เส้นทาง‘ติ๋ม ทีวีพูล’เมื่อถึงวันที่‘ไม่บันเทิง’

เส้นทาง‘ติ๋ม ทีวีพูล’เมื่อถึงวันที่‘ไม่บันเทิง’

              ช็อกวงการบันเทิงกันพอสมควรสำหรับคำประกาศของ "ติ๋ม ทีวีพูล" พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยทีวี จำกัด ผู้รับสัมปทานคลื่นทีวีดิจิทัลจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในนามช่องไทยทีวี กับ LOCA ซึ่งถือเป็นรายแรก ที่ไม่จ่ายค่าสัมปทานทีวีดิจิทัล งวดที่ 2 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2558 พร้อมกับประโยคเด็ดๆ เสียดแทงใจที่ว่า "ใครจะจ่ายก็จ่ายไป แต่เราและอีกหลายช่องไม่ยอมจ่ายแน่ๆ ธุรกิจดิจิทัลไม่ได้สวยหรูกว่าที่คิด"
    
               แน่นอนว่า "ติ๋ม ทีวีพูล"  โยนความผิดพลาดให้เป็นของ กสทช. ที่ไม่ทำไปตามแผนแม่บทที่วางไว้
    
              "ติ๋ม ทีวีพูล" ทำหนังสือถึงกสทช.ในนามบริษัทไทยทีวี โดยแจ้งขอยกเลิกใบอนุญาตและการประกอบกิจการของ 2 ช่องทีวีดิจิทัล โดยระบุถึงเหตุผลของการยกเลิกว่าเป็นความผิดพลาดของกสทช.เองในการบริหารทีวีดิจิทัลที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายจนส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทเป็นจำนวนมหาศาล
    
              นอกจากนี้ที่ผ่านมาทางบริษัทไทยทีวี เคยมีหนังสือถึงกสทช.เพื่อให้กสทช.ปฏิบัติตามกฎหมายและแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์มาแล้วหลายครั้งแต่ก็ได้รับการเพิกเฉย ดังนั้นทางบริษัทจึงขอยกเลิกการทำกิจการทีวีทั้งสองช่องคือไทยทีวี และ LOCA โดยให้มีผลนับจากวันที่หนังสือดังกล่าวถึงมือ กสทช.ภายใน 15 วัน ซึ่งไทยทีวีเองจะไม่ขอเยียวยาผู้ใช้บริการเพราะผู้รับชมทีวีดิจิทัลมีจำนวนไม่มากและมาจากความผิดพลาดของกสทช. แต่ยังคงขอสงวนสิทธิ์ในการที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อไป
     
              ชื่อของ"ติ๋ม ทีวีพูล"  เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง หลังจากที่เธอถูกยกให้เป็น "เจ้าแม่ของสื่อบันเทิง"
    
              แต่ก่อนที่จะมาเดินบนเส้นทางสายมายานี้ เธอเริ่มต้นจากการทำรายการวิทยุ ในนาม บริษัท ซาวด์ โปรเจ็คท์ จำกัด ผลิตเพลงประกอบละคร จากนั้นเมื่อได้รู้จักและแต่งงานกับ เกรียงศักดิ์ สกุลชัย หรือ ต้อย แอ๊คเนอร์ จึงตัดสินใจที่จะทำนิตยสารบันเทิงในนาม "ทีวีพูล" และตั้งบริษัทชื่อ โน้ต พับลิชชิ่ง จำกัดขึ้นมา เมื่อปี 2533
     
              นิตยสารทีวีพูล ครองตลาดนิตยสารบันเทิง จนถูกยกให้เป็นนิตยสารบันเทิงอันดับหนึ่งของเมืองไทย เมื่อเห็นช่องทาง ติ๋ม ทีวีพูล จึงเปิดนิตยสารอีก 2 เล่ม เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ คือ นิตยสาร สไปซี่ ที่เน้นในเรื่องของแฟชั่น ความสวยงาม และนิตยสารสตาร์นิวส์ ที่ให้น้ำหนักเรื่องของปาปารัซซี่และข่าวกอสซิป
     
              ว่ากันว่า นิตยสารทั้ง 3 เล่มทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ และเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย จากนั้นเจ้าแม่สื่อบันเทิงยังเปิดนิตยสารไลฟ์สไตล์ที่ชื่อว่า "LIVE" ออกมา แต่คราวนี้กลับไม่ตอบโจทย์ของตลาด จึงอยู่ได้ไม่ถึง 2 ปีก็ต้องปิดตัวลงไป
     
              คนวงการบันเทิงถึงกับเมาท์กันสนั่นว่า 20 ปีในวงการมายาของ "ติ๋ม ทีวีพูล" นั้น เธอสามารถเนรมิตได้เสมอว่า ดารา นักร้อง คนบันเทิง คนไหนจะเกิดหรือจะดับ
     
              คนใกล้ตัวของเจ๊ติ๋ม บอกว่า น้ำใสใจจริงของเธอนั้น เป็นคนสบายๆ สังเกตได้จากการแต่งเนื้อแต่งตัวที่ดูเรียบง่ายไม่มีพิธีรีตอง นอกจากเวลาออกงานใหญ่ๆ จะจัดหนัก ส่วนไลฟ์สไตล์ของเธอนั้น ยามว่างมักชอบเดินห้างช็อปปิ้ง ทะเลคือแหล่งเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจที่เธอโปรดปรานมากที่สุด หรือไม่ก็พาครอบครัวกับลูก 3 คน ไปเที่ยวต่างประเทศ
     
              ในปี  2548 "ติ๋ม ทีวีพูล" ขอเปิดตัวอีกครั้งกับการทำรายการทีวีที่มีชื่อว่า "ทีวีพูล ทูไนท์" และ "ทีวีพูล ไลฟ์"  ที่ออกอากาศทางช่อง 5 ซึ่งเป็นการเปิดเส้นทางใหม่ในฐานะของคนทีวีของ ติ๋ม ทีวีพูล
     
              การทำงานในฐานะของคนทีวีไปได้สวย ได้รับการตอบรับที่ดีและรายได้ที่เข้ามา ทำให้ ติ๋ม ทีวีพูล ให้น้ำหนักกับการทำรายการ และเมื่อได้รับคำแนะนำจากบรรดาเพื่อนๆ ในเรื่องธุรกิจทีวีดาวเทียมที่กำลังบูมมากขณะนั้น เธอจึงหันมาทำทีวีพูล แชนแนล ถือเป็นการทดแทน ในช่วงที่ทางช่อง 5 มีการปรับผังรายการ ในปี 2556 และรายการ "ทีวีพูล ทูไนท์ และ ทีวีพูล ไลฟ์" มีอันต้องหลุดผัง
      
              จากนั้น "ติ๋ม ทีวีพูล" จึงหันมาจับทีวีดาวเทียมเต็มตัว ซึ่งก็ทำรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้แก่บริษัท โน้ต พับลิชชิ่ง
     
              การเดินบนเส้นทางสายทีวีดูเหมือนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะธุรกิจของเธอยามนั้น จนเมื่อลูกชายคนโตของติ๋ม ที่ชื่อ "โชกุน สกุลชัย" ซึ่งเรียนจบมาจากต่างประเทศ และถูกผลักดันให้เตรียมขึ้นแท่นเป็นผู้บริหารคนใหม่ของบริษัท นี่เองที่ทำให้ "ติ๋ม ทีวีพูล" ตัดสินใจที่จะลงทุนครั้งใหญ่ เพื่อปูทางธุรกิจให้ลูกชาย ด้วยการร่วมลงสนามท้าชนในการประมูลทีวีดิจิทัล 2 ช่อง ในนามบริษัท ไทยทีวี จำกัด  นั่นคือ ช่องข่าว THV (ทีเอชวี) และช่องเด็ก LOCA (โลก้า)
     
              ในความคิดของเธอ คาดหมายเอาไว้ว่าจะมีรายได้จากทั้ง 2 ช่อง ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทในปีแรก  
    
              หากแต่ในความเป็นจริง ก้าวนี้ของติ๋ม ทีวีพูลอาจเรียกได้ว่าเป็นก้าวที่พลาดครั้งใหญ่บนถนนสายบันเทิง เพราะในห้วงเวลาของการบริหาร 2 ช่องดิจิทัล บริษัทของเธอขาดทุนไปกว่า 300 ล้านบาท
    
              ก่อนหน้านี้ทางช่องไทยทีวี ซึ่งเป็นช่องข่าว ทางติ๋ม ทีวีพูล ได้ร่วมกับบริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) ที่มีความชำนาญในเรื่องของข่าวมากว่า 20 ปี กับการทำ "ไอทีวี" และ "ทีเอ็นเอ็น" มาทำงานคู่ขนานกับทางทีวีพูล และมอบหมายให้ สุภาพ คลี่ขจาย มาดูแลช่องไทยทีวี แต่ก็ได้ไม่นานนัก ก็มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เมื่อปรับให้ นรินทร ณ บางช้าง มานั่งดูแลไทยทีวีแทนสุภาพ คลี่ขจาย พร้อมกับการถอนตัวของบริษัท โพสต์ พับลิชชิง
     
              ในส่วนของช่องเด็ก โลก้า ก็ให้ ภิญโญ รู้ธรรม มานั่งแท่นผู้บริหาร แต่ก็ดูจะไม่ตอบโจทย์ได้ตามต้องการ จนล่าสุด บริษัท MV Television (MVTV) ได้เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ ท่ามกลางกระข่าวลือว่า ตอนนี้ทางบริษัท MVTV เป็นผู้ถือหุ้นหลักของช่องโลก้าแล้ว
      
              จากบันเทิงที่พลิกผันกลายเป็นทางสายทุรกันดารเพราะทีวีดิจิทัลไม่สามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจได้ ทำให้ ติ๋ม ทีวีพูล ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ ด้วยการคืน 2 ช่อง ได้แก่ ไทยทีวี และ LOCA ให้แก่ กสทช. และการคืนสัมปทานช่องในครั้งนี้ ส่งผลให้นักแสดงรวมถึงผู้จัดละคร ที่รับจ้างผลิตละครให้ทางช่องไทยทีวีและช่อง LOCA ออกมายื่นฟ้องเรียกร้องค่าตัว โดยคาดหมายกันว่าแนวทางต่อไปของ ติ๋ม ทีวีพูล คงจะหันกลับไปทำทีวีดาวเทียมตามที่เธอถนัดอีกครั้ง


เปิดอ่าน