ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ กระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ สำนักงานประกันสังคม(สปส.) กระทรวงแรงงาน ไปศึกษารูปแบบ และวิธีการในการขยาย เวลาการรับเงินชราภาพของผู้ประกันตนจาก อายุ 55 ปีเป็น 60 ปี นั้น เป็นเรื่องที่ รัฐบาลเห็นความสำคัญของ ไทยที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ต้องการสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้กับแรงงาน
โดยรูปแบบที่ คณะอนุกรรมการฯของสำนักงานประกันสังคมกำลังศึกษา อยู่นั้นเป็นการดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยจะใช้ระยะเวลา ประมาณ 7 ปี ซึ่งรูปแบบ การแก้ไข ทุกอย่าง ล้วนอยู่บนพื้นฐาน ที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางการเงิน ในระยะยาว ให้กับผู้ประกันตน และระหว่างที่ดำเนินการนี้ จะมีมาตรการจูงใจ ในการชะลอการรับเงินชราภาพ ของผู้ประกันตนไปพร้อมกันด้วย
สำหรับประเด็นหนึ่งที่ได้รับความเห็นชอบ จากทั้งผู้ประกัน ตนและนายจ้างมากที่สุด คือ ความต้องการ ขยายฐานเงินเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินชราภาพจากปัจจุบันใช้เกณณฑ์ 15,000 บาท เป็น 20,000 บาท เพื่อต้องการให้เงินชราภาพในอนาคต อีก 10-20 ปี ข้างหน้า จะเพียงพอกับการดำรงชีพ ของผู้ประกันตน ณ ขณะเวลานั้น ซึ่ง รายละเอียด และมาตรการการสร้างสิ่งจูงใจ อื่นๆ จะนำเสนอที่ประชุมอนุกรรมการฯ ประกันสังคม ในวันที่ 11 ก.ค. ที่จะถึงนี้ เพื่อพิจารณา
หลังจากพิจารณา จนได้ ข้อสรุปแล้ว จะเดินสาย ทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชน ทั้ง 4 ภาค ประมาณ เดือน ก.ค. – ส.ค. 60 เพื่อนำข้อเสนอแนะ ทั้งหมด มาปรับปรุง เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด สำหรับผู้ประกันตน ต่อไป
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า นโยบายการขยายเวลาการรับเงินชราภาพ นี้ไม่เกี่ยวข้องกับ ประเด็น ความไม่มั่นคงของกองทุนประกันสังคม ยืนยันว่า ณ วันนี้ กองทุนประกันสังคม มั่นคง เพียงพอสำหรับ จ่ายให้กับผู้ประกันตน อีก 40 ปี แต่สิ่งที่ รัฐบาล กระทรวงแรงงาน ดำเนินการ คือการเตรียมความพร้อมสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับผู้ประกันตน รุ่น ลูก รุ่นหลาน ของไทย มีเงินใช้เพียงพอ เมื่ออายุครบ 60 ปี
“ ขอย้ำว่า การปรับปรุงกฏหมายในการขยายเวลาการรับเงินชราภาพ จาก 55ปี เป็น 60 ปี นี้ มีแนวคิดเพื่อประโยชน์ ของผู้ประกันตน ประเด็นสำคัญคือ ต้องสร้างความมั่นคงทางการเงิน ให้กับผู้ประกันตน ในระยะยาว และหลักการณ์คือ ผู้ประกันตนต้องมีมั่นคงทางการเงิน ก่อน กองทุนฯถึงจะมั่นคง “นพ.สุรเดช กล่าว
จากข้อมูลจำนวนผู้ประกันตนทั่วประเทศประจำเดือนพฤษภาคม 2560 มียอดรวมผู้ประกันตนทั้งสิ้น 14,148,310 คน แบ่งเป็น ผู้ประกันตนมาตรา33 ที่มีนายจ้างร่วมสมทบ จำนวน 10,543,612 คน ผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่ไม่มีนายจ้างร่วมสมทบ จำนวน 1,322,782 คน และมาตรา 40 สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระอีก จำนวน 2,281,916 คน