
ชี้การศึกษาพัฒนา ต้องไม่เปลี่ยนตัวรมว.ศึกษาธิการบ่อย
สถาบันออกแบบอนาคตการศึกษาไทย ชี้การศึกษาต้องพัฒนา เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ย้ำห้ามเปลี่ยนตัวรมว.ศึกษาธิการบ่อย หวั่นปรับโครงการศธ.ส่งผลการศึกษาวนในอ่าง
สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ได้มีการจัดเสวนาเรื่อง ออกแบบอนาคตการศึกษาไทย FIT Education : Truth and Dare โดยมีการนำเสนอแนวคิดจากนักวิชาการและการระดมความคิดเห็นกลุ่มย่อย เพื่อนำไปสู่การคิดนโยบาย อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ,นายชวน หลีกภัย อดีตรมว.ศึกษาธิการ, นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีต รมว.ศึกษาธิการ.,ดร.เจริญ คันธวงศ์ อดีตอธิการบดีม.กรุงเทพและอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์, นายอาคม เอ่งฉ้วน อดีต รมช.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยแกนนำพรรคและสมาชิกพรรค เข้าร่วมสัมมนาและระดมความคิดเห็น
นายชวน กล่าวว่า ตนเห็นด้วยที่การศึกษาและวิชาการต้องพัฒนา เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย แต่แก่นแท้ของสังคมไทยต้องคงอยู่ นั่นคือ เรื่องของความดี ความซื่อสัตย์ การตรงต่อเวลา รวมถึงการศึกษาต้องเป็นเรื่องที่เห็นผลได้ในระยะยาว เช่น สมัยที่ตนเป็น รมว.ศึกษาธิการ ปี 2528 ได้ริเริ่มหลายโครงการและเห็นผลในปัจจุบัน เช่น โรงเรียนขยายโอกาสระดับม.ต้น ,การจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลชนบท และให้เด็กไทยได้ดื่มนมตั้งแต่อนุบาล-ป.4 ต่อมานายอภิสิทธิ์ ขยายเป็น ป.6 ซึ่งได้เห็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จในตอนนี้หลายคน เพราะได้ดื่มนมตั้งแต่เด็ก ซึ่งตนภาคภูมิใจมาก อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวเห็นว่าการศึกษาไทยยังมีข้อดีอยู่อีกมาก เรื่องที่ดีเข้มแข็งต้องทำต่อ และแก้ไขจุดอ่อนและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าเช่น การเปิดสอนรอบเช้า รอบบ่าย เป็นต้น รวมทั้งไม่ควรเปลี่ยนแปลงตัวรมว.ศึกษาธิการบ่อย
ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเป็นห่วงการปฏิรูปการศึกษาในขณะนี้ ซึ่งเริ่มเห็นการวนอยู่ในอ่าง โดยเฉพาะเรื่องการปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการใหม่ แต่ดูโครงสร้างแล้วเหมือนเมื่อ 20 ปีก่อนที่จะมีการปฏิรูปการศึกษาปี 2542 ซึ่งตนไม่มั่นใจว่าจะถูกต้องหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะพูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษาก็ตาม ทุกคนพูดถูกต้องทุกเรื่องง แต่ไม่มีใครเคยพูดว่า เมื่อปฏิรูปการศึกษาแล้วใครบ้างที่เสียประโยชน์ ตนอยากให้ทุกคนในสังคมไทยออกมาแสดงความเห็นว่าเราอยากเห็นลูกหลานในอนาคตเป็นอย่างไร เพื่อช่วยกันกำหนดนโยบายการศึกษาให้ออกมาเป็นรูปธรรม
ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ประธานสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย และอดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวภายหลังการเสวนาในครั้งนี้ ว่าทุกคนเห็นตรงกันว่าการปฏิรูปการศึกษาถือเป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะนำไปสู่การปฏิรูปสังคมไทยในเรื่องอื่นๆ และมีข้อเสนอว่ากระทรวงศึกษาธิการควรเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในสังคมให้มากกว่านี้ และให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษา โดยส่วนตัวเห็นว่าปัญหาการศึกษาที่ควรเร่งแก้ไข คือ การกระจายอำนาจการบริหารจัดการให้ท้องถิ่น , การเตรียมคนเพื่อการแข่งขัน โดยเฉพาะการพัฒนาและฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่คลังปัญญาอื่นๆ รวมทั้งการใช้สะเต็มศึกษาเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆให้สังคมไทย
ส่วนนายกรณ์ จาติกวณิช ประธานคณะกรรมการนโยบายสถาบันฯ กล่าวว่ามีความคิดเห็นหลากหลายและเป็นประโยชน์มากต่อการกำหนดนโยบายการศึกษาชาติ และคิดว่าต้องจัดเวทีระดมความคิดเห็น ขยายความเห็นออกไปในวงกว้าง และดึงประชาชนให้เข้ามาร่วมกำหนดนโยบาย เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม นโยบายหรือยุทธศาสตร์ต่างๆ ก็จะได้รับการยอมรับ



