
ถึงเวลาแล้วแก้ไข "บัตรทอง"
อาจเรียกได้ว่า“หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”หรือ “30 บาทรักษาทุกโรค”หรือ“บัตรทอง”เป็นสวัสดิการภาครัฐหนึ่งที่ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหน พรรคใดเป็นรัฐบาลก็ไม่มีใครกล้าแตะ
ด้วยเพราะมีคนไทยอยู่ในสิทธิ์รักษาพยาบาลนี้มากถึงเกือบ 49 ล้านคน หากมองในแง่การเมือง นี่จึงเป็น กลุ่มฐานเสียงที่สำคัญมาก ที่ผ่านมามีเพียงการลองหยั่งเชิงจะปรับปรุงบัตรทองแบบผลุบๆโผล่ๆ หรือโยนหินถามทาง แต่เมื่อโดนสกัดก็เงียบหาย แต่ในยุคคสช.ชัดเจนมากว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขบัตรทองแน่!!!!
“ยืนยันว่าไม่มีการล้มบัตรทองแน่นอน มีแต่จะปรับปรุงให้ดีขึ้นและระบบอยู่ได้อย่างยั่งยืน และประชาชนจะได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่เป็นอยู่ ” ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) ยืนยันหนักแน่นตั้งแต่ที่ถูกลองเชิงกล่าวหาว่าจะยุบบัตรทอง
ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร
หากไม่มีการปรับบัตรทอง ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็จะต้องอยู่ในสภาพกลับตัวก็ไม่ได้ให้เดินต่อไปก็ไม่ถึง จะยุบบัตรทองก็ไม่ได้เพราะเป็นสวัสดิการที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลโดยที่ไม่ต้องล้มละลายจากการที่ต้องหาเงินมาจ่ายเป็นค่ารักษาเมื่อยามเจ็บป่วย แต่หากจะปล่อยให้คงอยู่เช่นนี้ต่อไป ไม่มีการปรับปรุงใดๆ ฝากฝั่งผู้ให้บริการที่เป็นสถานพยาบาลภาครัฐและสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ก็ส่งเสียงร้องให้ได้ยินอย่างสม่ำเสมอว่าไม่ไหวแล้ว! โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรงบประมาณให้หน่วยบริการที่ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย จนเป็นสาเหตุที่ทำให้รพ.สธ.มีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน กระทั่ง รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณกลางปีมาแก้ปัญหาเฉพาะถึง 5,000 ล้านบาท
ถึงวันนี้ รูปร่างการปรับบัตรทองในมือรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีชัดเจนมากขึ้น เมื่อมีการยกร่างพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(ฉบับที่...) พ.ศ..... ซึ่งมีรศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณายกร่างพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.....ดำเนินการแล้วเสร็จและอยู่ระหว่างขั้นตอนการเดินหน้าทำประชาพิจารณ์ แต่ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้สิทธิฺบัตรทองสบายใจ คือ การปรับแก้กฎหมายครั้งนี้ไม่มีการแตะในหมวดสิทธิการบริการสาธารณสุข!!!
แต่จะว่าการปรับไม่แตะเรื่องสิทธิประโยชน์เสียทีเดียวก็คงไม่ใช่ เนื่องจากก่อนหน้านี้คณะกรรมการจัดทำแนวทางพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติซึ่งรมว.สธ.ตั้งขึ้น มีศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธาน ได้มีการสรุปในส่วนของการสร้างความเป็นธรรมของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยจะให้มีการกำหนดสิทธิประโยชน์พื้นฐานที่ทุกคนจะได้เหมือนกันในทุกสิทธิรักษาพยาบาลทั้งบัตรทอง ประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการ และมีสิทธิฯเสริมที่แต่ละกองทุนประกันสุขภาพจะไปกำหนดเพิ่มเติมเอง และสิทธิเสริมที่ประชาชนแต่ละคนจะจ่ายเองตามความต้องการ ซึ่งอาจจะต้องมีการออกกฎหมายเฉพาะที่จะมากำหนดในส่วนนี้
“ประชาชนที่ใช้สิทธิรักษาพยาบาลบัตรทองไม่ต้องร่วมจ่ายเพื่อนำมาสนับสนุนระบบ เพราะเงินภาษีจากรัฐอย่างเดียวแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเพียงพอที่จะใช้สนับสนุนค่ารักษาพยาบาลได้เพียงพอในการให้บริการตามสิทธิประโยชน์หลักที่ทุกคนจะได้ ประชาชนจะต้องจ่ายเงินเองในกรณีที่ต้องการสิทธิประโยชน์ในการรักษาเสริมเพิ่มเติมจากสิทธิพื้นฐานและสิทธิที่แต่ละกองทุนจัดให้ ซึ่งการจ่ายเงินเองก็เป็นไปตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประชาชน” ศ.นพ.ภิรมย์กล่าว
อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงบัตรทองในครั้งนี้ ใช่จะเป็นแบบปุบปับ มีการวางกลไกมาตั้งแต่ปี 2558ช่วงที่ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน เป็นรมว.สธ. มีการตั้งคณะกรรมการจัดทำแนวทางการระดมทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มีนพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เป็นประธานได้เสนอเป้าประสงค์การปฏิรูปหลักประกันสุขภาพ ภายใต้แนวคิด“SAFE”
ได้แก่ 1.การพัฒนาอย่างยั่งยืน(Sustainability) ประเทศ รัฐบาลและครัวเรือนสามารถลงทุนได้ในระยะยาว 2.ความเพียงพอ(Adequacy) เพียงพอให้ทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพ และป้องกันการล้มละลายจากค่าใช้จ่ายสุขภาพ 3.ความเป็นธรรม(Fairness) เท่าเทียมทั้งการรับภาระค่าใช้จ่ายและการรับบริการ และ4.มีประสิทธิภาพ(Efficiency) ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งต้องคำนึงถึงความทันเวลาและความมีคุณภาพ และศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล มาต่อยอดด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดศ.นพ.ภิรมย์ เพื่อเสนอแนวทางปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม
ต้องจับตาแบบไม่กระพริบ ในช่วงเวลาใกล้หมดวาระของรัฐบาลคสช.ว่า การปรับ“บัตรทอง”จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆที่หลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีอยู่ได้อย่างจริงแท้แค่ไหน ????
สาระสำคัญปรับแก้“กฎหมายบัตรทอง”
1.เพื่มค่าใช้จ่ายประจำ เช่น เงินเดือน ค้าข้าง ค่าตอบแทน เป็นต้น และค่าเสื่อมสิ่งก่อสรา้งและครุภัณฑ์ เป็นค่าใช้จ่ายบริการสาธารณสุขด้วย
2.เพิ่มผู้แทนสภาการแพทย์แผนไทยและผู้แทนหน่วยบริการ เป็นบอร์ดสปสช.
3.อำนาจหน้าที่ของอบร์ดในส่วนที่กำหนดประเภทและขอบเขตในการให้บริการสาธารณสุขที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตและอัตราค่าบริการสาธารณสุข ต้องคำนึงถึงต้นทุนการบริการด้วย
4.เพิ่มเติมแหล่งรายได้ของสำนักงานนอกจากเงินงบประมาณเช่น เงินอุดหนุนจากหน่วยงานรัฐ ภคเอกชนหรือองค์กรอื่น รวมทั้งจ่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศและที่มีผู้บริจาค ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินของสำนักงาน เป็นต้น และไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
5.การช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 ให้ช่วยเหลือทั้งผู้รับและผู้ให้บริการในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ
6.หมวด 6 ที่เกี่ยวกับคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข ใน(4)มาตรา 50 ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ จากเดิมที่ให้เสนอแนะอัตราราคากลางของโรคทุกโรค เพิ่มเป็นเสนอแนะอัตราราคากลางสะท้อนต้นทุนการให้บริการที่แปรผันตามสภาพเศรษฐกิจ สถานการณ์ของโรค โดยต้องเสนแนะให้มีการทบทวนอัตราราคากลางอย่างน้อยทุกๆ 2 ปี เป็นต้น
0 พวงชมพู ประเสริฐ 0



