ไลฟ์สไตล์

 สูบบุหรี่ในบ้าน มหันตภัยสารพิษสู่ลูกน้อย

สูบบุหรี่ในบ้าน มหันตภัยสารพิษสู่ลูกน้อย

09 ส.ค. 2560

สถิติเด็กป่วยเพิ่มขึ้นในบ้านที่มีการสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ในบ้านเพิ่มความเสี่ยงเด็กติดบุหรี่ 2-3 เท่า และเกือบครึ่งของหญิงตั้งครรภ์ได้รับควันบุหรี่มือสอง

       มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่  ร่วมกับ สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่  มูลนิธิเพื่อนหญิง  สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี   โรงพยาบาลรามาธิบดี  มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และภาคีเครือข่าย  ได้จัดให้มีการแถลงข่าว  เรื่อง  วิจัย : สูบบุหรี่ในบ้าน มหันตภัยสารพิษสู่ลูกน้อย เพื่อนำเสนอข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน  ในการที่ต้องดูแลสุขภาพของคนในครอบครัว  และร่วมกันสร้างค่านิยมให้คนไทยไม่สูบบุหรี่ในบ้าน  ซึ่งนอกจาก จะลดอันตรายของควันบุหรี่มือสองในบ้าน  ยังทำให้เด็กในบ้านมีความเสี่ยงที่จะติดบุหรี่น้อยลง  ผู้สูบบุหรี่จะสูบบุหรี่น้อยลงและเลิกสูบบุหรี่ได้ง่ายขึ้

     ศ.นพ.ประกิต  วาทีสาธกกิจ  เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่  กล่าวว่า ควันบุหรี่เมื่อถูกหายใจเข้าสู่ปอด  สารพิษในควันบุหรี่จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด  ซึ่งจะไหลเวียนไปยังทุกอวัยวะของร่างกายในเวลาอันรวดเร็ว     สารพิษซึ่งรวมสารก่อมะเร็งยังผ่านรกไปถึงทารกในครรภ์ได้  สารพิษเหล่านี้บางส่วนจะถูกทำลายโดยตับ  ที่เหลือจะถูกขจัดออกทางปัสสาวะ  การที่สารพิษและสารก่อมะเร็ง         ถูกพาไปสัมผัสกับทุกอวัยวะ  เป็นเหตุให้หลอดเลือดเสื่อม  เกิดโรคกับอวัยวะทั่วร่างกาย  รวมถึงมะเร็ง 12 ชนิด

    รศ.นพ.สุริยเดว  ทรีปาตี  ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชำติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า  ผลการสำรวจในวัยรุ่นไทย 1,000  คน  พบว่า  วัยรุ่นที่อาศัยอยู่ในบ้านที่ห้ามสูบบุหรี่ทุกพื้นที่  สูบบุหรี่ 15.7%  ที่อาศัยในบ้านที่ห้ามสูบบุหรี่เพียงบางพื้นที่สูบบุหรี่ 31.4 %  และที่อาศัยในบ้านที่สูบบุหรี่ได้ทุกพื้นที่  มีอัตราการสูบบุหรี่เท่ากับ 51.8%    ขณะที่รายงานจากองค์การอนามัยโลก พบว่า วัยรุ่นที่ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน  มีโอกาสติดบุหรี่เพิ่มขึ้น 1.4  ถึง 2.1 เท่า เมื่อเทียบกับวัยรุ่นที่ไม่ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน

        พญ.ปองทอง ปูรานิธี  ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี  เปิดเผยถึงการตรวจปัสสาวะเด็กแรกเกิดถึงอายุ 6 ขวบ  ที่มีคนในครอบครัวสูบบุหรี่จำนวน 75 ครอบครัว พบว่า  57  รายหรือร้อยละ 76  ตรวจพบสารพิษจากควันบุหรี่ (โคตินิน)  ในระดับซึ่งบ่งบอกถึงปริมาณที่มาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก  โดยพบว่าเด็กที่อาศัยในคอนโดมิเนียม   อะพาร์ตเมนต์ และแฟลต  มีสารพิษในปัสสาวะสูงกว่าเด็กในบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮาส์ถึงสองเท่าตัว

      พญ.นัยนา ณีศะนันท์  สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี  กล่าวว่า  การสำรวจผู้ปกครองที่พาเด็กมาตรวจรักษาที่สถาบันสุขภาพเด็กฯ  ระหว่างเดือน พ.ค.-ก.ย.2559  จำนวน 1,022  ครอบครัว  โดยร้อยละ 96 ของเด็กได้รับการเลี้ยงดูที่บ้าน  พบว่าร้อยละ 45.6 หรือ 456 ครอบครัวมีสมาชิกที่สูบบุหรี่  ในจำนวนนี้ 101  ครอบครัวหรือ 21.5%  สูบในบ้าน  โดยส่วนใหญ่เป็นพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย  พบว่าเด็กที่อาศัยในบ้านที่มีคนสูบบุหรี่เป็นหวัดเจ็บคอบ่อย 268  คน  เทียบกับ 205  คนในบ้านที่ไม่มีคนสูบบุหรี่  และมีอาการหอบเหนื่อยต้องพ่นยา  96  คน  ในบ้านที่มีคนสูบบุหรี่ เทียบกับ 53  คนในบ้านที่ไม่มีคนสูบบุหรี่  เด็กที่อาศัยในบ้านที่มีผู้สูบบุหรี่  เกิดการเจ็บป่วยมากกว่าเด็กในบ้านที่ไม่มีการสูบบุหรี่  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

        ด้าน ดร. จักรพันธ์ เพ็ชรภูมิ ภาควิชาอนามัยชุมชน คณะสาธารณสุขศาสตร์  มหาวิทยาลัยนเรศวร  พิษณุโลก กล่าวว่า การสำรวจหญิงตั้งครรภ์ในอำเภอโกรกพระ  จ.นครสวรรค์  จำนวน 115  คน   พบว่า  กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 97.4  ไม่เคยสูบบุหรี่ และมี 3 คนที่ยังสูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์ แต่ร้อยละ 90.4  เคยได้รับควันบุหรี่มือสองในรอบ 30 วันที่ผ่านมา  โดยเฉพาะช่วงเวลาหลัง  16.30  น. เป็นต้นไป  โดยสถานที่ที่ได้รับควันบุหรี่  54.3%  จากตลาด  48.7%  ในบ้านของตนเอง  และ 9.6%  ในที่ทำงาน  ทั้งนี้หญิงตั้งครรภ์ 65.2% จะถอยห่างจากคนที่กำลังสูบบุหรี่  59.1%  จะหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มักมีควันบุหรี่  และ 55.7%  จะหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ต้องผ่านบริเวณที่มีการสูบบุหรี่เป็นประจำ

        นพ.วันชาติ ศุภจัตุรัส ผู้แทนสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ กล่าวว่าเนื่องในวโรกาสวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ขอเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ใจดีทุกฝ่าย ไม่สูบบุหรี่ในบ้าน  ไม่สูบบุหรี่ใกล้เด็กหรือหญิงตั้งครรภ์  เพื่อปกป้องลูกหลานของพวกเราทุกคนให้ปลอดภัยจากควันพิษของบุหรี่ทุกรูปแบบ  และที่สำคัญอย่างยิ่งเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ด้วย