ไลฟ์สไตล์

จัดถกเตรียมรับแรงงานเวียดนามทะลักเข้าไทย

จัดถกเตรียมรับแรงงานเวียดนามทะลักเข้าไทย

27 มิ.ย. 2559

สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทยร่วมกับ ILO จัดสัมมนาเตรียมรับแรงงานเวียดนามทะลักเข้าไทยเพื่ออุดช่องว่างปัญหาความไม่เป็นธรรมและการละเมิดสิทธิแรงงาน

          ที่ห้องประชุมสโรชา โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคร์อด กรุงเทพฯ วันที่ 27  มิถุนายน 2559  มีการสัมมนาเพื่อส่งเสริมกระบวนการจัดหางานและจ้างงานที่เป็นธรรมในการนำเข้าแรงงานเวียดนามเข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทยซึ่งจัดโดย สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย(ECOT ) ร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO) นายแมกซ์ ทูนอน( Max Tunon) ผู้แทนองค์การแรงงานระหว่าประเทศ เปิดเผยว่า การนำเข้าแรงงานข้ามชาตินายจ้างควรจะดูแลในเรื่องนำเข้าแรงงาน การย้ายถิ่นของแรงงานข้ามชาติ ซึ่งทั้ง 4 สัญชาติ พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ปัญหาที่พบตอนนี้ คือ ไม่ทราบความต้องการแรงงานว่ามีมากน้อยเท่าไหร่ แต่ละสาขามีความต้องการเป็นอย่างไร ซึ่งจำนวนของแรงงานเป็นตัวหลักสำคัญในการนำไปพัฒนานโยบายการนำเข้าแรงงานที่ถูกต้องของแต่ละภาคส่วน 

          ผู้แทนองค์การแรงงานระหว่างประเทศ กล่าวอีกว่า การลงนามข้อตกลงเพื่อทำกรอบในการนำเข้าแรงงานนำให้เกิดการหารือระหว่างคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐ ซึ่ง ILO เห็นว่าการที่ ECOT(สภาองค์การนายจ้าง) ซึ่งเป็นตัวแทนฝั่งนายจ้างเป็นตัวแปรที่สำคัญในการหารือและวางกรอบที่กว้างขึ้น เพื่อเป็นตัวให้ข้อมูลและในไปสู่ภาคปฎิบัติในที่สุด

          “การหารือทำให้มีการคุยกันทุกฝ่าย ให้เรารู้ถึงความต้องการของแรงงานว่าต้องการเข้ามาแบบไหน จะมาภายใต้ MOU หรือแบบถือบัตรสีชมพู รวมถึงการลักลอบเข้ามา ซึ่งจะทำให้เราได้ทราบถึงปัจจัยว่า อะไรที่ทำให้แรงงานตัดสินใจเข้ามาทำงานในช่องทางเหล่านั้น” ผู้แทนองค์การแรงงานระหว่างประเทศ กล่าว

          นายแมกซ์ กล่าว การทำค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์ (ZERO FEE) สำหรับแรงงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ซึ่งภายใต้อนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ ก็มีกว่า 32 ประเทศ ที่ได้ลงสัตยาบรรณในเรื่องนี้ เช่น ยูเออี ซาอุฯ และอีกหลายๆประเทศ ที่ได้รับหลักการไปแล้ว ซึ่งเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์ได้หรือไม่นั้นภาคเอกชนก็ต้องเคลื่อนตัวด้วย โดยภาครัฐต้องมีส่วนเข้ามาสนับสนุนเพื่อไม่เป็นภาระของแรงงาน ซึ่งในภูมิภาคนี้ปประทศไทยน่าจะเป็นตัวนำร่องในการทำให้เกิดค่าใช้จ่ายของแรงงานเป็นศูนย์ได้ โดยผลักภาระ

          ไปไว้ที่นายจ้าง เพราะนายจ้างเป็นผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเห็นได้จากภาคอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปสัตว์น้ำ และอุตสาหกรรมอีเลคทรอนิค โดยหากอุตสากรรมภาคเหล่านี้ทำได้แรงงานก็จะไปสู่ตลาดอุตสาหกรรมนี้โดยอัตโนมัติ

          ด้าน ดร.อารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า การนำเข้าแรงงานภายใต้บันทึกความเข้าใจทวิภาคี MOU ระหว่างไทยกับเวียดนาม ว่าหาก MOU นำไปสู่ภาคปฎิบัติแล้วจะทำให้เราทราบภึงความต้องการทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อทำให้ปัญหาการลักลอบเข้ามาทำงานลดลง ซึ่งกรณีที่ทำกับเวียดนามนั้นจะเป็นตัวอย่างในการนำร่องการนำเข้าแรงงานอย่างถูกต้องตามหลักสากล โดยภาคการก่อสร้างในบ้านเราทุกวันนี้เวียดนามมิได้อยู่ในระบบการก่อสร้างเพราะบ้านเขาก็มีความต้องการเช่นกัน โดยภาคก่อสร้างเป็นแรงงานระดับล่าง แต่หากเป็นแรงงานฝีมืออัตราค่าจ้างก็จะผันตามระดับฝีมือ ที่ผ่านมาแรงงานเวียดนามไม่ได้สนใจในการทำงานภาคก่อสร้างนี้ในบ้านเรา เพราะอุตสาหกรรมก่อสร้างบ้านเขาก็มีความต้องการไม่น้อย และค่าจ้างของเขาก็อยู่ในอัตราที่สูง รายละเอียดตรงนี้เขาต้องการความชัดเจนตรงค่าแรงงาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาฝีมือ โดยความต้องการของไทยในขณะนี้เรามีต้องการก่อสร้างในระบบราง และโครงการก่อสร้างในต่างประเทศ ตรงนี้นายจ้างฝั่งเวียดนามก็จะนำข้อมูลกับไปหารือกับแรงงานฝั่งเขา การที่เราจะนำร่องการจัดส่งแรงงานตามเอ็มโอยูนี้เราต้องมีความชัดเจนในเรื่องสัญญาจ้าง และค่าบริการต่างๆ

          “ในภาคการก่อสร้างที่ผ่านมาเราเปิดให้ลงทะเบียนแรงงานต่างด้าว ไม่มีแรงงานชาวเวียดนามมาลงทะเบียนเลย ความมุ่งหวังของเราก็คือหากเวียดนามเข้ามาก็จะอยู่ในภาคของการประมง ซึ่งการว่าจ้างที่จะให้เกิดความเป็นธรรมก็จะต้องฝึกอบรมก่อนเข้ามาทำงาน และมีตัวแทนที่ชัดเจนทั้งสองฝ่ายซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามกรอบภายในกรกฎาคมนี้จะมีการพูดคุยกันอีกครั้ง และในต้นเดือนกันยายนแรงงานชุดแรกก็น่าจะเดินทางเข้ามาทำงานได้” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

          นายสุเมธ มโหสถ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่าการสัมมนาในครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมและสร้างความเข้าใจต่อกระบวนการจัดหางานและจ้างงานแรงงานเวียดนามที่เข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทยตาม MOU ที่ประเทศไทยและเวียดนามได้ลงนามร่วมกันไปแล้วโดยการสัมมนาจะระบุถึงกลไกการติดตามและส่งต่อกรณีการจัดหางานที่ไม่เป็นธรรมและการละเมิดสิทธิแรงงานซึ่งนำไปสู่เป้าหมายร่วมกันเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการด้านแรงงานให้ถูกต้อง ได้มาตรฐาน ขจัดปัญหาหลวกลวงและการเอารัดเอาเปรียบเพื่อประโยชน์ของแรงงานต่างด้าวและนายจ้างผู้ประกอบการรวมทั้งเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ

          นายสุเมธ กล่าวอีกว่า แรงงานต่างด้าวเป็นต้นทุนที่สำคัญในระบบการผลิต แรงงานที่มีคุณภาพย่อมส่งเสริมให้การผลิตได้คุณภาพมีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ

          “การที่จะได้มาซึ่งแรงงานต่างด้าวที่มีคุณภาพนั้นประกอบด้วยปัจจัยหลายประการ ทั้งกระบวนการนำเข้าที่ถูกต้องตามกฎหมายสภาพการจ้าง สภาพการทำงานสิทธิและสวัสดิการที่มีความเหมาะสมและเป็นไปตามกฎหมายซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำของสังคมและการเข้าถึงบริการของรัฐเร่งสร้างโอกาส อาชีพและรายได้ที่มั่นคงแก่ผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานซึ่งหมายรวมถึงแรงงานข้ามชาติที่ถูกต้องตามกฎหมายรวมทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์อันนำมาสู่นโยบายของกระทรวงแรงงานในการคุ้มครองแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ” รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าว

          นายสุเมธ ยังกล่าวอีกว่า การคุ้มครองแรงงานต่างด้าวทั้งระบบนั้นต้องมุ่งเน้นทั้งการบริหารจัดการ การกำหนดมาตรฐานการจ้างการป้องกันการลักลอบการทำงาน การบังคับใช้กฎหมาย การปรับระบบฐานข้อมูลการประชาสัมพันธ์และสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อให้แรงงานต่างด้าวทำงานโดยถูกต้องตามกฎหมายพร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับนายจ้างและแรงงานให้เข้าถึงการบริการได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึงเน้นการดำเนินการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้เพื่อเป้าหมายที่จะนำแรงงานกลุ่มนี้ไปสู่แรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของนานาชาติซึ่งการสัมมนาจะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการจัดหางานและจ้างงานแรงงานเวียดนามเข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทยและจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้กระบวนการจ้างแรงงานเวียดนามเข้ามาทำงานในประเทศไทย ประสบความสำเร็จและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายและระบบเศรษฐกิจ

          ด้านนายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุลประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ECOTในฐานะสมาชิกองค์การนายจ้างระหว่างประเทศและตัวแทนภาคีฝ่ายนายจ้างของประเทศไทยที่ทำงานร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ได้รับฟังความคิดเห็นของสมาชิกในเรื่องนโยบายของรัฐบาลที่ได้ทำ MOUร่วมกับรัฐบาลประเทศเวียดนามเพื่อนำเข้าแรงงานในสาขาก่อสร้างและประมง ซึ่งจากการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกECOT เล็งเห็นว่า MOUที่เพิ่งเริ่มนำสู่การปฏิบัตินี้อาจจะยังไม่สามารถตอบสนอง ปัญหาการขาดแคลนแรงงานของภาคธุรกิจได้ECOT จึงได้ขอรับการสนับสนุนจาก ILO และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน(IOM)เพื่อจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการของภาคีฝ่ายนายจ้างครั้งนี้

          “เราได้เชิญตัวแทนภาคธุรกิจ ภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญจาก ILOและ IOM มาร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้MOUนี้สามารถตอบสนองความต้องการของนายจ้างได้อย่างโดยข้อสรุปที่ได้จากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จะได้นำเสนอกระทรวงแรงงานเพื่อหาแนวทางไปสู่การปฏิบัติจริงในอนาคตอันใกล้นี้” ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าว

          ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวอีกว่า การสัมมนาในวันนี้จะไปไปสู่การพูดคุยถึงความต้องการทรี่แท้จริงของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง แต่ทั้งนี้ก็ต้องนำข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบทั้งหมดขึ้นมาหารือกัน โดยเฉพาะความต้องการของแรงงานชาวเวียดนามที่ต้องการเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องในภาคอื่นๆที่ไม่ใช่กฎหมายของไทยเปิดช่องไว้ โดยเราเปิดช่องไว้เพียงอุสหกรรมการก่อสร้าง และประมง แต่ในข้อเท็จจริงแรงงานชาวเวียดนามมาฝังตัวอยู่ในภาคบริการของประเทศเราจำนวนมาก ถ้าเราก็เอามาทำให้ถูกต้อง ก็จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายทั้งแรงงานเองก็ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ผู้ประกอบการเองก็มีความชัดเจนว่าจะต้องทำอย่างไร เราต้องยอมรับว่าแรงงานเวียดนามนั้นเป็นแรงงานที่มีฝีมือ มีทักษะ เพราะเวียดนามเองมีการพัฒนาส่งเสริมทั้งทักษาและการศึกษา ซึ่งผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมที่เปิดโรงงานอยู่ที่เวียดนามเองเขาพอใจในการทำงานของคนเวียดนาม และเมื่อเขาเปิดโรงงานที่เมืองไทยเขาก็อย่างได้แรงงานจากเวียดนาม แต่กฎหมายยังไม่เปิดช่อง ซึ่งเราก็จะนำข้อหารือในวันนี้ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนไปนำเสนอภาครัฐ