
ป้องกัน"ก๊อปปี้"ทำธุรกิจต้องจด"สิทธิบัตร"
ยุคออนไลน์ ทำให้ใครๆ ต่างก็เข้าถึงข้อมูล สินค้า และบริการต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย นักวิจัย-นักธุรกิจ ไม่อยากเสียโอกาส ต้อง“จดสิทธิบัตร"เพื่อป้องกันคัดลอกเลียนแบบ
รศ.ดร.ดวงหทัย เพ็ญตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันทรัพย์สินทางปัญหาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงความจำเป็นที่นักวิจัย และนักธุรกิจต้องคำนึงถึงการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ว่าการบริหารจัดการทรัพย์ทางปัญญาและผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัย รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและธุรกิจที่คิดค้นสิ่งใหม่ๆ จำเป็นที่ต้องได้รับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะการจดทะเบียนสิทธิบัตร เพราะไม่ใช่เพียงแสดงให้ถึงความเป็นเจ้าของ แต่ยังเป็นตัวช่วยคุณภาพเพิ่มการแข่งขันให้แก่งานวิจัยและภาคธุรกิจเหล่านั้นได้
รศ.ดร.ดวงหทัย เพ็ญตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันทรัพย์สินทางปัญหาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“โลกปัจจุบันการทำธุรกิจทั้งในไทยและต่างประเทศมีจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะในต่างประเทศ ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ การทำธุรกิจ นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ ที่แสดงถึงการคิดค้นสิ่งใหม่ ซึ่งของใหม่ เรื่องใหม่ถือเป็นหัวใจสำคัญของสิทธิบัตร บ่งบอกถึงความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจ ภาพลักษณ์ที่ดี ต่อองค์กร และเป็นการคุ้มครองในการแข่งขัน เป็นการสร้างโอกาส ข้อได้เปรียบในการทำธุรกิจอย่างมาก สถาบันทรัพย์สินฯ จุฬาฯ จึงได้พยายามสร้างความรู้ ความเข้าใจ ผ่านการให้บริการต่างๆ อาทิ การอบรม การศึกษาวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา โดยไม่ให้บริการเฉพาะบุคลากร คณาจารย์ นิสิตจุฬาฯ เท่านั้น แต่ให้บริการทุกภาคส่วน”ผอ.สถาบันทรัพย์สินฯ จุฬาฯ กล่าว
ผอ.สถาบันทรัพย์สินฯ จุฬาฯ กล่าวต่อไปว่าตอนนี้ประเทศไทย บริษัทต่างๆ นักธุรกิจ นักวิจัย ได้มีการจดสิทธิบัตรมากยิ่งขึ้น อย่างของจุฬาฯตลอดปี2560 ประมาณ 1,000 คำขอจดสิทธิบัตร ทั้งในส่วนของการการออกแบบ ประดิษฐ์ การบรรจุภัณฑ์ นวัตกรรมต่างๆ และอนุสิทธิบัตร ซึ่งมีอัตราการยื่นคำขอจดสิทธิบัตร ประมาณ 200 คำขอจากปี 2559
ปีนี้สถาบันทรัพย์สิน จุฬาฯ จะทำงานในเชิงรุกมากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนตัว ทำให้ผู้คนรู้จักสถาบันมากขึ้น และพัฒนาเว็บไซต์ของสถาบัน การทำออนไลน์ มีหน่วยบริการสามารถเข้าถึงข้อมูล เพื่อให้นักวิจัย นักธุรกิจได้เข้าใจ มีความรู้ และเห็นความจำเป็นที่ต้องจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ การคิดค้นสิ่งใหม่ มีทีมคุ้มครองและกฎหมาย ทีมพัฒนาธุรกิจ และทีมเชิงรุกและสนับสนุน รองรับการบริการและให้ข้อมูล คำแนะนำด้านสิทธิบัตร ฉะนั้น คาดว่าจะทำให้มีผู้มาขอจดสิทธิบัตร เพิ่มขึ้น ประมาณ 300 คำขอ
สถิติย้อนหลัง 3 ปี การจดสิทธิบัตร พบว่า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ ปี 2558 มี 34 เรื่อง ปี 2559 มี 42 เรื่อง และปี 2560 มี37 เรื่อง ,อนุสิทธิบัตร ปี 2558 มี18 เรื่อง ปี 2559 มี 31 เรื่อง และปี 2560 มี 47 เรื่อง และสิทธิบัตรการออกแบบ ปี 2558 มี51 เรื่อง ปี 2559 มี 52 เรื่อง และปี 2560 มี 89 เรื่อง
“หากสร้างสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม สินค้าและบริการต่างๆ แล้วไม่จดสิทธิบัตร อาจมีคนคัดลอกหรือเราไปทำซ้ำกับใคร เมื่อคิดสิ่งใหม่ได้ มีความชัดเจนอยากให้เข้ามาขอคำแนะนำจากสถาบันทรัพย์สิน จุฬาฯ หรือเข้ามาอบรมต่างๆ อาทิ การเตรียมคำขอ เขียนคำขอไม่ถูกต้อง การเขียนคำร้องต่างๆ เพราะที่ผ่านมาปัญหาการจดสิทธิบัตรที่ยุ่งยากเพราะผู้ขอจดสิทธิบัตรมักจะเขียนในสิ่งที่ตนเองทำ ทำเท่าใดเขียนเท่านั้น มีข้อดีและข้อเสีย เนื่องจากการคุ้มครองจะครอบคลุมเท่าที่เขียน หากเขียนได้ครอบคลุมก็จะสร้างโอกาสได้มากขึ้น” รศ.ดร.ดวงหทัย กล่าว
นอกจากนั้นต้องศึกษาทางด้านกฎหมาย ต้องทำความเข้าใจ เรื่องเหล่านี้ ทางสถาบันทรัพย์สินฯ จุฬาฯ จะให้บริการในเว็บไซต์ หรือให้การช่วยเหลือได้ ส่วนค่าใช้จ่ายนั้นมีหลากหลาย ทั้งบริการฟรีและเสียค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับหลักการที่ตกลงร่วมกัน
ขณะนี้ มีหลายมหาวิทยาลัยหลายหน่วยงานที่พยายามทำความเข้าใจให้นักวิจัย นักธุรกิจเข้าใจ และเห็นความสำคัญในการจดสิทธิบัตรมากยิ่งขึ้น รศ.ดร.ดวงหทัย กล่าวอีกว่า เทรนด์กลุ่มธุรกิจ อุตสาหกรรมที่มีการเติบโตในการจดสิทธิบัตรมากยิ่งขึ้น ได้แก่ กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี ยิ่งประเทศไทยก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ให้ความสำคัญในเรื่องเทคโนโลยี
ซึ่งกลุ่มนี้เมื่อคิดค้นสร้างขึ้นมาใหม่มีลิขสิทธิ์รองรับอยู่แล้ว แต่ก็ต้องมาจดสิทธิบัตร โดยในกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ หรือกลุ่ม เป็นการพัฒนาที่ได้รับความน่าเชื่อถือ และการอยู่ในฐานข้อมูลสิทธิบัตร จะช่วยในแง่คุ้มครองช่วยเพิ่มโอกาส เพิ่มศักยภาพ เป็นเครื่องมือในการแข่งขันได้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มสิทธิ์ต่างๆ
ถ้าผู้ประกอบการเข้าใจบริบท กฎหมาย การจดสิทธิบัตร ต่างๆทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ตัวเองในการแลกเปลี่ยน กลุ่มธุรกิจรุ่นใหม่ SME หรือ Start up หากอยากสร้างความได้เปรียบให้แก่ธุรกิจ ต้องย้อนมองตัวเองว่า ว่าทำธุรกิจประเภทไหน และถ้าเป็นสินค้าและบริการ ต้องดูกฎหมายการคุ้มครองอื่นๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น เครื่องหมายการค้า อยากได้สิทธิบัตรก็จดสิทธิบัตร และเมื่อรู้ย่อมได้เปรียบ
“อย่ามองว่าการคุยเรื่องสัญญา เป็นเรื่องของการไม่ไว้ใจกัน แต่มองว่าการจดสิทธิบัตร หรือการคุ้มครองต่างๆ เป็นเรื่องของการสร้างโอกาส และรู้ไว้ย่อมดีกว่าไม่รู้ คิดอะไรได้ มีไอเดีย อยากให้สืบค้น เพราะการสืบค้นช่วยได้ในแง่ว่าของที่เราทำไปซ้ำคนอื่นหรือไม่ ลดการละเมิดได้ แต่หากถ้าไม่จดสิทธิบัตรในต่างประเทศ เราทำได้ การเก็บข้อมูลเหล่านี้ ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราคิดมีศักยภาพมากน้อยขนาดไหน ได้เห็นตลาด และช่วยในการเตรียมการขอจดสิทธิบัตร เป็นไปได้อยากให้เข้าไปคุยกับคนที่รู้เรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะจะได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม เมื่อมีคนช่วยมองภาพ ทำให้เห็นภาพรวมได้ชัดมากขึ้น ไทยแลนด์ 4.0 เป็นเรื่องเทคโนโลยีพื้นฐาน ประเทศไทยเราไม่จำเป็น ปัจจุบันอยู่ด้วยตัวเองลำบาก เราต้องหาเครือข่าย ซึ่งการทำเรื่องสิทธิบัตร ช่วยเราได้มากขึ้น”รศ.ดร.ดวงหทัย กล่าว
สถาบันทรัพย์สินทางปัญญาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริการจัดการนวัตกรรม งานวิจัย ทรัพย์ทางปัญญาของอาจารย์ นิสิต และบุคคลภายนอก ภาครัฐและเอกชน ให้ความรู้ ความเข้าใจ อำนวยความสะดวกในการขอรับความคุ้มครอง เพื่อพัฒนาต่อยอดในอนาคต รูปแบบการให้บริการออนไลน์ Smart System “สิทธิบัตรมีข้อดีอย่างไร คืออะไร ช่วยอะไรแก่ธุรกิจของเราได้บ้าง”ศึกษาได้ที่ www.cuip.chula.ac.th และ Facebook :http://www.facebook.com/ipchula/



