คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคตั้งแต่มีนาคม 2559 ยุบทิ้ง!!คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา และคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเขตพื้นที่ฯ พร้อมตั้งศึกษาธิการภาค(ศธภ.)และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน แทน
กว่า 1 ปีมานี้ การขับเคลื่อนการปฏิรูปในภูมิภาคช่วงเปลี่ยนผ่าน 90% หมดไปกับการจัดการเรื่องการบริหารงานบุคคล ทั้งเรื่องการสอบบรรจุครู การแต่งตั้งโยกย้าย ที่เดิมเป็นอำนาจหน้าที่ของ 2 องค์คณะในเขตพื้นที่ฯ ตกเป็นหน้าที่ของ กศจ.ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่จะต้องเร่งทำให้ลุล่วงเสียก่อน ส่วนอีก 10% ที่เหลือเรื่องการแต่งตัว การกำหนดบทบาทหน้าที่ ศธภ.และ ศธจ. ในการบริหารจัดการเชิงนโยบาย ระดับกลุ่มจังหวัด ระดับจังหวัดให้มีความเชื่อมโยง สอดคล้องกัน ตลอดจนการจัดทัพบุคลากรลงในสำนักงาน ศธภ.และสำนักงาน ศธจ.ที่เกลี่ยอัตรากำลังมาจากหน่วยงานใน ศธ.และการสรรหา ศธภ./รอง ศธภ. ศธจ.และรองศธจ.ตัวจริง เพิ่งมาเห็นภาพชัดในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา(ปี2560)
ล่าสุดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ.โดยเฉพาะข้อ 13 ในคำสั่งกำหนดให้ ศธจ.โดยความเห็นชอบของ กศจ.เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา 53 (3) และ (4) พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547และแก้ไขเพิ่มเติม ได้แก่ รองผอ. และผอ.สถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ บุคลากรในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) คือ ตำแหน่งครูผู้ช่วย ครู บุคลากร 38 ค(2) ในสถานศึกษา
ว่ากันว่า จุดนี้ทำให้ ผอ.สพท.รู้สึกคับข้องใจในเชิงนโยบาย ที่ดึงอำนาจซึ่งเป็นของผอ.สพท.ไปให้ ศธจ. ซึึ่งฝ่ายผู้กำหนดนโยบายก็มองว่าอยากจะแบ่งเบาภาระงานผอ.สพท.เพื่อได้มีเวลาทุ่มเทในการส่งเสริมงานด้านวิชาการ ยกระดับคุณภาพการศึกษาให้โรงเรียนในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ แต่เหตุผลนี้สวนทางกับ ผอ.สพท.ที่มองว่าวิธีการนี้ทำให้เกิดความลักลั่นในบทบาทและอำนาจหน้าที่ จึงได้รวมตัวในนามชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย (ช.ผอ.สพท.) ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ความหวังเดียวที่จะช่วยปลดล็อกคำสั่ง บนเงื่อนไข คืนอำนาจการโยกย้ายมาให้ ผอ.สพท.ดังเดิม!!
ธนชน มุทาพร ประธานช. ผอ.สพท.
ประธานช.ผอ.สพท.“ธนชน มุทาพร” ระบุว่า ศธจ.เปรียบเสมือนผู้แทนของ ศธ.ในระดับพื้นที่ ถ้าจะทำงานการประสานเชิงราบ เชืื่อว่าจะทำให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ไม่ใช่ให้้ ศธจ.เป็นผู้อนุมัติแต่งตั้งโยกย้าย ทั้งที่งานนี้เป็นงานลูทีนที่ผอ.สพท.ทำมาโดยตลอด จุดนี้ ช.ผอ.สพท.ไม่เห็นด้วยเพราะทำให้ผู้บริหารและครูเกิดความสับสน ว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งใคร ระหว่าง ผอ.เขต และ ศธจ. เหมือนมีผู้บังคับบัญชาหลายคน
ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำงาน นอกจากนี้ ยังเพิ่มขั้นตอนอนุมัติเรื่องบุคคลต่างๆโดยไม่จำเป็น ไล่ๆดูมากถึง 11 ขั้นตอนกว่าที่เรื่องจากต้นทางจะกลับมาที่จุดเริ่มอีกครั้งกินเวลาไป 2-3 เดือนอาจก่อให้เกิดผลเสียหายต่อราชการ รวมถึงสิ้นเปลืองงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทางไปส่งเอกสาร คำสั่งที่ผูกพันกับ มาตรา 53 ที่บังคับใช้เกือบ 30 เรื่อง เพื่อให้ ศธจ.ลงนาม
“จุดนี้เป็นความคิดเห็นไม่ตรงกันในเชิงนโยบาย ไม่ได้ความขัดแย้งกับบุคคลใด การทำงานทำร่วมกันได้ จริงอยู่ว่าผอ.สพท.มีอำนาจตามกฎหมาย ยังสามารถเสนอ ให้ข้อเสนอแนะเรื่องบุคคลได้ แต่การที่ไม่สามารถอนุมัติแต่งตั้ง โยกย้ายได้ก็กระทบการบังคับบัญชา อำนาจมันซ้อนกันอยู่ซึ่งยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องการหวงอำนาจ แต่สะท้อนปัญหาจากประสบการณ์ ที่ได้คลุกคลีกับผอ. ครู ทำให้รู้เห็นสภาพปัญหาแท้จริง ถ้าปล่อยไว้อาจจะเกิดปัญหาในอนาคต ยิ่งเป็นในลักษณะการบริหารแบบซิงเกิล คอมมานด์ (Single Command) ต่อไปก็อาจจะมีกลุ่มผลประโยชน์เข้ามาแทรกแซง ตอนนี้กำลังติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก จนทำให้ผิดเพี้ยนไปทั้งหมด และแทนที่ ศธจ.จะไปทำงานบูรณาการในจังหวัดให้เกิดประสิทธิภาพ ตามบทบาทภารกิจ อาจต้องตกภาวะติดหล่มอยู่กับเรื่องบริหารงานบุคคล ดังนั้น ชมรมผอ.เขตพื้นที่ฯ ยืนยันว่าต้องยกเลิกคำสั่งดังกล่าว และนายกฯคือความหวังเดียวที่จะเป็นผู้ปลดล็อกให้ได้”นายธนชน ระบุ
ด้าน ว่าที่ ร.ต.ดร.ธนุ วงษ์จินดา ศธจ.มหาสารคาม ให้ความเห็นว่า ตามคำสั่งที่ให้ยุบอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ โอนภารกิจ หน้าที่ต่างๆให้ กศจ.รับผิดชอบภารกิจ ซึ่งรวมถึงการบริหารงานบุคคล ตรงนี้มีผลให้ ผอ.สพท.ที่แต่เดิมทำหน้าที่เป็นเลขานุการ ในอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปยกเลิกไป มาเป็น ศธจ.ที่ทำหน้าที่เลขานุการของ กศจ.ขณะที่ การอนุมัติแต่งตั้ง โยกย้ายต่างๆ ตามมาตรา 53(3)(4) ศธจ.ก็จะอนุมัติตามมติของ กศจ.
ว่าที่ ร.ต.ดร.ธนุ วงษ์จินดา ศธจ.มหาสารคาม
ทั้งนี้ ในช่วงการเปลี่ยนผ่านมา กศจ.มหาสารคาม ก็ได้มีการแต่งตั้งโยกย้าย จัดสอบบรรจุ ซึ่งก็เป็นไปได้ด้วยดี ภาพรวมไม่มีผลกระทบ วิธีการของที่นี่คือ เน้นการสร้างความมีส่วนร่วม เช่น เชิญให้ผอ.สพท.มาร่วมเป็นกรรมการในการคัดเลือก สร้างการทำงานร่วมกันเป็นทีม เป็นต้น
อาจเป็นเพราะผ่านบทบาทของการเป็นผอ.สพท.มาก่อน จนตอนนี้มาเป็น ศธจ.มหาสารคาม ทำให้เข้าใจถึงข้อห่วงใยที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาขัดแย้ง การปรับเปลี่ยนแรกๆเป็นธรรมดาที่จะต้องมีผลกระทบทั้งต่อความรู้สึก แต่ถ้าทุกฝ่ายทำงานร่วมมือกันเชื่อวันจะไม่เกิดปัญหา
"ล่าสุดเพิ่งได้รับหนังสือแจ้งจากศาลปกครองทราบว่า ต่อไปหากมีกรณีครูฟ้องร้อง จะต้องมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้ถูกฟ้องจาก ผอ.สพท.มาเป็น ศธจ.แทนในฐานะผู้อนุมัติแต่งตั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครอยากเจอแต่เราถูกกำหนดไว้ด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของการจัดตั้ง กศจ.ศธจ.ศธภ.เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งในระดับจังหวัด ภูมิภาคให้เกิดความเป็นเอกภาพ และมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้น เวลานี้ทุกฝ่ายก็ต้องช่วยกันเดินหน้า”ศธจ.มหาสารคาม กล่าว
อย่างไรก็ดี เพื่อหาจุุดกึ่งกลางให้ทุกฝ่ายสมประโยชน์ร่วมกัน ลดกระแสความขัดแย้ง คงเป็นอีกเหตุผลที่คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของ ศธ.มอบให้สำนักงานก.ค.ศ.ไปกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการเกี่ยวกับงานบริหารงานบุคคลทั้งสอบบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย การพิจารณาความดีความชอบ และการดำเนินการทางวินัยในทุกกลุ่มทั้งครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา เขียนมาให้ชัดเน้นให้สถานศึกษา และผอ.สพท.มีบทบาทมากที่สุดในการพิจารณากลั่นกรองแต่ละขั้นตอน ตลอดจนให้การจัดทำร่างต้องมี ผอ.สพท.ทั้งประถมและมัธยม มาร่วมพิจารณาด้วย.
ความเห็นแย้ง เรื่องงานบริหารบุคคล นี้จะลงเอยอย่างไรต้องคอยดูกันต่อไป ได้แต่หวังว่าจะแก้ไขได้ถูกจุดไม่เช่นนั้น ยิ่งแก้ก็เหมือนยิ่งพายเรือวนในอ่าง..