึกว่า ไม่อยากมีลูกแล้ว มีลูก 3 คนพอแล้ว ผมคิดตั้งแต่ตอนที่ผมอายุ 30 กว่าๆ และยิ่งเรามาทำงานเพื่อสังคมเยอะๆ ถ้าเรามีลูกเล็กอีกคน เราต้องใช้เวลามานั่งดูแลลูกอีก ในขณะที่เราสามารถใช้เวลาตรงนี้ไปทำอย่างอื่นเพื่อสังคมได้อีกมาก มันยังมีคนอื่นที่เราสามารถดูแลได้ แต่ผมเข้าใจนะ เพราะเขายังไม่เคยมีลูก ช่วงแรกเขาอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่สุดท้ายเขาก็เข้าใจ และเห็นในสิ่งที่ผมทำมากขึ้น ด้วยความที่เขารักผมแหละ ต้องบอกว่า เขารักผมมากกว่าผมรักเขานะ คงเพราะผมหล่อมั้ง (หัวเราะ)

ใช้การกระทำ มากกว่าคำสัญญา

         เรื่องคำสัญญา ผมไม่รู้ว่าจะมีอะไรสัญญา ผมคิดว่าทุกอย่างอยู่ที่การกระทำมากกว่า ประสบการณ์ในชีวิตทำให้เราเห็น หรือคุณเห็นว่าที่ผ่านมา ผมทำอะไรได้บ้าง แต่ถ้าจะให้พูดออกมาเป็นคำพูดจริงๆ คือ ผมจะอยู่กับคุณ จนลมหายใจสุดท้ายของผมแล้วกัน อาจจะเป็นลมหายใจสุดท้ายของคุณ หรือของผมก็ได้

ธีมงานแต่งเกี่ยวกับการวิ่ง

         จริงๆ ผมอยากจะเน้นเรื่องงานวิ่ง มากกว่างานแต่งอีก เพราะผมรณรงค์เรื่องออกกำลังกายมาอยู่แล้ว ผมอยากให้เอาเรื่องของเรามาผูกกับการวิ่ง เพื่อจะให้คนหันมามองเรื่องการออกกำลังกาย ดูแลรักษาสุขภาพ เลยมาคิดว่าจะเชื่อมโยงยังไง คือตอนนี้เช้าเราต้องตื่นมาแห่ขบวนขันหมาก มารับเจ้าสาว ซึ่งการรับเจ้าสาวคนอื่นอาจจะขับรถไป แต่ของเรา ใช้การเดิน หรือวิ่งเอา มีการจำลองเรื่องราวขึ้นมา มาปรับใช้ให้มีกิจกรรมสอดคล้องกัน ดึงเอาวัฒนธรรมไทยที่มีในอดีตมาใช้ด้วย เท่าที่เราจะทำได้ ในงานจะมีแตรวง มีรำกลองยาว มีลำตัดของแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ มาเล่นให้ และมีหนูแหม่ม (สุริวิภา กุลตังวัฒนา) กับบ๊อบบี้ (โรเบิร์ต พูนพิพัฒน์ สามีหนูแหม่ม) มาเป็นพิธีกรในงานให้

ชีวิตรักการวิ่ง

         ทุกวันนี้ผมยังวิ่งอยู่ ช่วงที่ผมยุ่งกับงานแต่ง จริงๆ ผมยังอยากออกไปวิ่งนะ เพราะการวิ่งทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง และไม่ได้จะบอกว่า วิ่งเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงอย่างเดียว ถ้าคุณทำงานเครียดๆ แล้วออกไปวิ่งสักครึ่งชั่วโมง คุณจะหายเครียด เพราะคุณเอาตัวเองออกไปจากความวุ่นวาย ออกไปอยู่กับตัวเอง ได้คิดและตกตะกอนขณะที่เราวิ่ง ก่อนจะกลับมาสู้ใหม่ อย่างติ๊กเขาก็ชอบ เพราะเขารักการออกกำลังกาย แต่ช่วงกลางปีที่แล้ว เขาขาหัก เลยไม่ค่อยได้วิ่ง แต่ผมจะบอกเขาเสมอว่า เมื่อเกิดเรื่องไม่ดีในชีวิต ก็จะมีเรื่องที่ดีเพิ่มขึ้นเหมือนกัน ฉะนั้นตอนที่เขาขาหัก ผมเลยพาเขานั่งรถเข็น และผมก็เข็นเขาวิ่ง แล้วเราก็วิ่งไปด้วยกัน ถ้าเขาไม่ขาหัก มันจะไม่มีโมเม้นท์แบบนี้ อยากให้หาเรื่องราวดีๆ ในเรื่องไม่ดีให้เจอ จะไปนั่งเศร้าทำไม

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ

         ภรรยาผมเสียไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ประมาณปี 2548 และผมเริ่มวิ่งรณรงค์ เมื่อปี 2549 ถ้าให้ผมพูด คือการเสียชีวิตของภรรยาผม มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ถามว่าผมอยากให้เกิดมั้ย ผมไม่ได้อยากให้เกิด แต่ถ้าอะไรที่เกิดขึ้นแล้ว ให้มองว่า มันเป็นเรื่องที่ดีเสมอ ถ้าเขาไม่เสียชีวิตในวันนั้น ผมจะได้มาวิ่งออกกำลังกายในวันนี้เหรอ หรือผมจะได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งหรือเปล่า แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมก็ไม่อยากให้เขาเสียชีวิตหรอก แต่ในเมื่อเราย้อนเวลาไม่ได้ คงต้องมองให้เป็นเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้น เอาเข้าจริง ถ้าหากตอนนี้ภรรยาผม มองลงมา เขาจะรู้สึกเสียใจ หรือดีใจกับสิ่งที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้ เพราะเขาตายไป ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมดูแลลูก และใช้ชีวิตต่อไป ภรรยาผมคงคิดว่า ไม่เป็นไรหรอก ถึงวันหนึ่งเดี๋ยวผมก็ต้องตามเขาไป

         ในมุมกลับกัน ถ้าผมเอาแต่นั่งเศร้าดูรูปเขาอยู่กับบ้าน มันจะเป็นยังไง ทุกอย่างอยู่ที่เราเลือก และคนที่เลือกแบบนั้น ผมไม่ได้รู้สึกว่าแย่นะ เพียงแต่ผมไม่ได้เลือกเท่านั้นเอง ขอให้คุณมีความสุขกับสิ่งที่คุณทำเท่านั้นแหละ อย่างผมต้องนั่งเครื่องบินไปพูด เรื่องการรณรงค์ให้เลิกบุหรี่ ที่จังหวัดพิษณุโลก เป็นโครงการของ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) และองค์การอนามัย ถ้าผมเกิดเครื่องบินตก แล้วตายขึ้นมา ผมยังบอกกับสายงานของผม ให้บอกติ๊กว่า ยูต้องจัดงานวิ่งต่อให้ได้นะ ยูวิ่งคนเดียวได้ เพราะชีวิตคนเรามันไม่แน่นอน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ชีวิตต้องดำเนินต่อไป


เปิดอ่าน