
ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60
ทำไม10องค์กรเครือข่ายกู้ชีพกู้ภัยแห่งประเทศไทยถึงได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีสาธารณสุขขอให้ชะลอการออกประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือประกาศสพฉ.ปี2560
ขณะที่ บุคลากรส่วนใหญ่ขององค์กรเครือข่ายกู้ชีพประเทศอยู่ในระดับ FR เช่น มูลนิธิ สมาคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การออกประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ ประกาศ สพฉ. ปี 2560 ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกู้ชีพที่จะต้องผ่านการอบรมอย่างน้อย 40 ชั่วโมงขึ้นไป จากเดิมที่อบรมแค่24ชั่วโมงก็ปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว จะทำให้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศต้องกลับตัว 360 องศาหรือไม่
“นิติศักดิ์ บุญมานนท์” มูลนิธิกุศลศรัทธาสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า องค์กรเครือข่ายกู้ภัยแห่งประเทศไทย ได้เข้าพบ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข (สธ.) เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2560 เพื่อขอให้ชะลอการออกประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เรื่อง หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ พ.ศ.2560
ซึ่งนพ.ปิยะสกล ได้มอบหมายให้นายพงษ์ภัฎ เรียงเครือ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย เป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้แทนองค์กรภาคเอกชนซึ่งไม่แสวงหากำไรจำนวน 11 หน่วยงานเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2560 ที่ผ่านมา มีมติว่าให้ชะลอร่างประกาศฉบับนี้ออกไปก่อน เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายมาร่วมพิจารณาให้เรียบร้อย
แต่ก็ปรากฏว่าหลังจากนั้นวันที่ 15 พ.ย. 2560 ที่ประชุมบอร์ด สพฉ.ได้นำร่างประกาศฉบับนี้มาพิจารณา และมีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ภายใน 180 วัน
"การที่บอดร์ดมีมติแบบนั้น ก็เข้าใจว่าเป็นการยกระดับขีดความสามารถผู้ปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน แต่อยากให้ประกาศใช้เมื่อมีความพร้อมมากกว่านี้ ตรงนี้เราต้องพัฒนาคนของเราก่้อนค่อยมาดูว่าระบบที่จะออกแบบเพื่อการพัฒนาในอนาคตนั้นรองรับและตรงกับความเป็นจริงของสังคมไทยหรือไม่ และก็อยากจะถามว่าในฐานะคนทำงานกับท้องถิ่นและคลุกคลีกับการช่วยชีวิตคนมาโดยตลอด สพฉ.เคยถามองค์กรเหล่านี่้มั้ยว่าจะให้พวกเขามีส่วนร่วมในการพัฒนาและยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินอย่างไรบ้าง" มูลนิธิกุศลศรัทธาสุราษฎร์ธานี ตั้งคำถาม
โดยเอกสารเสนอที่ประชุมบอร์ด สพฉ.ครั้งที่ 14/2560 วันที่ 15 พ.ย. 2560 วาระที่ 3.1 ระบุว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 ระบุว่า สพฉ. ได้จัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจใน (ร่าง) ประกาศ กพฉ. เรื่อง หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ พ.ศ. ... โดยมีนายพงษ์ภัฎ เรียงเครือ ทำหน้าที่ประธานในการชี้แจง และมี กพฉ.ประกอบด้วย พ.อ.สุรจิต สุนทรธรรม, นายนิติศักดิ์ บุญมานนท์, นายสุเทพ ณัฐกานต์กนก และนายทรงยศ เทียนทอง เข้าร่วมการประชุม
พร้อมทั้งเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องอันประกอบด้วยผู้แทนองค์กรภาคเอกชนซึ่งไม่แสวงหากำไรและมีบทบาทด้านการแพทย์ฉุกเฉินก่อนถึงสถานพยาบาลจำนวน 11 หน่วยงาน ผู้แทนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้แทนสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนคณะแพทยศาสตร์
ผลการชี้แจงสรุปได้ว่า ผู้เข้าประชุมเห็นชอบในหลักการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินตามแนวคิดในร่างประกาศดังกล่าว แต่มีข้อโต้แย้งหลายประเด็นทั้งในเนื้อหากับแนวทางปฏิบัติ และกระบวนการยกร่างที่อาจขาดการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง จึงขอให้ดำเนินการดังนี้
1. ชะลอการพิจารณา (ร่าง) ประกาศ กพฉ. เรื่อง หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ พ.ศ. ... ไว้ก่อน และ
2. มอบให้นายไพโรจน์ บุญศิริคำชัย, นายนิติศักดิ์ บุญมานนท์, นายสุเทพ ณัฐกานต์กนก, นายทรงยศ เทียนทองและผู้ที่เกี่ยวข้อง ไปหารือตามแนวทางที่นายไพโรจน์ฯ เสนอในที่ประชุม พร้อมทั้งกลับมาเสนอให้ กพฉ. ทราบภายใน 1 เดือน
ปัจจุบัน ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทยปัจจุบันมี 3 ระดับ คือ ระดับพื้นฐาน First Responder (FR) ต่อมาคือระดับกลาง Basic Life Support (BLS) และระดับสูง Advance life support (ALS) หรือรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลต่างๆ ทว่าบุคลากรส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในระดับ FR เช่น มูลนิธิ สมาคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และต้องผ่านการอบรมก่อนถึงจะขึ้นทะเบียนเป็น FR ได้
ทั้งนี้เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้ประกาศกำหนดในเรื่องการลำเลียงหรือรับส่งผู้ป่วยต้องเป็นระดับ Emergency Medical Responder (EMR) ซึ่งก็คือ FR ที่ผ่านการอบรมเพิ่มเติมอีก 16 ชั่วโมง ให้ครบ 40 ชั่วโมง แต่ยังไม่สามารถดำเนินการปรับระดับขีดความสามารถของ FR ได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุมได้ในปัจจุบัน
ทว่าจากปริมาณการรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉินผ่านสายด่วน 1669 ในแต่ละปีจะอยู่ที่ 1.5 ล้านครั้ง เป็นการลำเลียงโดยบุคลากรในระดับ ALS และ BLS ประมาณ 200,000 ครั้ง ที่เหลือเป็นระดับ FR ประมาณ 1 ล้านครั้ง หากประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะทำให้ FR ที่มีอยู่ทั่วประเทศไม่สามารถลำเลียงผู้ป่วยได้ ทำได้แค่ปฐมพยาบาล แล้วรอบุคลากรในระดับที่สูงกว่ามาลำเลียงส่งโรงพยาบาล
ซึ่งปัจจุบันรถของโรงพยาบาลในระดับ ALS มีเฉลี่ยโรงพยาบาลละ 1 คัน หรือประมาณ 1,000 กว่าทีมเท่านั้น ส่วนระดับ BLS มี 5,000 คัน โดยเฉพาะถ้าเป็นบุคคลระดับ EMR ไม่น่ามีเกิน 30,000 คนทั่วประเทศ
“นิติศักดิ์" มองว่า การประกาศกฏระเบียบในขณะที่ยังไม่มีความพร้อมยากที่จะทำเป็นจริงได้
อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 30พ ย. เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ นพ.อัจฉริยะ แพงมา ได้เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวชนว่า การที่สพฉ.ออกประกาศนี้เพื่อให้การคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ปฎิบัติการฉุกเฉินเท่านั้น เพิ่มชั่วโมงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่กู้ภัยให้มีความรู้ความสามารถมากขึ้น เพื่อที่จะยกระดับให้มีรถกู้ชีพที่มีมาตรฐานแบบเดียวกันทั่วประเทศและให้ประชาชนวางใจในเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น
ในส่วนของร่างกฎหมายใหม่ที่จะเกิดขึ้นได้มีการแบ่งประเภท หน่วยปฏิบัติฉุกเฉินการแพทย์ไว้อยู่ 3 ประเภท คือ 1.ประเภทช่วยเวชกรรมโดยไม่ลำเลียงผู้ป่วย 2.ประเภทช่วยเวชกรรมลำเลียงผู้ป่วย และ 3. ประเภทวิชาชีพ ขณะที่หน่วยปฏิบัติการด้านการอำนวยการ ของเดิมมีศูนย์ 1669 ทั่วประเทศ ซึ่ง 1669 เดิม มี 3 กลุ่มใหญ่ๆ ประกอบด้วย 1. กลุ่มที่มีเพียงพนักงานรับแจ้ง ไม่มีพยาบาล 2.มีแค่พยาบาลกำกับ ไม่มีแพทย์ และ 3. มีแพทย์อย่างเดียว เพื่อให้เกิดเป็นรายละเอียดให้เป็นมาตรฐานในการเพิ่มขีดความสามารถเกี่ยวกับการให้บริการ
นพ.อัจฉริยะ แพงมา
การออกกฎหมายฉบับนี้ เพื่อเป็นการชี้ทิศทางให้ท้องถิ่น รวมทั้งพื้นที่ได้เตรียมตัวเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้หน่วยปฏิบัติฉุกเฉินการแพทย์ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้เตรียมตัวเพื่อไปสู่อนาคต และขอยืนยันว่า แผนประกาศการใช้กฎหมายนี้ไม่กระทบต่อการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ฉุกเฉิน ที่ต้องผลิตบุคลากรให้ทันตามกฎหมายใหม่ เป็นการปูพื้นฐาน เกี่ยวกับการบริการของหน่วยปฏิบัติฉุกเฉินการแพทย์ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ท่ามกลางความเห็นแย้งของหน่วยที่กำกับสนับสนุนและผู้ปฏิบัติงาน คงอีกนานที่ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทยจะเดินหน้าไปได้เท่าเทียมนานาประเทศ



