
4วัคซีนป้องกันโรค"ไทยทำ ไทยใช้"ผลิต-ส่งออก-ใช้เองในประเทศ
4 วัคซีนป้องกันโรค "ไทยทำ ไทยใช้"ผลิต - ส่งออก - ใช้เองในประเทศ : รายงาน โดย... ปาริชาติ บุญเอก [email protected]
ไทยผลิต 4 วัคซีนป้องกันโรคมาตรฐานสากล ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ครอบคลุมการใช้ 90% ของประชากร คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท ส่งออก 15 ประเทศทั่วโลก พร้อมเป็นศูนย์กลาง (HUB) การส่งออกวัคซีนในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยและที่ปรึกษากรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวในงานแถลงข่าว ก้าวสู่ทศวรรษ ของโรงงานผลิตวัคซีนมาตรฐานระดับโลกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ บริษัท องค์การเภสัชกรรม - เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด (GPO-MBP) ว่าการเกิดโรคระบาดนับว่าส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงทั้งด้านคุณภาพชีวิตของประชาชนและด้านเศรษฐกิจ ในประเทศไทยเอง เคยเกิดวิกฤติไข้หวัดนก H5N1 ในช่วงปลายปี 2546-ต้นปี 2547 เกิดความเสียหายกว่า 5 หมื่นล้านบาททันที เนื่องจากไก่สดแช่แข็งที่ส่งไปยังยุโรปถูกตีกลับ ซึ่งเราเพิ่งสามารถปลดล็อกเรื่องไก่สดแช่แข็งได้เมื่อไม่นานมานี้
โรคระบาดกระทบเศรษฐกิจโลก
นพ.ทวี กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในปี 2550 สหรัฐอเมริกาได้คำนวณความเสียหายที่เกิดจากไข้หวัดใหญ่ระบาด โดยคาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 รองจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประชาชาติ (GDP) ของโลก ลดลงมากกว่า 5.5% สูญเสียเศรษฐกิจ 683 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 24 ล้านล้านบาท การท่องเที่ยว บันเทิง อาหาร ลดลง 80% การขนส่ง คลังสินค้าลดลง 67% เกษตรกรรม ก่อสร้าง การเงิน ลดลง 10% ทั้งนี้ ในช่วงเกิดไข้หวัดใหญ่ระบาด ยังเกิดวิกฤติวัคซีนไข้หวัดใหญ่ขาดแคลน เนื่องจากทั่วโลกสามารถผลิตได้เพียง 300 ล้านโดส ครอบคลุมเพียง 12% ของประชากรทั่วโลก และมีเพียง 12 ประเทศที่ผลิตได้ ดังนั้น เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าวิกฤติเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมตัวให้พร้อม”
โรงงานผลิตวัคซีนสัญชาติไทย
ในทุกๆ ปีวัคซีนสามารถช่วยชีวิตคนได้ถึง 2.5 ล้านคนทั่วโลก ช่วยให้ 750,000 คนทั่วโลก รอดพ้นจากความพิการต่างๆ และสามารถป้องกันหรือลดโรคจากการฉีดวัคซีนซึ่งมีมากกว่า 30 โรค นอกจากนี้ ยังมีโรคใหม่ๆ ที่ต้องการวัคซีนในการต่อสู้ ดังนั้น วัคซีนจึงถือว่ามีความสำคัญในการช่วยป้องกันทั้งชีวิต ความพิการ และเศรษฐกิจ
เภสัชกร บุญรักษ์ ถาวรรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท องค์การเภสัชกรรม-เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการ ในปี 2540 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ก่อตั้ง “บริษัท องค์การเภสัชกรรม-เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด” (GPO-MBP) ซึ่งเป็นโรงงานผลิตวัคซีนร่วมทุนขององค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข, บริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด และบริษัท ซาโนฟี่ ปาสเตอร์ จำกัด เพื่อพัฒนาการผลิตวัคซีนที่ได้คุณภาพในระดับสากล และสนับสนุนวัคซีนคุณภาพกับแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ ภายใต้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีน บริษัท ซาโนฟี่ ปาสเตอร์ ประเทศฝรั่งเศส เริ่มการผลิตวัคซีนครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2544 จนถึงปัจจุบัน สามารถผลิตได้ทั้งวัคซีนชนิดผงแห้งจำนวน 4 ล้านขวดต่อปี และชนิดเหลว 20 ล้านขวดต่อปี รวมมูลค่า 15 ปีที่ผ่านมา กว่า 3,800 ล้านบาท
ส่งออก “วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบเจอี”
เภสัชกร บุญรักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยสามารถผลิตวัคซีนจากโรคที่ป้องกันได้ 4 ชนิด คือ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ และวัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบเจอี ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานการผลิตยาที่ดีจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และมาตรฐานระดับโลกอย่างองค์การอนามัยโลก (WHO) มีการส่งออก “วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบเจอี” ชนิดผงแห้ง ไปยัง 15 ประเทศทั่วโลก หรือกว่า 2 ล้านโดสต่อปี รวมมูลค่าการส่งออกกว่า 400 ล้านบาท นอกจากนี้ โรงงานผลิตวัคซีน GPO-MBP ยังเป็นศูนย์กลาง (HUB) การส่งออกวัคซีนในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกด้วย
พล.ท.สุชาติ วงษ์มาก กรรมการ บริษัท องค์การเภสัชกรรม-เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด กล่าวว่า เราพยายามพัฒนาในหลายๆ เรื่องในอดีต และด้วยความสำเร็จของ GPO-MBP ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า ประเทศชาติจะมีความมั่นคงทางวัคซีน ทั้งจากการผลิตวัคซีนเพื่อเด็กไทยและเอื้อประโยชน์ในต่างชาติ นำรายได้เข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทมีเป้าหมายที่จะพัฒนาและผลิตวัคซีนเองภายในประเทศให้ครอบคลุมโรคต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ และเดินหน้าพัฒนาวัคซีนตัวใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศให้ได้
ปัจจุบัน ประเทศไทย นับว่าประสบความสำเร็จในการป้องกันโรคด้วยวัคซีน เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเดียวกัน โดยภาครัฐได้ให้บริการวัคซีนพื้นฐานครอบคลุม 90% ของประชากร รวมทั้งประชาชนที่รับวัคซีนจากสถานบริการเอกชน คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1,000 ล้านบาท
ด้าน นพ.ดร.จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวเสริมถึงการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 และมีผลบังคับใช้วันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาว่า พ.ร.บ.ดังกล่าว เปรียบเสมือนตัวกำหนดให้มีกลไกที่เป็นระบบในการส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อให้มีการวิจัย การพัฒนา การผลิต การประกัน การควบคุมคุณภาพ การจัดหา การกระจายวัคซีน และการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคที่เหมาะสมและต่อเนื่อง เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะผลักดันประเทศสู่ความมั่นคง สามารถพึ่งตนเองและเป็นผู้นำด้านวัคซีนในระยะยาว
“ประเทศไทยมีศักยภาพระดับโลก และอาเซียนก็มอบให้ไทยเป็นลีดเดอร์ในการสร้างความร่วมมือกับทั้ง 10 ประเทศ ทั้งนี้ หากหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมมือพัฒนาบุคลากร สนับสนุนงานวิจัย และเชื่อมโยงความรู้ความชำนาญในด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน จะสามารถผลักดันให้มีการพัฒนางานด้านวัคซีนไปในทิศทางเดียวกันและมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการป้องกันโรคด้วยวัคซีนที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ลดการนำเข้า และเพิ่มรายได้จากการส่งออกได้อีกทางหนึ่ง” ดร.จรุง กล่าวทิ้งท้าย



