หนุนครูชาติพันธุ์กลับถิ่นช่วยเด็กเรียนรู้ภาษาแม่

หนุนครูชาติพันธุ์กลับถิ่นช่วยเด็กเรียนรู้ภาษาแม่ : รายงาน 

 

          “เด็กที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่ถือเป็นกลุ่มต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ต้องมีแนวทางเฉพาะช่วยให้พวกเขาเรียนรู้” นายโธมัส ดาวิน 

          ปี 2549 มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมมือกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และชุมชนที่ใช้ภาษามลายูถิ่น วิจัยนำร่องการจัดการศึกษาแบบทวิ-พหุภาษา (ภาษาไทย-ภาษามลายูถิ่น) ให้แก่นักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาล-ประถมศึกษา โดยมีการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ผ่านการใช้ภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นควบคู่กับภาษาไทย ตลอดจนอบรมครูผู้สอนและประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างเป็นระบบ ซึ่งพบว่าเด็กเริ่มเรียนด้วยภาษาแม่ช่วยพัฒนาการเรียนรู้อื่นๆ

 

 

หนุนครูชาติพันธุ์กลับถิ่นช่วยเด็กเรียนรู้ภาษาแม่

 

          นายโธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวในงานเสวนา “สะพานเชื่อมโยงไปสู่อนาคตอันสดใส การจัดการศึกษาโดยใช้ภาษาแม่สำหรับเด็กชาติพันธุ์ในประเทศไทย” จัดโดยองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือยูนิเซฟ ร่วมกับสถาบันวิจัยภาษา และวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ว่ายูนิเซฟได้ร่วมกับม.มหิดล และหน่วยงานในพื้นที่ จัดการศึกษาแบบทวิ-พหุภาษา (ภาษาไทย-ภาษามลายูถิ่น) 

          เด็กต้องเริ่มเรียนรู้จากภาษาแม่
          ซึ่งเป็นโครงการวิจัยปฏิบัติการได้รวบรวมหลักฐานโครงการนำร่องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่าการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐานสามารถพัฒนาการรู้หนังสือและการเรียนของเด็กที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่ได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เพราะจากรายงานระบุว่าเด็กที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่มักพบอุปสรรคในการเรียนรู้ เด็กกลุ่มนี้มักมีโอกาสอยู่ในระบบโรงเรียนน้อยกว่าเด็กทั่วไป มีผลคะแนนสอบในระดับต่ำ และมีแนวโน้มออกจากโรงเรียนกลางคัน
 
          “เด็กที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่ถือเป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เด็กกลุ่มนี้ต้องการแนวทางเฉพาะที่จะช่วยให้พวกเขาเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และหลักฐานจากทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่าเด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อเรียนด้วยภาษาแม่ในช่วงปีแรกๆ ของการเข้าเรียน ช่วยให้พวกเขามีพื้นฐานที่ดีในการเรียนรู้ภาษาไทยและวิชาอื่นๆ” นายโธมัส กล่าว

 

 

หนุนครูชาติพันธุ์กลับถิ่นช่วยเด็กเรียนรู้ภาษาแม่

 

          70% เด็กชายแดนใต้ไม่เข้าใจภาษาไทย
          ทั้งนี้ผลวิจัยเกี่ยวกับการสำรวจสถานการณ์การใช้ภาษาในชีวิตประจำวันของคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปี2549-2550) จัดทำโดยมหาวิทยาลัยมหิดล โดยใช้แบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลจากผู้พูดภาษามลายูถิ่น 1,255 คนเกี่ยวกับการใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน ทักษะความสามารถ ความมั่นใจในการใช้ภาษาต่างๆ และทัศนคติความต้องการระบบเขียนภาษามลายูถิ่นอักษรไทย 

          เพื่อใช้เป็นการสื่อการศึกษาในโรงเรียนและในงานวิจัยได้สำรวจการใช้ภาษาในสื่อท้องถิ่นจากกลุ่มตัวอย่าง 387 คน เข้ารับการทดสอบอย่างง่ายเพื่อวัดความสามารถในการอ่านอักษรภาษาไทย อักษรยาวี และอักษรรูมี พบว่า 75.20% ใช้ภาษามลายูถิ่นมากที่สุดในชีวิตประจำวัน 13.20% ใช้ภาษามลายูถิ่นปนกับภาษาไทย 8% ที่ใช้ภาษาไทยกลาง 0.50% ใช้ภาษาอื่นๆ โดย 95% มีทักษะความสามารถและรู้สึกมั่นใจในการใช้ภาษามลายูถิ่น และ 45% รู้สึกมั่นใจในการใช้ภาษาไทย สำหรับกลุ่มที่ทดสอบความสามารถด้านการอ่าน พบว่าสามารถอ่านออกเสียงภาษาไทยได้คล่องกว่าอักษรยาวีและอักษรรูมี แต่ 70% ไม่เข้าใจในข้อความภาษาไทยที่อ่าน

 

หนุนครูชาติพันธุ์กลับถิ่นช่วยเด็กเรียนรู้ภาษาแม่

 

          สำหรับความคิดเห็นต่อการเรียนและเขียนภาษามลายูถิ่นโดยใช้อักษรไทยในโรงเรียน พบว่า 66.20% เห็นด้วย 32% ไม่เห็นด้วย และ 1.80% ไม่ตอบ ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มองว่าภาษาไทยสำคัญและต้องการให้บุตรหลานเรียนภาษาไทยให้เกิดในโรงเรียนประถมศึกษาของรัฐกว่า 700 โรง นักเรียนทั้งหมด หรือ 100% พูดภาษามลายูถิ่น เป็นภาษาแม่มีเพียงไม่ถึง 150 โรงเท่านั้นที่มีนักเรียนพูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่เรียนร่วมด้วย 

          ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่อยู่ในตัวเมือง นักเรียนที่พูดภาษามลายูถิ่นเป็นภาษาแม่ในโรงเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำมาตลอดหลายสิบปี และแนวทางการจัดการศึกษาโดยใช้ภาษาไทยภาษาเดียวที่ใช้กันมานานกว่า 70 ปี ไม่ประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพการศึกษาภาคใต้ให้ได้มาตรฐานชาติ

 

หนุนครูชาติพันธุ์กลับถิ่นช่วยเด็กเรียนรู้ภาษาแม่

 

          สะพานเชื่อมมลายูถิ่นสู่ภาษาไทย
          นพ.บรรจง มไหสวริยะ  อธิการบดี ม.มหิดล กล่าวว่า โครงการดังกล่าวได้ติดตามสมรรถนะของผู้เรียน พบว่าเด็กมีพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทยอย่างรวดเร็วและมีผลการเรียนในวิชาอื่นๆ ที่ดีขึ้น โครงการได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ปกครองและชุมชนท้องถิ่น อยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อขยายผลนวัตกรรมนี้ไปยังโรงเรียนประถมศึกษาอื่นๆ ในเขตจังหวัดชายแดนใต้ และนำแนวทางการศึกษาที่ใช้ภาษาแม่เป็นฐานไปใช้กับภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทย ซึ่งเป็นสร้างสะพานเชื่อมโยงไปสู่อนาคตแก่เด็กทั่วประเทศ

          สำหรับการจัดการศึกษาแบบทวิ-พหุภาษา (ภาษาไทย-มลายูถิ่น) เริ่มต้นด้วยภาษาแม่ เด็กจะได้พัฒนาทักษะการฟังและพูดภาษาแม่ก่อน แล้วจึงเรียนรู้การอ่าน การเขียนภาษาแม่ ส่วนภาษาไทยจะเริ่มตั้งแต่ภาคเรียนที่สอนในชั้นอนุบาล 1 ตามลำดับขั้นตอน คือการพัฒนาทักษะการฟังก่อนจึงจะฝึกพูด หลังจากนั้นเด็กจะถ่ายโอนทักษะการอ่านและเขียนภาษามลายูถิ่นไปสู่การอ่านและการเขียนภาษาไทย โดยใช้แบบเรียนเตรียมอ่านเขียนที่ผลิตขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งการสอนทำให้พัฒนาการภาษาไทยเด็กดีขึ้น คะแนนเหนือกว่าทุกกลุ่มสาระ

 

หนุนครูชาติพันธุ์กลับถิ่นช่วยเด็กเรียนรู้ภาษาแม่

 

          แนะศธ.บรรจุครูชาติพันธุ์คืนภูมิลำเนา

          กระทรวงศึกษาธิการ ควรใช้องค์ความรู้ที่ได้รับจากการจัดการศึกษาดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยบูรณาการแนวทางการจัดการศึกษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐาน พัฒนา ต่อยอดขยายผลไปสู่กลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ และปรับใช้สื่อการสอนให้เหมาะสม จัดระบบสรรหา พัฒนาและบรรจุแต่งครูกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อคืนถิ่นภูมิลำเนา

          นายฮิวต์ เดอลานีย์ หัวหน้าฝ่ายการศึกษา องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า ภาษาถือเป็นอุปสรรคพื้นฐานที่เกิดขึ้นกับเด็ก ทำให้บุคลากรไม่ได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งนโยบายการศึกษาควรช่วยให้ทุกคนเท่ากัน ซึ่งความเท่าเทียมไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องได้เท่ากัน แต่หมายความว่าทำให้ทุกคนได้ผลลัพธ์ที่เท่ากัน  จึงไม่จำเป็นต้องใส่ทรัพยากรเท่ากันในคนทุกกลุ่ม  กลุ่มเด็กด้อยโอกาส เด็กที่มาจากครอบครัวยากจน เด็กชาติพันธุ์ ต้องได้รับทรัพยากรที่มากกว่าเด็กที่มาจากฐานะร่ำรวย นโยบายที่่ช่วยเหลือประชาชนให้เน้นทรัพยากรไปที่เด็กยากจน ด้อยโอกาส เน้นเจาะกลุ่มไปดูว่ากลุ่มไหนต้องการอะไรและเพิ่มเติมกลุ่มหนึ่ง หากประเทสไทยมองเห็นปัญหาเรื่องภาษาและจัดสรรการสนับสนุนอย่างถูกจุดจะทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม 

 

หนุนครูชาติพันธุ์กลับถิ่นช่วยเด็กเรียนรู้ภาษาแม่