ศธ.ถกค่าใช้จ่ายพื้นฐานจี้ร.ร.รัดเข็มขัดค่าน้ำ-ไฟ
เผยข้อมูลวิจัยค่าใช้จ่ายพื้นฐานของ มธ.เบื้องต้นพบรัฐต้องเพิ่มงบค่าน้ำ-ค่าไฟ ให้ร.ร.ถึงปีละ 1 พันล. ขณะที่แต่ละปีร.ร.ต้องจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ อยู่ที่ 3.5 พันล.
เมื่อวันที่ 16 ส.ค. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุมค่าใช้จ่ายรายหัวการศึกษาขั้นพื้นฐานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษา (สช.) ว่า เนื่องจากพบว่าโรงเรียนได้นำงบประมาณของเงินอุดหนุนรายหัว ซึ่งอยู่ในรายการค่าใช้จ่ายการจัดการเรียนการสอน ของโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ โดยในส่วนนี้ สพฐ.ได้กำหนดให้จ่ายเป็นค่าสาธารณูปโภค หรือ ค่าน้ำ ค่าไฟไม่เกิน 5% แต่ในความเป็นจริงก็พบว่าโรงเรียนมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เกินอยู่มาก ทั้งนี้ สพฐ.ได้มอบให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ไปทำการศึกษาวิจัยสำรวจค่าใช้จ่ายพื้นฐานของโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อหาตัวเลขค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคที่เหมาะสมของโรงเรียนในแต่ละขนาด เบื้องต้นคาดว่าจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มไม่เกิน 1,000 ล้านบาท
“งานวิจัยนี้ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน ยังต้องไปเก็บข้อมูลเพิ่มเติม อาทิ ค่าไฟเป็นการสำรวจการใช้ไฟทั่วไป ไม่ได้รวมถึงค่าแอร์ ค่าคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ขณะที่ข้อมูลของ สพฐ.พบว่าโรงเรียนมีค่าใช้จ่ายค่าน้ำค่าไฟปีละประมาณ 3,500 ล้านบาท ซึ่งผมได้มอบให้สพฐ.ไปดูในรายละเอียดแต่คงไม่ไปขอเงินจากรัฐบาลเพิ่มเติม แต่จะบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาเองซึ่งตรงนี้ทุกโรงเรียนต้องช่วยกันประหยัดค่าใช้จ่าย และจะต้องไม่เบียดบังเงินรายหัวของเด็ก ขณะเดียวกัน ให้สพฐ.ไปดำเนินการแยกหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายในการบริหารโรงเรียน ที่อยู่ในค่าใช้จ่ายการจัดการเรียนการสอนให้ชัดเจน ต้องทำให้สังคมได้ทราบว่าเงินอุดหนุนรายหัวเท่าไร เงินบริหารจัดการเท่าไร เพราะของเดิมปนกันอยู่ก็มีโอกาสที่ผู้บริหารโรงเรียนจะนำเงินไปใช้ได้หลายรูปแบบ”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม คงไม่สามารถบอกได้ว่าจะไม่เก็บเงินจากผู้ปกครองเลย เพราะในบางครั้งก็เป็นความต้องการของผู้ปกครองที่ให้บุตรหลานได้รับสิ่งดี ๆ แต่จะพยายามลดภาระของผู้ปกครองมากที่สุด ดังนั้นออกให้ชัดเจน
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือถึงการดูแลเด็กพิการเรียนร่วมปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 3 แสนคนให้ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ 2 เรื่องหลัก ได้แก่ การจัดหาครูผู้ช่วย และการจัดหาสื่อการเรียนการสอนพิเศษ คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณ 196 ล้านบาท ซึ่งเร็ว ๆ นี้ ตนจะหารือกับผู้จัดการกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ สำนักบริหารงานการศึกษาศึกษาพิเศษ (สศศ.) ของ สพฐ.เพื่อนำงบประมาณมาจัดสรรดำเนินการ คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 หรือปีงบประมาณ 2560 สำหรับการดูแลเด็กด้อยโอกาสและเด็กยากจนนั้น ศธ.จะนำตัวเลขผู้ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเพื่อรับสวัสดิการของรัฐ หรือ ลงทะเบียนคนจน ที่ปัจจุบันมีลงทะเบียนแล้ว 5 ล้านคนมาประกอบการพิจารณากับตัวเลขเด็กยากจนของ ศธ.ที่มีอยู่ประมาณ 2.8 ล้านคน ซึ่งจะได้รับเงินสนับสนุนเพิ่ม หรือ ท็อปอัพเดือนละ 3,500 บาทต่อคนต่อปี อย่างไรก็ตาม ศธ.จะมีการสำรวจกลุ่มนี้เพิ่มเติมเพื่อคัดกรองให้ได้ตัวเลขแท้จริง และดูแลเด็กยากจนได้โอกาสทางการศึกษา



