วันนี้ ‘คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ.’ เปิดทางให้น้องๆ ไปได้ไกลกว่านั้น กับการเน้นหนักในเรื่องการเรียน รู้แบบ Project based learning และการคิดแบบผู้ประกอบการ (SCI + BUSINESS) ที่ไม่ว่าจะเรียนจบในหลักสูตรหรื อสาขาไหนก็มีงานรองรับแน่นอน กับ 5 ข้อสุดว้าว!! สำหรับคนที่อยากเป็นเด็กวิทย์ มธ. ต้องรู้
1) เป็นวิทย์แบบ SCI+BUSINESS คณะฯ มีเป้าหมายผลิตบัณฑิตสา มารถต่อยอดความรู้แบบวิทย์ๆ สู่นวัตกรรม งานวิจัยหรือสิ่งประดิษฐ์ที่สาม ารถต่อยอดได้เชิงพาณิชย์ จึงปรับโครงสร้างทุกหลักสูตรไ ทย ด้วยการสอดแทรกรายวิชาด้านบริหา รธุรกิจ จำนวน 3 หน่วยกิต เป็นรายวิชาบังคับพื้นฐานในชั้น ปีที่ 1 เพื่อปรับพื้นฐานความคิดด้านธุร กิจ ควบคู่ไปกับการเสริมการเรียนรู้ ที่สมดุลระหว่างภาคทฤษฎีและภาคป ฏิบัติ โดยเน้นใช้ Project based learning เป็นพื้นฐาน ซึ่งทั้งหมดนี้ ได้ขยายเป็นหลักสูตรอินเตอร์ นอกจากนี้ คณะฯ ยังมีหลักสูตรอินเตอร์ด้านการออ กแบบเกม-แอนิเมชั่น ที่จะได้รับปริญญาบัตร 2 ใบทันทีหลังเรียนจบ ทั้งจาก มธ. และสถาบันเทคโนโลยีดิจิเพน (DigiPen) ประเทศสหรัฐอเมริกา กับหลักสูตรการออกแบบเชิงนวัตกร รมดิจิทัล (IDD) และ เทคโนโลยีดิจิทัลแนวสร้างสรรค์ (CDT)
2) มีนักวิจัยรับรางวัลระดับโลกอย่ างต่อเนื่อง แต่ละปี ทั่วโลกจัดงานประกวดสิ่ง ประดิษฐ์และงานวิจัย เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเทคโนโล ยีและความก้าวหน้าวิทยาศาสตร์ พร้อมตอบโจทย์สังคมแง่มุมต่ างๆ และทุกครั้งการจัดประกวด นักวิจัยคณะฯ สามารถกวาดรางวัลงานวิจัยบนเว ทีนานาชาติได้อย่างต่อเนื่องและ มากที่สุดถึง 3 ปีซ้อน ทั้งเวทีวิจัย IWIS ณ กรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์ เวทีการประกวดนวัตกรรมนานาชาติ ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส และล่าสุด ที่งานแสดงสินค้าเทคโนโลยีและสิ่งประดิษฐ์นานาชาติกรุงโซล (SIIF 2017) ประเทศเกาหลีใต้ สามารถคว้ารางวัลสูงสุดได้ถึง 2 รางวัล กับผลงานชีวภัณฑ์อารักขาพืชสูตร ละลายช้า และแผ่นปิดเมือกเห็ดป้องกันแผลก ดทับ ที่เป็นความร่วมมือระหว่างความรู้ ด้านเกษตรและพยาบาลเข้าด้วยกัน
3) มีโอกาสฝึกงานต่างประเทศ ในแต่ละปี คณะฯ จะมีการลงนามความร่วมมือกับมหาวิ ทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศที่มี ความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขา อย่าง Tokyo University of Agriculture (NODAI) ประเทศญี่ปุ่น ผู้นำด้านเทคโนโลยีเกษตร และ School of Media Science, Tokyo University of Technology ประเทศญี่ปุ่น เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลคอนเทนต์ ฯลฯ นั่นเพราะคณะฯ มีความตั้งใจให้นักศึกษาทุกคน ได้มีโอกาสสัมผัสความรู้และเทคโ นโลยีใหม่ๆ ในต่างแดน ตลอดจนนำมาประยุกต์และต่อยอดกับ เทคโนโลยีบ้านเราได้อย่างมีประสิ ทธิภาพ เหมือนกับพี่ๆ ในสาขาเทคโนโลยีการเกษตร และสาขาการออกแบบเชิงนวัตกรรมดิ จิทัล (IDD) เป็นต้น
4) นักศึกษาทุกคนจบไป จะมีโอกาสมีนวัตกรรมเป็นของตัวเ อง เพราะการเรียนการสอนที่คณะฯ จะเป็นรูปแบบ Project based learning ที่เน้นการใช้โครงงานเป็นพื้นฐา น นับตั้งแต่ชั้นปีการศึกษาที่ 2 - 4 เพื่อให้นักศึกษาได้ทดลองพัฒนาโ ปรเจค ผ่านการถอดองค์ความรู้วิทยาศาสต ร์ บูรณาการร่วมกับศาสตร์อื่น เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ของสังคม อีกทั้งยังสามารถนำมาต่อยอดหรือ สร้างมูลค่าเพิ่มได้ในอนาคต โดยมีคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญคอ ยให้คำปรึกษา ตลอดการทำโปรเจค เช่น ‘Smart Local Guide’ แอปฯ สนับสนุนการท่องเที่ยว และโปรโมทสินค้าชุมชน ‘Kidney Pro-Tech’ แอปฯ ผู้ช่วยหมอตามติดพฤติกรรมเสี่ยง ผู้ป่วยโรคไต และ ‘Breathing Training’ เกมฝึกบริหารลมหายใจผู้เล่นให้ส มดุล เป็นต้น
5) มีบริษัทจองตัวทำงาน เพราะการเรียนรู้แบบ Project based learning ประกอบกับการมีใบสั่งจากอาจารย์ ให้ต้องรวมกลุ่มกันคิ ดทำโปรเจคกันอยู่เนืองๆ ทำให้นักศึกษาในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะสาขาวิทยาการคอมพิ วเตอร์ มีบริษัทเอกชนเข้ามารุมจี บจำนวนมาก ยิ่งในช่วงก่อนจบการศึกษาที่ จะต้องนำเสนอผลงาน Senior Project ให้กับกรรมการจากหน่วยงานภายนอก รวมถึงบริษัทเอกชนที่สนใจมาดู งาน เรียกได้ว่าถ้าพรีเซ็นต์ถูกใจ คุยกันถูกคอ ก็อาจจะถูกจองตัวไปร่วมงานตั้ งแต่ตอนนั้นเลยก็เป็นได้ ซึ่งวงในแอบบอกมาว่า สถิตินักศึกษาวิทยาการคอมพิ วเตอร์กว่า 90% ต่อรุ่น มีงานรองรับทันทีหลังจบการศึกษา
สำหรับผู้สนใจสามารถตรวจสอบคุ ณสมบัติและสมัครออนไลน์ได้ที่ www.reg.tu.ac.th ในรอบรับตรงร่วมกัน ระหว่างวันที่ 9-13 พฤษภาคม 2560 และรอบแอดมิชชั่นกลาง ระหว่างวันที่ 6 - 10 มิถุนายน 2560 สอบถามเพิ่มเติม ฝ่ายรับเข้าศึกษา 02-564-4441-7 9 ต่อ 1634-1638 เว็บไซต์ www.tuadmissions.in. th