ไลฟ์สไตล์

“ปฎิรูปการศึกษา”ทุกฝ่ายต้องร่วมมือ

“ปฎิรูปการศึกษา”ทุกฝ่ายต้องร่วมมือ

19 ก.ค. 2560

"การขับเคลื่อนให้โรงเรียนประชารัฐประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ต้องทำให้เกิดกลไกการตลาด คือ ให้ทุกคนมองเห็นความสำคัญของการศึกษาของลูกหลาน..."

      เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง สำหรับการประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษานัดที่ 8 หรือสัปดาห์ที่ 7 จาก 104 สัปดาห์ของการดำเนินการคกก.ชุดนี้  ในครั้งนี้ มีการนำเสนอโครงการ “โรงเรียนประชารัฐ” โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการคกก.อิสระฯ ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศหรือประชารัฐ และประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานคณะกรรมการบริหาร บจม.ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

       "การขับเคลื่อนให้โรงเรียนประชารัฐประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ต้องทำให้เกิดกลไกการตลาด คือ ให้ทุกคนมองเห็นความสำคัญของการศึกษาของลูกหลาน ทำให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการศึกษาอย่างแท้จริง ต้องให้โรงเรียนมีกองทุนและคณะกรรมการบริหารกองทุน ที่มีกรรมการโรงเรียนเป็นตัวกลาง ในการบริหารจัดการอย่างโปร่งใสของข้อมูลโรงเรียน เพื่อทำให้เกิดความยั่งยืน เราต้องพยายามทำเรื่องระบบนิเวศ ปลุกให้ทุกคนมีจิตสำนึกและมีความเชื่อกลไกตลาด ภาคเอกชน ชุมชน เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง"นายศุภชัย กล่าวถึงหลักในการสร้างโรงเรียนประชารัฐอย่างยั่งยืน

         นายศุภชัย กล่าวต่อไปว่า 1 ปีที่ผ่านมา มีการดำเนินการหลายเรื่อง ตามยุทธศาสตร์ 10 ด้าน โดยเฉพาะมีการตั้งมาตราฐาน เรื่องการโปร่งใสของข้อมูลโรงเรียน และนักเรียน ซึ่งมีการทำร่วมกันกับกระทรวงศึกษาธิการ , มีการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ 3,300 แห่ง ทั้งระบบไอซีที อุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต 40,000 ห้องเรียน และได้มีการตั้ง Connex Ed ของภาคเอกชน เพื่อให้ผู้นำรุ่นใหม่ มาเป็น School parner 700 คน ในสัดส่วน 1 คนต่อโรงเรียน 3 แห่ง ขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว ประมาณ โรงเรียน 2,000 กว่าแห่ง และจะทำใหครอบคลุม 3,300 แห่งต่อไป เป็นต้น

        การขับเคลื่อนลำดับต่อไป คือ ต้องดำเนินการบริหารข้อมูลนักเรียน รวมถึงสถานภาพความเป็นอยู่ในครอบครัวต่างๆ ต้องมีการเก็บข้อมูลต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาของเด็ก ดึงผู้ปกครอง ชุมชน รวมถึงวัด เข้ามามีส่วนร่วม และต้องทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่มีความสอดคล้องเศรษฐกิจความต้องการในชุมชน เชื่อมโยงภาคเอกชน สังคม และต้องจัดตั้ง Learning Certer

       นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ในการจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น จะต้องใช้มาตรการทางภาษี ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลัง (กค.) อยู่ระหว่างการพิจารณา อัตราลดหย่อนภาษีให้กับภาคเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือด้านจัดการศึกษา จากเดิม 10% ของกำไรสุทธิ เป็น 15-17% อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากให้มองในเรื่องของผลตอบแทนเป็น เพราะเรื่องนี้เป็น จิตอาสาที่ทุกคนอยากเข้ามามีส่วนในการแก้ไขปัญหาการขยายผลหลังจากนี้ จะมีการดึงภาคเอกชนระดับพื้นที่มาทำงานร่วมกับโรงเรียน โดยต้องดำเนินการให้เกิดโครงการโรงเรียนประชารัฐตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 7,300 หรือ 1 ตำบล 1 โรงเรียน

       “ถ้าทุกคนช่วยกัน เปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย ไม่ได้ฝากเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แต่ถ้าทุกภาคส่วนและองค์ประกอบสังคม ไม่ให้ความสำคัญเรื่องนี้ ปฏิรูปการศึกษาคงปรับยาก เพราะเรื่องนี้เป็นค่านิยม หรือวัฒนธรรมของสังคม ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกัน รวมถึงสื่อที่ต้องมีบทบาทในการสร้างค่านิยมให้แก่ปฏิรูปการศึกษา อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการศึกษาไม่ได้เป็นการปรับโครงสร้าง แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศที่ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญกับการศึกษา” นายศุภชัย กล่าว