
สธ.ขอคัดกรองโรคผู้ต้องขังอภัยโทษ1.2หมื่นคนก่อนปล่อยตัว
สธ.ขอเข้าคัดกรองโรคผู้ต้องขังอภัยโทษก่อนปล่อยตัว เน้นเอดส์-วัณโรค-สุขภาพจิต สร้างความปลอดภัยให้ผู้ต้องขัง-ประชาชน สกัดโรคแพร่ระบาดซ้ำรอยอดีต
เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) กล่าวถึงกรณีจะมีการอภัยโทษและปล่อยตัวนักโทษประมาณ 12,000 คนว่า กระทรวงสาธารณสุขจำเป็นจะต้องประสานไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอเข้าตรวจคัดกรองโรคในผู้ต้องขังที่จะได้รับการอภัยโทษก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัวทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยด้านการเจ็บป่วยของผู้ต้องขังและประชาชน เนื่องจากในอดีตช่วงปี 2529 เคยมีกรณีที่มีการปล่อยตัวนักโทษประมาณ 30,000 คน ทำให้มีการแพร่กระจายของโรคเอดส์อย่างไม่น่าเชื่อ จึงเป็นตัวอย่างที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นอีก
“ต้องมีการตรวจคัดกรองโรคให้กับผู้ต้องขังที่จะได้รับการอภัยโทษทั้งหมด โดยเฉพาะวัณโรค และโรคเอดส์ รวมถึงโรคอื่นๆ ซึ่งได้มอบหมายให้ปลัดสธ.ไปดำเนินการเพื่อพิจารณาดูว่าจำเป็นต้องตัดกรองเรื่องไหน อย่างไรบ้าง หากผู้ต้องขังได้รับการคัดกรองโรคก่อนก็จะเป็นการช่วยผู้ต้องขังและป้องกันโรคแพร่กระจายสู่สังคม อีกทั้งผลการคัดกรองจะสะท้อนไปกับการดูและบุคลากรที่อยู่ในพื้นที่แอดอัดแลจำเพาะด้วย”ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าว
รมว.สธ. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตามที่รัฐมีนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติดในประเทศไทยโดยให้มองผู้เสพยาเป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษานั้น สธ.จึงได้หารือร่วมกับกระทรวงยุติธรรมเรื่องของการโยนย้ายผู้ติดยาเสพติดซึ่งจากนี้จะถือเป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษามาให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ดูแล โดยเบื้องต้นจะค่อยๆ ผ่องถ่ายออกมาคาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 1-3 ปี ในการถ่ายโอน ส่วนรายละเอียดว่าจะโอนผู้ป่วยกลุ่มแรกมาให้กระทรวงดูแลเท่าไหร่ จะกำหนดกลุ่มผู้ป่วยอย่างไรบ้างนั้นจะมีการหารือร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 18 ส.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขเองก็มีการเตรียมความพร้อมรับมือเรื่องการดูแลแล้วบ้างส่วน และอยู่ในระยะของการลงรายละเอียด เช่น การตั้งทีมขึ้นมาดูแลในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ และการอนุมัติเพิ่มอัตรากำลังคนในสังกัดกรมสุขภาพจิต เป็นต้น
นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า หากจะมีการอภัยโทษและปล่อยตัวผู้ต้องขังในช่วงเดือนธันวาคม 2559 สธ.มีเวลาดำเนินการคัดกรองโรคผู้ต้องขัง โดยจะเน้นพิจารณา 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.วัณโรค 2.โรคเอดส์ 3.สุขภาพจิต 4.สิทธิการรักษาหลังได้รับการปล่อยตัว และ5.การคุ้มครองสิทธิผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัว เพราะหากในใบส่งตัวว่ามาจากเรือนจำ อาจได้รับการตีตราจากสังคม ทั้งนี้ จะวางแผนการดำเนินการอย่างเป็นระบบและเร่งดำเนินการ
ด้าน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กล่าวว่า จากการสำรวจสุขภาพจิตของผู้ต้องขังในเรือนจำของกทม.แห่งหนึ่งซึ่งเป็นผู้ต้องขังในคดีทุกประเภทรวมถึงคดียาเสพติดด้วยนั้นพบว่ามีปัญหาสุขภาพจิตกว่าร้อยละ 30 บางคนมีปัญหาติดยาเสพติดร่วมกับปัญหาทางด้านจิตเวช ทั้งนี้ การโอนถ่ายผู้ป่วยติดยาเสพติดในนั้นอาจจะเพิ่มภารงานมากขึ้น อย่างทั่วประเทศมีเรือนจำ 143 แห่ง แต่มีโรงพยาบาลจิตเวชเพียง 17 แห่งเท่านั้น อย่างไรก็ตามขณะนี้กรมสุขภาพจิตได้มีการเตรียมความพร้อมในการดำเนินการตามนโยบายของรัฐในการตรวจและบำบัดผู้ติดยาเสพ แต่เบื้องต้นอยากให้มีการเพิ่มอัตรากำลังคนมากพอสมควรเนื่องจากปัจจุบันคนไม่พออยู่แล้ว



