ปิดโรงเรียนเรวดีกลางปี53อ้างถูกกระทบกฎหมายใหม่

ร.ร.เรวดี เตรียมปิดโรงเรียนกลางปี 53 อ้างผลกระทบ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฉบับใหม่ ผู้ปกครองเครียดหวั่นลูกไม่มีที่เรียน แถมต้องเสียค่าแป๊ะเจี๊ยะให้โรงเรียนใหม่ ที่ต้องเข้าเรียนกลางเทอม

หลังจากโรงเรียนเรวดี ซึ่งเปิดการเรียนการสอนระดับอนุบาล 1-ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทำหนังสือแจ้งปิดสถานศึกษาเมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา โดยอ้างถึงผลกระทบจาก พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน มาตรา 159 ที่ต้องโอนสิทธิ์ถือครองที่ดินให้คณะกรรมการโรงเรียน ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจ การขาดแคลนบุคลากรครู จึงต้องปิดตัวเองอย่างกะทันหัน ทำให้ผู้ปกครองส่วนใหญ่รู้สึกตกใจและเครียดที่ต้องหาที่เรียนใหม่ให้แก่บุตรหลานโดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่ต้องไปเข้าโรงเรียนใหม่กลางคัน

 นางละมัย เอี่ยมแสง อายุ 54 ปี ซึ่งขายไข่เค็มดาวหน้าโรงเรียนเรวดี และมีลูกชายเรียนอยู่ชั้น ป.5 กล่าวว่า เสียความรู้สึกเป็นอย่างมากที่ต้องหาที่เรียนให้ลูกชายใหม่ ทั้งที่เหลืออีกแค่ชั้นเดียวก็จะจบแล้ว เมื่อได้รับหนังสือแจ้งปิดโรงเรียนรู้สึกเครียดมากไม่รู้จะไปหาที่เรียนใหม่ที่ไหน หากลูกชายจบ ป.6 แล้วคงจะสบายใจกว่านี้ แต่นี่ต้องไปเข้าโรงเรียนใหม่กลางคันก็อาจต้องเสียค่าแป๊ะเจี๊ยะอีกหลายหมื่นบาท

 "ผู้ปกครองทุกคนเครียดกันทั้งนั้น ไม่รู้ว่าจะให้ลูกไปเรียนต่อกันที่ไหน ยิ่งลูกชายกำลังจะขึ้น ป.6 ก็ต้องมีการเก็บคะแนนเพื่อไปเข้าเรียนในระดับมัธยมอีก หากต้องย้ายโรงเรียนกลางคันก็อาจมีปัญหา ส่วนเรื่องโรงเรียนใหม่ก็ยังคิดไม่ตกว่าจะให้เรียนโรงเรียนเอกชนแห่งใหม่ก็อาจต้องเสียค่าแป๊ะเจี๊ยะ หากจะให้เรียนต่อโรงเรียนรัฐบาลที่อยู่ใกล้กันเขาก็ไม่รับเรียนต่อชั้น ป.6 ก็คิดๆ ว่าอาจจะให้ลูกชายต้องเรียน ป.5 ซ้ำอีกปีหนึ่ง ซึ่งเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรแล้วแต่ว่าจะให้เรียนที่ไหนก็ได้" นางละมัย บอกด้วยสีหน้าไม่สบายใจ

 เช่นเดียวกับผู้ปกครองอีกรายหนึ่ง ซึ่งมีลูกชายเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 2 กล่าวว่า รู้สึกตกใจมากที่รู้ข่าวว่าโรงเรียนจะปิด และต้องหาโรงเรียนใหม่ให้ลูกชายกลางคันแบบนี้ ยอมรับว่าลำบากมากอาจจะต้องเสียค่าแป๊ะเจี๊ยะให้โรงเรียนใหม่อีก แถมยังต้องเดินทางรับส่งลูกไกลกว่าเดิม โรงเรียนแห่งนี้สิ่งแวดล้อมดี เดินทางสะดวก แม้ว่าค่าเทอมจะแพงก็ยอมจ่าย แต่สุดท้ายต้องมาเสียความรู้สึกกับโรงเรียนที่ไม่มีคุณธรรมมาปิดโรงเรียนกะทันหันแบบนี้

 ด้าน นางปัณฑาทิพย์ พรชัยชนะภัย อายุ 34 ปี กำลังมารับลูกสาวที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.3 กล่าวว่า แทบไม่มีใครเชื่อเลยว่าโรงเรียนจะปิด เคยได้ยินแต่ข่าวลือว่าจะปิดโรงเรียนมาได้ 2 เดือนแล้ว แต่เพิ่งได้รับหนังสือแจ้งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจน ทำให้รู้สึกเสียใจมาก เพราะเพิ่งย้ายลูกมาเข้าเรียนปีนี้เอง ซึ่งลูกสาวย้ายโรงเรียนมาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งนี้ก็จะถือว่าเป็นครั้งที่ 4 แล้ว

 "รู้สึกเสียใจนะ เห็นทางโรงเรียนแจ้งว่ามีปัญหาด้านกฎหมาย บุคลากร แต่ก็คงต้องหาที่เรียนให้ลูกใหม่" นางปัณฑาทิพย์ กล่าว

 ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 กันยายน โรงเรียนเรวดีมีหนังสือแจ้งให้ผู้ปกครองทราบถึงการปิดสถานศึกษา โดยระบุว่า มีความจำเป็นจะต้องหยุดทำการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2553 (16 พฤษภาคม 2553) ตั้งแต่ระดับชั้นเตรียมอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เนื่องจากสาเหตุ ดังนี้

 1.ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 159 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาต ต้องโอนกรรมสิทธิ์ ครอบครองที่ดินให้แก่โรงเรียน และจัดตั้งเป็นนิติบุคคล (บริษัท) นอกจากนี้พระราชบัญญัติดังกล่าว ยังมีปัญหาในทางปฎิบัติอีกหลายด้าน ที่ทางโรงเรียนไม่สามารถปฏิบัติตามได้

 2.ในสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน อัตราการเกิดของเด็กลดลงมาก ทำให้ในแต่ละปีมีจำนวนนักเรียนลดน้อยลงปีละกว่าร้อยคน และมีโรงเรียนใหม่ๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก อีกทั้งรัฐบาลยังได้ขยายและให้การสนับสนุนโรงเรียนรัฐบาลในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงโครงการเรียนฟรี 15 ปี ทำให้ในระยะหลังโรงเรียนประสบปัญหาหลายด้าน รวมถึงเกิดปัญหาสภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง

 3.การขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณภาพในด้านต่างๆ โดยเฉพาะบุคลากรครูที่มีใจรัก และมีคุณสมบัติเหมาะสมนั้นหาได้ยากขึ้น ในปัจจุบันนิสิตนักศึกษาที่จบครูมาแล้ว เป็นครูน้อยลง ซึ่งทำให้เป็นผลกระทบต่อการบริหารจัดการของโรงเรียน

 จากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ทำให้เห็นว่าการบริหารจัดการกิจการโรงเรียนเกิดความไม่คล่องตัว โรงเรียนไม่สามารถยอมรับ และปฏิบัติตามกฎ ระเบียบต่างๆ ตามมาตราต่างๆ ในพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนฉบับใหม่นี้ได้ จึงจำเป็นต้องปิดสถานศึกษาลง

 ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่จำนวนประมาณ 300 คน

 สำหรับการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2552 (16 พฤษภาคม 2522 - มีนาคม 2553) ในทุกระดับชั้นยังคงมีการเรียนการสอนตามปกติจนสิ้นปีการศึกษา 2552 และนักเรียนทุกคนจะได้รับผลการสอบปลายปี และเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นในการนำไปศึกษาต่อที่สถานศึกษาอื่น

 นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กล่าวว่า ขณะนี้โรงเรียนเรวดียังไม่ปิดทำการ เพียงแต่ส่งเรื่องมาขอหารือ สช.ว่าถ้าจะปิดโรงเรียนต้องดำเนินการอย่างไร ซึ่งในเชิงนโยบายแล้วเป็นสิทธิของโรงเรียนที่สามารถทำได้ แต่ต้องแจ้งให้ผู้ปกครอง นักเรียน ครู ทราบอย่างน้อย 1 ปีการศึกษา เพื่อจะได้หาสถานที่เรียนต่อได้ทัน ซึ่งหากมีการปิดจริง สช.จะต้องเข้าไปช่วยหาที่เรียนให้นักเรียน รวมทั้งดูแลครูด้วย ซึ่งทุกวันนี้มีโรงเรียนปิดและเปิดใหม่เป็นเรื่องปกติ

 รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับโรงเรียนแห่งนี้ก่อตั้งโดยมารดาของผู้บริหารโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันได้ดูแลกิจการโรงเรียนแห่งนี้ด้วย และในอดีตมีนักเรียนมาก ได้รับความนิยมจากผู้ปกครอง แต่หลังจากที่มีการสร้างทางขึ้นลงทางด่วนใกล้โรงเรียน ทำให้จำนวนนักเรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้ปกครองไม่แน่ใจในความปลอดภัยของบุตรหลาน

 สำหรับประเด็นที่ร่าง พ.ร.บ.เอกชน มาตรา 159 เรื่องตราสารและทรัพย์สินของโรงเรียนเอกชน กำหนดให้ว่าให้โอน ที่ดิน ทรัพย์สินของโรงเรียนเอกชนให้นิติบุคคล ทำให้มีบางแห่งเกิดมีปัญหาเพราะนำที่ดินไปจำนองหรือเข้าธนาคารไว้ ในพ.ร.บ.ได้มีการแก้ไขให้ขยายระยะเวลาที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย จากเดิม 60 วันเป็น 150 วัน และกำหนดให้โรงเรียนเอกชนเก่าไม่ต้องโอนทรัพย์สินมาเป็นของนิติบุคคล


เปิดอ่าน