
พัฒนาการศึกษาต้องลงทุนด้านวิทย์-สังคม
“หมออุดม” นัดกลุ่ม มรภ. 2 ก.พ.หารือพัฒนาหลักสูตร ให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ย้ำต้องทำควบคู่ทั้งด้านอาชีพและพัฒนา มหา'ลัยสะท้อนหลากความเห็นก่อนรัฐลดงบฯ
ใช่ว่าเรียนสาขาไหน อุดมศึกษาใดก็มีงานทำได้ เมื่อมีผู้ใช้ชื่อเฟสบุ๊กว่า “นับหนึ่ง ครับผม ครับผม” โพสต์ภาพเมล์การตอบกลับของบริษัทแห่งหนึ่ง หลังได้สมัครงาน โดยบริษัทตอบกลับว่า “ขอบคุณค่ะที่สนใจจะเข้าร่วมงานกับบริษัทฯ แต่บริษัทไม่สะดวกรับพนักงาน วุฒิ ป.ตรี ที่จบจากม.ราชมงคล/ราชภัฏ/เอกชนค่ะ”
ทั้งยังมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 1111/393 เรื่องข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีโดยนายกฯมีข้อสั่งการเพิ่มเติม ให้ศึกษาในประเด็นการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนวัยเรียน ประถม มัธยม ให้ได้คนที่มีศักยภาพ ตรงความต้องการของประเทศอย่างไร ผู้ที่เข้าอุดมศึกษา สาขาที่ต้องการได้อย่างไรส่วนหนึ่งไปอาชีวะ ได้ปริญญาอย่างไร เพื่อสร้างความชัดเจนให้สังคม ประชาชน ผู้ปกครองสนใจ รวมถึงกรณีการสนับสนุนงบประมาณให้อุดมศึกษา ให้ควบคุมสาขาที่ไม่มีงานทำ ไม่ตรงความต้องการ การลดเงินอุดหนุนหรือไม่ให้..ทั้ง 2 ประเด็นชี้เป้าไปที่มหาวิทยาลัย คุณภาพและการจัดการศึกษา ซึ่งมหาวิทยาลัยต้องทบทวนว่าจัดหลักสูตรต่างๆ สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการหรือประเทศแล้วหรือไม่?
0มทร.รีโปร์ไฟล์ผลิตบัณฑิตเฉพาะทาง0
รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ธัญบุรี กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อมั่นภาคประกอบการรู้จักกลุ่ม มทร.ทั้ง 9 แห่งและยอมรับในคุณภาพบัณฑิตของเรา แต่ก็อาจมีบางกลุ่มซึ่งเชื่อว่าเป็นส่วนน้อยที่มีความชื่นชอบในมหาวิทยาลัยเฉพาะกลุ่ม ก็อาจจะปฏิเสธเรา แต่ในทางกลับกันก็มีที่เด็กเลือกปฏิเสธผู้ประกอบการเช่นกัน เพียงแต่ไม่ปรากฎเป็นข่าว ทั้งนี้ เฉพาะมทร.ธัญบุรี แต่ละปีผู้ประกอบการมาจองตัวนักศึกษาก่อนจบ 20% ส่วนที่จบออกไปประมาณ 3 เดือนมีงานทำ 87% อย่างไรก็ตาม ตรงนี้ก็เป็นตัวกระตุ้นให้มทร.และนักศึกษาพัฒนาตนเอง โดยเฉพาะช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กลุ่มมทร.มีการรีโปรไฟล์ใหม่เน้นผลิตบัณฑิตเฉพาะทางรองรับในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ ระบบราง ท่าอากาศยาน หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรม โลจิสติก ไบโอเทคโน และพลังงาน เป็นตัน มีการพัฒนาหลักสูตรใหม่ๆ ให้รองรับกับการพัฒนาประเทศ พัฒนาเด็กให้มีคุณภาพตามเทรนด์ที่เปลี่ยนไป
รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ
สำหรับข้อสั่งการของนายกฯ เข้าใจว่าหมายถึงให้พัฒนาหลักสูตรใหม่รองรับกับความต้องการของประเทศ การจัดสรรงบประมาณก็ต้องดูบริบทของมหาวิทยาลัยแต่ละกลุ่ม ซึ่งมีความถนัดและเชี่ยวชาญแตกต่างกัน ดังนั้น การที่รัฐบาลจะมีนโยบายให้ลดเงินอุดหนุน หรือไม่ให้ในสาขา หลักสูตรที่ไม่มีงานทำ จะทำให้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว แต่รัฐต้องทบทวนการจัดสรรงบฯแก่มหาวิทยาลัยด้วยเพราะให้งบฯเพียง3-7% และส่วนใหญ่นำไปใช้กับเงินเดือนอาจารย์ ขณะที่การพัฒนาหลักสูตร สวัสดิการ เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ในหลักสูตรใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ประเทศ ต้องกำหนดชัดเจนว่าหลักสูตร หรือการพัฒนาคนว่าจะไปในทิศทางไหน อย่างไร และมหาวิทยาลัยแต่ละกลุ่ม ต้องดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ ศาสตร์การศึกษาทุกศาสตร์สำคัญต้องพัฒนาเพื่อสร้างสมดุลควบคุู่กัน โดยเฉพาะสายสังคมเช่น นาฏศิลป์ ดนตรี ควรต้องสนับสนุนเพราะเป็นอัตลักษณ์ชาติ อย่างไรก็ตาม ศ.นพ.คลินิก อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ ยืนยันว่าไม่ได้ปิดกั้นสายสังคม แต่รัฐจะอัดฉีดงบฯเพิ่มให้กับสาขาที่ตอบโจทย์ประเทศ และอยากให้กลุ่มมทร.เน้นเรื่องการต่อยอดผู้เรียนอาชีวะสู่ระดับปริญญาตรี
0“หมออุดม”นัดราชภัฏ 2 ก.พ.ุถกหลักสูตร0
ผศ.ดร.เรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในฐานประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ เผยว่า ข้อสั่งการของนายกฯเข้าใจว่าเป็นนโยบายในภาพรวม ซึ่งกลุ่มราชภัฏเองมีการพัฒนาตนหลักสูตรให้ตอบโจทย์ นโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะหลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ หลักสูตรเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ยังมีหลักสูตรเพื่อการมีงานทำ เช่น เทคโนโลยีอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว บัญชี คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ทั้งนี้ การจัดการศึกษานั้นมีทั้งศาสตร์ด้านวิชาชีพ ศาสตร์ที่มุ่งสร้างและพัฒนาคน เพราะฉะนั้น หลักสูตรต่างๆที่จัดต้องผสมผสานเพราะบางหลักสูตรที่พัฒนาคนนั้นไม่สามารถมองเห็นเป็นอาชีพได้ทันที แต่จะไม่มีไม่ได้เพราะเป็นพื้นฐานการสร้างคน สร้างชาติ
ผศ.ดร.เรืองเดช วงศ์หล้า
“เห็นด้วยว่าต้องมีเป้าหมายชัดเจนในการผลิตคนที่ตรงความต้องการประเทศจบมามีงานทำ แต่ก็ต้องสนับสนุนและทำควบคู่กับการผลิตในสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งราชภัฏจะเน้นเรื่องพัฒนาครูและพัฒนาท้องถิ่นชุมชนเป็นสำคัญ และในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้จะประชุมร่วมกับ ศ.นพ.อุดม ทำความเข้าใจร่วมกันว่านโยบายของรัฐทั้งเรื่องหลักสูตรและบทบาทของราชภัฏ ที่รัฐอยากให้ขับเคลื่อนมีเรื่องใดบ้าง ถึงเวลานั้นกลุ่มราชภัฏได้วางแนวทางพัฒนาที่ชัดเจนได้”ผศ.ดร.เรืองเดช กล่าว
ส่วนที่มีกรณีการตอบกลับเมล์ไม่รับคนจบราชภัฏ ราชมงคล และเอกชนทำงานนั้น อาจจะเป็นกระแสเหมือนกับที่เคยปรากฎว่ามีธนาคารแห่งหนึ่งไม่รับเด็กที่จบจากมรภ. แต่สุดท้ายก็พบว่าเรื่องนี้เป็นทัศนคติของบุคลากรบางคน ไม่ใช่นโยบายธนาคาร กรณีนี้น่าจะเป็นลักษณะเดียวกัน และเชื่อว่าทุกวันนี้ไม่น่าจะมีบริษัทเอกชน หรือที่ไหนคิดแบบนี้อีก เพราะปัจจุบัน การคัดเลือกคนเข้าทำงานจะดูที่ทักษะ ความสามารถของแต่ละคน มากกว่าจะดูว่าจบจากสถาบันอะไร เพราะทุกสถาบันก็มีการพัฒนาคุณภาพ
0ก่อนจะลดงบฯรัฐต้องมีข้อมูลชัดเจน0
ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่าถือเป็นนโยบายที่ดีเวลานี้ี้มหาวิทยาลัยต้องปรับหลักสูตร และการเปิดหลักสูตรใหม่ต้องเปลี่ยนไปตามกระแสโลก ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ เพื่อพัฒนาบัณฑิตที่สามารถทำงานได้จริง และสอดคล้องกับตลาดแรงงาน แต่ทั้งนี้ ทุกหลักสูตรทั้งด้านสังคม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ล้วนมีความสำคัญต่อการพัฒนาคน ดังนั้น หากรัฐบาลจะจัดสรรงบอุดหนุน จะลดหรือไม่ให้นั้น ต้องพิจารณาว่าเป็นหลักสูตร สาขาใด ต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน เนื่องจากขณะนี้ มหาวิทยาลัยก็ได้มีการตรวจสอบว่าหลักสูตรใด มีงานทำหรือไม่มีงานทำ หรือสามารถควบรวมกับหลักสูตรอื่นๆ เพื่อให้เหมาะกับการเรียนการสอน และความต้องการของประเทศอยู่แล้ว
“ทุกมหาวิทยาลัยต่างพยายามปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมกับความต้องการของประเทศ และขณะนี้งบประมาณที่มหาวิทยาลัยได้รับก็ไม่เพียงพอ แต่ก็เข้าใจรัฐบาลว่ามีงบจำกัด หากจะมีการปรับลด งบอุดหนุนควรมีกรอบ แนวทาง และมีข้อมูลอย่างชัดเจนให้แก่มหาวิทยาลัยแต่ละกลุ่มได้ปรับตัว และมีทิศทางที่ชัดเจน ซึ่งหากมีทิศทางข้อมูลแก่มหาวิทยาลัย เชื่อว่า ทุกมหาวิทยาลัยต่างพร้อมปรับตัว ปรับปรุงหลักสูตรของมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับบริบท และตอบรับกับโจทย์ที่รัฐบาล ประเทศต้องการอย่างแน่นอน” ดร.จงรัก กล่าว
0 ยุค 4.0 รัฐต้องลงทุนทุกกลุ่มสัดส่วนเหมาะสม0
ขณะที่ ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทย 4.0 คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม หัวใจสำคัญต้องเน้นการคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรมเข้ามาเชื่อมโยง ดังนั้น ถ้าเราจะสร้างวิศวกรคุมโรงงานสักคนในยุคนี้ ต้องไม่ใช่แค่คนที่รู้ระบบ แต่ต้องมีพื้นฐานทางสังคม มนุษยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรม ซึ่งการวางแผนพัฒนาคนเฉพาะด้านอย่างวิทย์ วิศวะ โลจิสติกส์ ไม่ใช่เรื่องผิดเพราะตรงกับความต้องการของประเทศ แต่แท้จริงแล้วรัฐบาลจะต้องลงทุนในทุกกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มวิทย์/เทคโนโลยี กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ กลุ่มสังคมฯ/ศิลปศาสตร์ และมนุษย์ฯ โดยจัดสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม แต่ไม่ใช่การไปปรับลด หรือมองว่าจะไม่ลงทุนในสาขาที่จบแล้วไม่มีงานทำ หรือไม่มีตลาดแรงงานรองรับ ซึ่งในความเป็นจริงบางสาขาก็มีความจำเป็นในสายงานที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มการทำงานให้สมบูรณ์
ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล
"ทุกสาขาวิชาเป็นเสมือนจิ๊กซอว์ที่เชื่อมต่อกันและกัน ไม่ควรมองแยกจากกัน อีกทั้ง สาขาทางด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ นั้นเป็นสาขาที่ไม่ได้มีแหล่งทุนที่สนับสนุนชัดเจน เหมือนสาขาหลักๆ ซึ่งอยากให้รัฐพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอย่างไรก็บุคลากรในสายสังคมก็ยังมีความสำคัญ”ผศ.อรรถพล กล่าว
0ทีมข่าวคุณภาพชีวิต0
oภาพ มทร.ธัญบุรี



