ไลฟ์สไตล์

อึ้ง!!เด็ก3.17ล้านถูกเท

อึ้ง!!เด็ก3.17ล้านถูกเท

18 ก.ย. 2560

 เปิดเวทีรับฟัง “เสียงเล็กๆ จากเด็กถูกเท” พบเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง 3.17 ล้านคน  เสนอ 5ข้อ พาเด็กเยาวชนให้หลุดพ้นภาวะเปราะบาง แนะพัฒนาระบบความคุ้มครองทางสังคม

 

        เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่โรงแรมปริ้นพาเลซ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNFPA)  และศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ‘เสียงเล็ก ๆ จากเด็กถูกเท’ พาเด็กและเยาวชนให้หลุดพ้นภาวะเปราะบาง

อึ้ง!!เด็ก3.17ล้านถูกเท

        โดยมีพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็น ซึ่งมีเครือข่ายเด็ก เยาวชนที่เผชิญภาวะเปราะบาง เข้าร่วมกว่า 150 คน  

         พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ปัญหาสังคมเรามีหลายด้าน ซึ่งจากข้อมูลการรับแจ้งของพม. พบว่ามีผู้ประสบเหตุเรื่องเด็กประมาณ 3 หมื่นกรณีด้วยกัน แบ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง 2 หมื่นกว่ากรณี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลี้ยงดู 400 เด็กกำพร้า 300 กว่า และขอทาน  200 กว่าคน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาสังคม ทั้งนี้ ชาติสุขสม สังคมดี ต้องเริ่มที่บ้าน ถ้าบ้านแตกแล้วก็จะเกิดปัญหาค่อนข้างมาก  

         ดังนั้น ต้องรับฟังปัญหาเด็กและเยาวชนว่าจะสะท้อนปัญหาของครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง หากครอบครัวมีความอบอุ่น  พ่อแม่เป็นต้นแบบ รับฟังปัญหาของลูกๆ กอดลูก ถึงจะยากดีมีจนก็แก้ได้ แต่ถ้าหากไม่มีเวลา  ไม่เคยอบรม ไม่กอดลูก ผลก็จะไปสู่สังคม เพราะประเทศชาติมั่นคงได้ ต้องเริ่มจากครอบครัว  แม้เป็นเรื่องเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ เพราะทุกคนเริ่มจากครอบครัว 
        "ถ้าทุกคนมีต้นแบบที่ดี และมีกำลังใจที่ดี ก็จะนำไปสู่เป็นคนเก่ง คนดีได้ ซึ่งกำลังใจสำคัญมาก เราเป็นเสียงเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ และให้ผู้ใหญ่ได้ฟัง ครอบครัว เด็กมีความสำคัญ ให้สามารถเป็นคนมีศักยภาพ แข่งขันได้ และมายืนในจุดที่ดีได้" พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว

อึ้ง!!เด็ก3.17ล้านถูกเท
         ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า จากข้อมูลการวิเคราะห์วิเคราะห์แนวทางในการพัฒนาประเทศ พบว่า  40% ต้องพัฒนากลุ่มประชาชนยากจน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน   สสส.จึงเน้นการทำงานให้ความสำคัญเด็กและเยาวชนมากยิ่งขึ้นและจากสถานการณ์เด็กเยาวชนภาวะเปราะบางในปัจจุบัน พบว่า มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 3.17 ล้านคน

         ประกอบด้วย กลุ่มเด็กเยาวชนที่มีความต้องการพิเศษทางการเรียนรู้ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10%ของจำนวนประชากรเด็กไทย  โดยยังขาดการส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้และอาชีพรองรับ กลุ่มเด็กยากจนพิเศษ จำนวน 476,000 คน ลูกแรงงานต่างด้าว 250,000 คน เมื่อประเทศได้จัดระบบแรงงานต่างด้าวด้วยการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็ต้องคิดถึงสิทธิสวัสดิการทางการศึกษาแก่คนกลุ่มนี้ไว้รองรับ

        กลุ่มเด็กไร้สัญชาติ ราว 200,000 คน ที่เผชิญกับปัญหารอยต่อทางการศึกษา แม่วัยรุ่น ที่มีอยู่ 104,289 คน โดยพบว่าเด็กแรกเกิดของไทย 15% มาจากแม่วัยรุ่น ทำอย่างไรจะทำให้เด็กที่เกิดใหม่เหล่านี้เติบโตอย่างมีคุณภาพ รวมถึงกลุ่มเด็กเยาวชนที่ถูกดำเนินคดี 33,121 คน ที่ 68% มาจากครอบครัวที่พ่อแม่แยกทาง และส่วนใหญ่หลุดจากระบบการศึกษา 

      ดร.สุปรีดา กล่าวว่า การทำงานของสสส.ในเด็กและเยาวชนที่เผชิญภาวะเปราะบางจึงเน้นทำงานเชิงวิชาการเพื่อสังเคราะห์นโยบายและแนวทางการจัดการที่เอื้อให้เกิดการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะที่ดี ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเพื่อถอดบทเรียนการทำงาน และมองหาแนวทางเพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

       โดยเน้นการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคนโยบาย ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และคนทำงานในพื้นที่ เพราะการแก้ไขปัญหาเด็กเยาวชน รวมถึงครอบครัวที่เผชิญภาวะเปราะบางทางสังคม ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายร่วมสนับสนุน 

อึ้ง!!เด็ก3.17ล้านถูกเท

      ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ

         ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงข้อเสนอจากเวทีแลกเปลี่ยนเด็กเยาวชนที่เผชิญภาวะเปราะบาง จาก 4 ภูมิภาค จำนวน 35 เครือข่าย พบว่า 1.ขอให้พม.จัดทำระบบฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนภาวะเปราะบางในระดับพื้นที่ เพื่อนำสู่การวางทิศทางแก้ปัญหา โดยร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ในการประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งใกล้ชิดกับคนในพื้นที่มากที่สุด  

      2. อยากเห็นการพัฒนาระบบความคุ้มครองทางสังคมสำหรับเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง  เพื่อเป็น“ตัวช่วยภาครัฐ” โดยดึงความร่วมมือจากภาคประชาสังคมที่ทำงานอยู่ ดึงทุนจากภาคเอกชน โดยแชร์ข้อมูล แชร์บุคลากร เพื่อเป็นตัวช่วยการทำงานของศูนย์ชุมชนคุ้มครองเด็ก  รวมถึงพัฒนาศักยภาพคนทำงานด้านเด็กเพื่อพัฒนาศักยภาพเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง  

        3. ปลดล็อกเงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น รอยต่อทางการศึกษาระหว่างช่วงชั้น ที่ต้องมีบัตรประชาชน 4. การปรับปรุงกองทุนที่มีอยู่ให้มุ่งเป้าสูงการพัฒนามากกว่าการสงเคราะห์ รวมถึงการฝึกอาชีพขั้นสูงที่มีงานรองรับมากกว่าฝึกอาชีพที่ไม่สามารถอยู่ได้จริง

     และ 5. เปิดพื้นที่ให้กับเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง เช่น สนับสนุนกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อสร้างคุณค่าและการยอมรับให้กับเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง ตลอดจนเพิ่มสัดส่วนการมีส่วนร่วมของเยาวชนในสภาเด็กและเยาวชนทุกระดับระดับตำบล   

       "สถานการณ์เด็กที่มีปัญหา คือ จำนวนเด็กออทิสติก เด็กพิเศษ เด็กสมาธิสั้น   และเด็กไร้สัญชาติ ลูกแรงงานต่างด้าว  เด็กที่ถูกออกจากระบบการศึกษากลางคัน เพิ่มขึ้น รวมถึงเด็กเร่ร่อน ซึ่งขณะนี้ขยายตัวจาก 3 หมื่นคนเป็น 5 หมื่นคน  โดยจำนวน 20,000 ที่เพิ่มขึ้น เป็นเด็กที่ทะลักมาจากชายแดน และที่น่าสลดประมาณ 3,000 คน เป็นการขายลูกมาใช้แรงงาน ดังนั้น ซึ่งสิ่งที่ต้องระวัง คือ เด็กเหล่านี้ไม่ได้เรียนต่อ และหันไปประกอบผิดกฎหมาย เช่น ขนยาเสพติด ค้าประเวณี และจากการลงพื้นที่ พบข้อเท็จจริง ว่าในเขตภาคเหนือในบางพื้นที่ มีการเปิดโรงเรียนสอนขนยาเสพติด  ขณะที่ครอบครัวมองเป็นธุรกิจที่ส่งเสริมให้ลูกทำ เพราะค่าตอบแทนสามารถทำให้ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีขึ้น"ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว 

        สำหรับกลไกการแก้ปัญหาเด็กชายขอบ ต้องมองว่าทำอย่างไรให้มีการประสานให้เด็กได้รับสวัสดิการ โดยเฉพาะการศึกษา มากขึ้น เนื่องจากสิ่งที่พม.ดำเนินการเข้าถึงในระดับหนึ่ง เพราะพม.เป็นเหมือนนกพิราบที่คอยช่วยเหลือ ให้สิทธิเด็ก แต่กระทรวงมหาดไทย เป็นเหมือนเหยี่ยว ที่คอยมองเรื่องความมั่นคงของประเทศ ทำให้จำกัดสิทธิเด็กเหล่านี้

      ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องปลดล็อค อย่ามองว่าเด็กเหล่านี้ไม่ใช่เด็กไทย และต้องทุ่มเทช่วยเหลือ ทั้งที่เด็กเหล่านี้ก็มาเกิดในเมืองไทย จากแรงงานต่างด้าวที่มาในไทย เพราะอนาคตเด็กเหล่านี้ก็จะทำประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย และประเทศอาเซียนที่เราต้องร่วมพัฒนา