กรณีศึกษา 'ปอ' ทฤษฎี ถึงเวลาแก้ปัญหาสื่อละเมิดสิทธิหรือยัง?

กรณีศึกษา 'ปอ' ทฤษฎี ถึงเวลาแก้ปัญหาสื่อละเมิดสิทธิหรือยัง? : โดย...จักรวาล ส่าเหล่ทู

 
                      เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา วงการบันเทิงได้สูญเสียพระเอกผู้มากความสามารถ ‘ปอ’ ทฤษฎี สหวงษ์ โดยจากไปด้วยวัย 36 ปี จากโรคไข้เลือดออก ซึ่งประเด็นที่มีกล่าวถึงอย่างกว้างขวางคงหนีไม่พ้นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ที่รอทำข่าวการเคลื่อนย้ายร่างของพระเอกหนุ่ม โดยภาพที่ปรากฏออกมากลายเป็นว่า “นักข่าว-ช่างภาพ” ได้รุมเบียดคนในครอบครัว ญาติ มิตร ของพระเอกหนุ่ม เพื่อให้ได้ภาพที่ใกล้ชิดที่สุด โดยสังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการละเมิดความเป็นมนุษย์ ส่งผลให้สมาคมสื่อที่เกี่ยวข้องต้องออกมาแถลงข่าวขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
 
                      สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ โดยได้จัดเสวนาเรื่อง “ร่วมคิด ร่วมแก้ ปัญหาสื่อละเมิดสิทธิ” เพื่อหาทางร่วมกันในการแก้ปัญหาจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำสื่อ รวมถึงรับฟังความเห็นจากมุมมองของนักวิชาการด้วย
 
                      “เสรี ชยามฤต” นายกสมาคมนักข่าวบันเทิง กล่าวว่า สมาคมนักข่าวบันเทิงเป็นอีกสมาคมที่มีปัญหามากมายนานแล้ว ในสมัยที่มีข่าวการเสียชีวิตของราชินีเพลงลูกทุ่ง “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ก็มีเหตุชุลมุนแบบเดียวกับกรณีการทำข่าวการจากไปของปอ แต่ว่าจำนวนคนเมื่อก่อนอาจจะไม่มากเท่าปัจจุบันนี้ 
 
                      ส่วนถ้าถามว่านักข่าวสายบันเทิงมีจรรยาบรรณในการทำข่าวหรือไม่ ตอบได้เลยว่ามี แต่ที่มีน้อยคือจำนวนคนที่ยึดถือตามหลักจรรยาบรรณดังกล่าว ส่วนใหญ่มักจะใช้สิทธิพิเศษอื่นมากกว่า นอกจากนั้นยังมีนักข่าวสายอื่นถูกส่งเข้ามาเพื่อเก็บข่าวด้วย ซึ่งอาจจะไม่รู้กติกาหรือข้อตกลงระหว่างนักข่าวสายข่าวบันเทิงด้วยกัน อีกทั้งยังมีเรื่องของ “นักข่าวผี” ที่สร้างความเสื่อมเสียโดยรวมมาก ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นอีกภารกิจหนึ่งที่สมาคมกำลังทำ
 
                      นายกสมาคมนักข่าวบันเทิง กล่าวอีกว่า อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักข่าวไม่สามารถทำงานโดยยึดตามหลักจรรยาบรรณได้ เป็นเพราะนโยบายของสื่อแต่ละที่ต่างกันซึ่งต้องยอมรับว่าทุกวันนี้นโยบายอยู่เหนือเหตุผล โดยตัวนโยบายเองก็มาจากเจ้าของสื่อ ทั้งนี้ จากประสบการณ์ที่เคยเป็นนักข่าวภาคสนามเคยถูกบรรณาธิการสั่งว่าให้ตามข่าวหนึ่งให้ได้ หากทำไม่ได้ก็จะถูกตราว่าไร้ความสามารถ ซึ่งอาจจะมีผลต่อการประเมินและความมั่นคงในการงานได้ ด้วยเหตุนี้ไม่ว่านักข่าวอยากทำตามจริยธรรม-จรรยาบรรณก็ทำได้ยาก ดังนั้น ขอเสนอว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหารองค์กร เจ้าของสื่อ จะต้องตื่นตัวเรื่องนี้ การแก้ปัญหาดังกล่าวจะต้องเริ่มต้นที่การกำหนดนโยบายด้วย
 
                      ในขณะที่บุคลากรระดับบรรณาธิการ หรือ บก. อย่าง “ศตกมล วรกุล” บรรณาธิการบริหาร New TV กล่าวว่า ทุกวันนี้สื่อออนไลน์มีอิทธิพลสูงมาก ซึ่งมีความรวดเร็วสูง อีกทั้งประชาชนนิยมแชร์เนื้อหาเพจต่างๆ มากกว่าสื่อกระแสหลักด้วย ซึ่งกลายเป็นว่าสื่อออนไลน์เหล่านั้นกลายเป็นบุคคลที่สาม (3rd Party) ที่มีขนาดใหญ่มากๆ จนเกิดความเข้าใจผิดว่าคนเขียนเหล่านั้นเป็นสื่อมวลชนมืออาชีพอย่างพวกเรา และอีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือนักข่าวและช่างภาพบางคนไม่ได้จบนิเทศศาสตร์โดยตรง จึงอาจจะขาดการเรียนรู้เรื่องของจริยธรรมความเป็นสื่อหรือขอบเขตการทำงาน ซึ่งจุดนี้ก็ต้องหาทางแก้ไข 
 
                      นอกจากนี้ สมาคมที่เกี่ยวข้องกับสื่อเองมีหลากหลายและขาดความเป็นเอกภาพและไม่มีมาตรการกำกับกันเองที่ชัดเจน ประเด็นนี้ก็ต้องคิดไปอีกว่าทำอย่างให้แต่ละสมาคมรวมตัวกันและสามารถดูแลคนในวิชาชีพได้
 
                      “ปัจจุบันเห็นว่าสื่อทีวีมีการพัฒนาเรื่องจริยธรรมมากขึ้น เช่น ส่วนใหญ่จะไม่เสนอหน้าเหยื่อที่อยู่ในข่าว ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดี อีกอย่างที่อยากเสนอแนะคืออยากให้มีองค์กรที่จะเป็นหน่วยสร้างมาตรฐานเรื่องจริยธรรมจรรยาบรรณ เปรียบได้กับไอเอสโอด้านจริยธรรมสื่อ กล่าวคือนักข่าวหรือองค์กรต้องผ่านการอบรบหรือประเมินว่าผ่านไอเอสโอก่อนจะเข้าสู่วงการ สิ่งนี้เห็นว่าควรต้องทำเลย ซึ่งจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยหน่วยงานสื่อ หน่วยงานกำกับสื่อ นักกฎหมาย ต้องบูรณาการไอเอสโอจริยธรรมสื่อให้ได้เป็นมาตรฐาน” บรรณาธิการหญิงผู้นี้ระบุ
 
 
 
 
                      ด้านมุมมองของประชาชนผู้เสพสื่อ “ทิชา ณ นคร” ผอ.ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกาญจนาภิเษกและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านสังคม กล่าวว่า เมื่อคนตายพูดไม่ได้ปกป้องตัวเองไม่ได้ ไม่ถูกเคารพจะถูกละเมิดความเป็นมนุษย์ ซึ่งที่จริงแล้วเขาจะต้องได้รับความเคารพจนถึงวินาทีสุดท้าย อย่างไรก็ดีทุกวันนี้นักข่าวมีมากขึ้นและคนทั่วไปก็มีสื่อในมือ ซึ่งเราจะต้องทบทวนทั้งระบบของสื่อมวลชน ยิ่งในยุคที่มีสื่ออื่นที่ไม่ได้สังกัดสมาคมต้องพิจารณาว่าเราจะมีการปรับตัวอย่างไร เพราะที่ผ่านมาการควบคุมกันเองก็ล้มเหลว
 
                      “ตอนนี้เรายังเหลือพื้นที่ในการทบทวน ซึ่งอาจจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงาน จากที่คิดว่าที่ทำข่าวละเมิดสิทธิเป็นเพราะประชาชนต้องการอย่างนั้น แต่ทุกวันนี้มีความชัดเจนแล้วว่าประชาชนเองก็ไม่ได้ต้องการภาพที่ใกล้ชิดขนาดนั้น หากการทำงานยังมีความคิดแบบเดิมก็จะเหมือนกับสื่อที่เป็นแค่ผ้าสกปรก พยายามเช็ดโต๊ะให้สะอาด นอกจากนี้ยังต้องกล้าหาญเปลี่ยนวิธีคิดกับเรื่องอื่นด้วย ไม่ทำเรื่อง ทำละคร ภาพยนตร์ ที่มีเนื้อหาล่อแหลมทางสังคม แล้วอ้างว่าสังคมชอบ” ทิชา กล่าว
 
                      ทั้งนี้ นอกจากการรายงานข่าวแล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่างภาพก็เป็นส่วนหนึ่งของความชุลมุนในการทำข่าวเคลื่อนย้ายร่างของ “ปอ” ทฤษฎี โดย “สาโรช เมฆโสภาวรรณกุล” บรรณาธิการฝ่ายภาพ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ กล่าวว่า ความคาดหวังของฝ่ายบรรณาธิการ เราจะหวังในสิ่งที่ละเมิดความเป็นมนุษย์หรือละเมิดจรรยาบรรณไม่ได้ หลายครั้งที่เราไม่ได้รูปแต่ทำไมเรายังนำเสนอข่าวได้ หมายความว่าเราสามารถหลีกเลี่ยงโดยการนำเสนอภาพอื่นได้ ซึ่งยังคงอยู่บนหลักจรรยาบรรณ อย่างไรก็ตาม การมาพูดในงานเสวนาครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการตำหนิใคร แต่เป็นการตั้งคำถามว่าเราได้ทำหน้าที่ผู้เฝ้าประตู (Gate Keeper) ดีหรือยัง หรืออบรมคนในองค์กรดีพอไหม
 
 
 
 
                      สาโรช ให้ความเห็นว่า ถ้าเราไม่ควบคุมกันเองก่อน เราจะถูกกฎหมายควบคุม ทั้งนี้ก็เข้าใจว่าช่างภาพในสนามต้องถ่ายภาพหลายๆ มุม หากเราพบภาพที่ละเมิดจรรยาบรรณไม่ถูกต้องก็ต้องติงช่างภาพสนามว่าถ่ายมาทำไมหรือมีประโยชน์อะไร น้องช่างภาพใหม่ๆ อาจจะไม่รู้เรื่องนี้ ซึ่งรุ่นพี่ก็ต้องคอยตักเตือน เราต้องอยู่ในฐานะที่ต้องเคารพความเป็นมนุษย์ และวิธีการได้มาของรูปจะต้องเคารพกัน อยากให้ช่างภาพช่วยกันดูแลเรื่องนี้ก่อนที่จะถูกประณามไปมากกว่านี้ ซึ่งก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับอีกหลายๆ คนที่มีจริยธรรมในวิชาชีพเหมือนกัน
 
                      “หลังจากงานเสวนาครั้งนี้ ก็จะมีเหตุการณ์คล้ายๆ กรณีการทำข่าว "ปอ" ทฤษฎี อีก เพราะเราไม่เคารพซึ่งกันและกัน หลายครั้งที่เราพยายามจะสร้างแนวทางปฏิบัติงานร่วมกันแต่บางคนต้องการมากกว่า ไม่ทำตามที่คุยกันก่อนหน้านี้ ก็จะประสบปัญหาความชุลมุน ดังนั้นการแก้ปัญหาจะต้องเริ่มที่คนก่อนเป็นอันดับแรก ต่อมาก็ต้องแก้ไขที่องค์กรและลำดับสุดท้ายคือแก้ที่สังคม ซึ่งก็ต้องขอความเห็นใจให้แก่ที่ทำงานอย่างมีจริยธรรมด้วย"
 
                      ส่วนมุมมองของนักวิชาการด้านสื่อ “ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์” คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นจุดสำคัญ ที่ทำให้องค์กรวิชาชีพสื่อหันมาคุยถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทั้งนี้ การที่เรามีคู่แข่งมากขึ้นซึ่งนอกจากการแข่งกับสื่อกระแสหลักแล้ว เรายังมีนักข่าวพลเมืองที่มีสมาร์ทโฟนในการนำเสนอข่าวสาร ไม่ใช่ข้ออ้างว่าจริยธรรมสื่อจะต้องหย่อนยานลง โดยเราจะต้องแสดงให้เห็นถึงจริยธรรมที่มีมากกว่าสื่ออื่น และเมื่อถึงเหตุการณ์ชุลมุนผู้คนก็จะแยกออกว่าใครเป็นสื่อมวลชนมืออาชีพ
 
 
 
 
                      “ในยุคที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง เจ้าของสื่อเองก็ต้องชัดเจนก่อนว่าข่าวสารไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วๆ ไป หากจะมีอิทธิพลอย่างมาก ลองคิดดูว่าถ้ามีภาพของผู้ตายนำเสนอออกไป ทางญาติจะรู้สึกอย่างไร ซึ่งเจ้าของหรือบรรณาธิการเองก็ต้องย้ำเตือนกับนักข่าวภาคสนามว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องต้องห้าม หากเรามีกติกาที่แน่นอน ผมเชื่อว่าเหตุการณ์ชุลมุนกรณีการทำข่าว “ปอ” ทฤษฎี จะน้อยลง” ดร.มานะ กล่าว
 
                      สำหรับการแก้ไขปัญหา ดร.มานะ ระบุว่า อยากจะเห็นองค์กรสื่อแต่ละแห่งมีคณะกรรมการตรวจสอบภายในเรื่องจริยธรรม ซึ่งมีองค์ประกอบจากคนภายในองค์กรและคนภายนอกที่มีความเป็นกลางเข้าร่วมด้วย ทั้งนี้การตั้งคณะกรรมการดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าของสื่อด้วย จะเห็นว่าแต่ละองค์กรมีการตรวจสอบภายในเรื่องการเงิน เรื่องบัญชี ทำไมจะมีเรื่องตรวจสอบจริยธรรมไม่ได้ นอกจากนี้ในส่วนของเพจ บล็อกเกอร์ต่างๆ ต้องยกระดับจริยธรรมจรรยาบรรณเช่นกัน อาจต้องรวมตัวกันร่างกฎระเบียบร่วมกันเพื่อยกระดับวงการสื่อไปพร้อมกันทั้งระบบ
 
 
 
 
----------------------
 
(กรณีศึกษา 'ปอ' ทฤษฎี ถึงเวลาแก้ปัญหาสื่อละเมิดสิทธิหรือยัง? : โดย...จักรวาล ส่าเหล่ทู)
 
 
 
 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

เปิดอ่าน