MOU หนี้สินครู..(ใหม่) ใครได้? ใครเสีย?

เงินเดือนครู1.5หมื่นบาทเมื่อกู้เงินโครงการสวัสดิการ ช.พ.ค.1.2 ล้านบาท จะถูกหักเงินแต่ละเดือน 7.5 พันบาท ครูจึงมีหนี้ท่วมหัว เพราะกว่าจะใช้หนี้หมดปาเข้าไป30ปี

 

         วันจันทร์ที่ 7 พ.ค. 2561 "หมอธี"นพ.ธีรเกียรติ   เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) จะไปเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง MOU ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)กับธนาคารออมสิน

 

         ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.-ช.พ.ส. ที่ทำไว้เดิม นับตั้งแต่โครงการแรกจนถึงโครงการ 7 (โครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา)ที่ปล่อยวงเงินสินเชื่อให้คุณครูกู้สูงถึง 3 ล้านบาท จนกลายเป็นปัญหามากระทั่งทุกวันนี้

     

         สาเหตุต้องมีการแก้ไข MOU ที่ทำไว้เดิม เนื่องจากประเด็นหนึ่งที่ธนาคารออมสินจะต้องจ่ายเงินสนับสนุนตอบแทนให้ สกสค.จากดอกเบี้ยเงินกู้ที่หักไปจากคุณครูร้อยละ 1 บาท เพื่อแลกกับการประสานงานคุณครูลูกหนี้ที่เป็นสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส เสียชีวิตแต่ละเดือนให้ออมสินทราบ จากนั้นก็จะหักเงินค่าฌาปนกิจสงเคราะห์ศพที่ทายาทพึงจะได้รับนำส่งธนาคารออมสินคืน

 

        สำหรับคุณครูที่มียอดหนี้คงค้าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคุณครูที่มาขอกู้ในโครงการที่ 2-5 ทั้งหมด และบางส่วนในโครงการ 6-7 ที่ไม่ได้ทำประกันวงเงินกู้ในกรณีเสียชีวิตภายใน 9 ปี กับบางส่วนที่อายุเกิน 65 ปีไม่สามารถทำประกันได้ อย่างไรก็ตามหากเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ศพที่ทายาทได้รับไม่เพียงพอกับหนี้คงค้าง ก็จะต้องไปเรียกเก็บจากผู้ค้ำประกันเพิ่ม เนื่องจากปัจจุบันเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ศพที่ได้รับเพียง 9 แสนกว่าบาท แต่คุณครูบางรายกู้ได้ถึง 3 ล้านบาทจึงไม่เพียงพอ

 

        ปัญหาที่ สกสค. ดิ้นรนพยายามที่จะทำ MOU ใหม่เพราะMOU เดิมเสียเปรียบให้กับธนาคารออมสินในข้อตกลงที่ว่า หากคุณครูลูกหนี้ไม่สามารถชำระค่าเงินกู้แต่ละเดือนไม่ว่าจะสาเหตุใด ธนาคารออมสินก็จะหักเงินสนับสนุนที่มอบให้ สกสค. ชำระหนี้แทนทันที จนเป็นที่บอกกล่าวในบรรดาคุณครูลูกหนี้ให้มีพฤติกรรมเลียนแบบ ตามกันเนื่องจากไม่โดนแบ็คลิสต์จากธนาคาร

 

        ว่ากันว่าปัจจุบันดอกเบี้ยเงินกู้ที่ออมสินตอบแทนให้ สกสค. เข้ากองทุน ช.พ.ค.-ช.พ.ส. มีมากอักโข เป็นเหตุให้กรรมการและผู้บริหารชุดเก่าสามารถนำเงินส่วนนี้ไปให้บริษัทเอกชนรายหนึ่งกู้ถึง 2 พันกว่าล้านบาทจนเป็นข่าวทุจริตที่กระฉ่อนเมื่อประมาณ 3 ปีผ่านมา “ลุงตู่” จึง ใช้ ม.44 ปลดผู้บริหารออกทั้งยวง

       

          นับว่ากระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานแรกที่โดนคำสั่ง ม.44 จากคณะ คสช. ของลุงตู่ (จนบัดนี้ยังไม่ทราบเลยว่าเรียกเงินเก็บคืนได้หมดแล้วหรือยัง? หากยัง..มัวทำอะไรอยู่) 

 

        ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีข่าวเล็ดลอบออกมาว่า สกสค.ยังบริหารเงินกองทุน ช.พ.ค.-ช.พ.ค. นี้พลาดอีกหลายเรื่องในการนำเงินไปใช้ไม่ตรงวัตถุประสงค์ เห็นทีงานนี้ขอต้องขอความกรุณา "หมอธี" ช่วยตรวจสอบย้อนหลังดูหน่อย ดังนั้นแค่เงินที่ธนาคารออมสินหักจากดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 1 บาทมอบสนับสนุนให้ สกสค. มีมากขนาดนี้  จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่ายอดหนี้รวมของคุณครูทั้งประเทศที่กู้เงินกับโครงการสวัสดิการ ช.พ.ค.ของ สกสค. จะมากมายมหาศาลขนาดไหน

 

        จากเหตุดังกล่าวผู้บริหารที่มารักษาการ แทนจึงพยายามจะทำข้อตกลง MOU เสียใหม่เพื่อไม่ให้ธนาคารออมสินมาล้วงเงินสนันสนุนในกระเป๋าจ่ายหนี้แทนคุณครูอีกต่อไป โดยแลกกับเงื่อนไขไม่ขอรับเงินสนับสนุนค่าตอบแทน 1 บาทจากดอกเบี้ยเงินกู้ของคุณครูที่ออมสินมอบให้

 

        ทั้งนี้ให้ธนาคารออมสินลดดอกเบี้ยส่วนนี้ให้กับคุณครูโดยตรง ซึ่งแต่ละโครงการได้ไม่เท่ากันโดยเฉลี่ย 50 สตางค์ - 1 บาท ซึ่งโครงการเงินกู้วงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาท มีคุณครูกู้กันมากที่สุด ได้ลดดอกเบี้ยส่วนนี้คืน จากเดิม MLR-0.85 อีกคนละ 50 สตางค์ต่อปี

 

         แต่ MOU ที่ทำกันใหม่นี้ สกสค. หาคำตอบได้แล้วหรือยังว่า ธนาคารออมสินจะมีวิธีการไปลดดอกเบี้ย ให้คุณครูอย่างไร ว่ากันว่า Mou ใหม่ บอกว่าเพียงแต่ สกสค. จะไม่รับและให้ครูโดยตรง แต่ธนาคารออมสินก็มีเงื่อนไขหลายประการ อาทิเช่น คุณครูที่จะได้อนิสงค์นี้จะต้องไม่เป็นผู้ที่เคยบิดพลิ้วเบี้ยวหนี้หรือเคยมีหนี้เสีย มิเช่นนั้นก็หมดสิทธิ์

 

       

          แหล่งข่าวจากธนาคารออมสิน ระบุว่า ธนาคารออมสินมีหลักการลดดอกเบี้ยให้คุณครู โดยจะไปเพิ่มเงินต้นทำให้ดอกเบี้ยที่จ่ายแต่ละงวดลดน้อยลง นั่นหมายความว่า สมมุติแต่ละเดือนคุณครูต้องจ่ายหนี้เงินกู้ขั้นต่ำ 10,000 บาทซึ่งอาจจะเป็นดอกเบี้ย 8,500 บาทเงินต้น 1,500 บาท จากข้อตกลงใหม่คือคุณครูยังคงต้องจ่ายหนี้เงินกู้ขั้นต่ำ 10,000 บาทต่อเดือนเช่นเดิม แต่จะไปลดดอกเบี้ยเหลือ 8000 บาท เงินต้นได้เพิ่มเป็น 2,000 บาท 

 

        หากเป็นเช่นนี้จริง ที่สกสค. โปรยยาหอมว่าเป็นการช่วยเหลือคุณครูลูกหนี้ที่กู้เงินโครงการ ช.พ.ค.-ช.พ.ส. กับธนาคารออมสิน จะชำระหนี้แต่ละเดือนลดลงจากเดิม ส่งผลให้คุณครูมีเงินเหลือ เพื่อมีใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น

 

        เห็นทีงานนี้คุณครูทั้งหลายคงเงิบ ฝันสลายกันเป็นทิวแถว ที่ผ่านมา สกสค.แม้จะพยายามแก้ไขปัญหาช่วยตอบโจทย์ครูที่จะให้มีเงินเหลือใช้มากกว่าเดิม ไม่ต้องผ่อนชำระหนี้เงินกู้แต่ละเดือนมาก จนไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

 

        โดยนับตั้งแต่จัดโครงการให้กู้เงินเพิ่มอีก 7 แสนบาท เพื่อไปหักยอดหนี้เดิมด้วยหลักเกณฑ์ต่างๆ หรือโอนหนี้ไปกู้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่  แว่วมาว่าข้อตกลงยังไม่มีความชัดเจน จน สกสค. เองต้องเสียเปรียบ ทำไปก็เพื่อสนองนโยบายสร้างผลงานของผู้บริหารแต่ละชุด ซึ่งสุดท้ายล้วนแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง พังไม่เป็นท่า ไม่ได้ตอบโจทย์สนองความต้องการของคุณครูแต่อย่างไร

 

        สกสค. ตอบได้ข้อเท็จจริงแล้วหรือไม่ว่าที่ดิ้นรน จะไม่รับผลตอบแทนเงินสนันสนุนจากธนาคารออมสิน นั้นเพราะสาเหตุใดกันแน่และจะส่งผลต่อคุณครูอย่างไร จึงมีคำถามที่ตามมาว่า

 

         1. ทำไมไม่ให้มีทางเลือกสำหรับคุณครู ที่ได้เงินคืนจากดอกเบี้ย 50 สตางค์-1 บาท ส่งเป็นเงินก้อนให้คุณครูได้รับแต่ละเดือนไปเลยเพราะอย่างน้อยคุณครูก็จะได้เห็นได้จับเงินนำมาใช้จ่ายเพิ่มแต่ละเดือน แต่ถ้าหากครูคนไหนไม่เอาก็ไปทำตามวิธีการของธนาคารออมสิน ถามความต้องการของครูลูกหนี้ส่วนใหญ่แล้วหรือยังว่าต้องการแบบไหน

 

        2.หากอนาคตคุณครูที่ไม่สามารถชำระหนี้ค่างวดแต่ละเดือนได้ไม่ว่ากรณีใด ธนาคารออมสินก็จะเข้ามาดำเนินไล่บี้ทวงหนี้แทนกับคุณครูโดยตรงเลยใช้มั๊ย ต่อไปคุณครูก็ต้องช่วยเหลือตัวเองมากยิ่งขึ้น แล้ว สกสค. ที่เป็นต้นคิดโครงการเงินกู้นี้มาจะเข้ามาดูแลช่วยเหลืออย่างไรบ้าง คงไม่ปัดความรับผิดชอบเพราะไม่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่หน้าที่อีกแล้ว

 

        อย่าบอกนะว่าที่ผ่านมา สกสค.มีเงินกินมีเงินใช้ ส่วนหนึ่งไม่ได้มาจากดอกเบี้ยเงินกู้ของคุณครู เพราะเท่าที่ทราบตอนนี้ธนาคารออมสินรุกขนาดเอาคนค้ำประกันขึ้นศาลมาแล้วในบางรายที่ไม่สามารถตามทวงหนี้คนกู้ได้

 

        3.สกสค.ยังคงต้องมีภาระกิจแจ้งรายงานถึง สมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. ที่เสียชีวิตให้ธนาคารออมสินทราบแต่ละเดือนอีกหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อจะได้นำส่งเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ศพที่ทายาทจะได้รับมอบให้ธนาคารออมสินแทนในกรณีคุณครูผู้เสียชีวิตมียอดหนี้กู้คงค้าง หันย้อนกลับไปดูวัตถุประสงค์ของการขอจัดตั้งการฌาปนกิจสงเคราะห์ ช.พ.ค-ช.พ.ส. บ้างดีมั๊ย

 

        4.เป็นที่ให้ข้อคิดอย่างหนึ่งที่ว่าเมื่อก่อนธนาคารออมสินให้เงินสนับสนุนกับ สกสค.เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แต่เมื่อมาหักให้คุณครูลูกหนี้แทน ก็ใช่ว่าจะได้รับทุกคนแล้ว อย่างนี้คนที่ได้ทั้งขึ้นทั้งล่องคือใคร สุดท้ายธนาคารออมสินก็โชคดีที่ได้ย่นระยะเวลาชำระหนี้คืนเงินต้นได้เร็วยิ่งขึ้น แล้วที่ผ่านมาเพียรทำโครงการให้คุณครูสามารถผ่อนหนี้ระยะยาว เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายค่างวดแต่เดือนมากนั้นก็สูญเปล่า

 

         ไหนบอกว่า "ชีวิตครูเราดูแล" สกสค.ทำหน้าที่นี้เพื่อครูเต็มที่แล้วหรือยัง? ในวันนี้ สกสค. ไม่ต้องชี้นำธนาคารออมสิน แต่อย่างน้อยควรจะมีอำนาจต่อรองได้บ้าง ดอกเบี้ยส่วนลดนี้ก็ใช่ว่าจะมากมาย แล้วทำไมไม่สร้างศรัทธาและภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร ซึ่งจะได้ใจจาก"คุณครู"ค่อนประเทศมากกว่า อย่าลืมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเริ่มมาจากใคร มีการเตรียมการวางแผนเผื่อความเสี่ยงในอนาคตไว้แค่ไหน

 

        เหนืออื่นใด  ณ ปัจจุบัน สมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. นับวันลดลงเป็นจำนวนมาก แต่ยอดสมาชิกที่เสียชีวิต เทียบสัดส่วนไม่ได้กับสมาชิกที่มาสมัครใหม่ และยังจะมีปรากฏการณ์ที่คุณครู แห่กันมาถอดถอนการเป็นสมาชิก เพราะ“ตายแล้วทายาทไม่ได้เงิน”นั่นเอง..

คมชัดลึกออนไลน์....รายงาน 

---***---