
โรดแม็พการปฏิรูปการศึกษาตามมาตรา44 'ไปรอดหรือจอดป้าย'(2)
โรดแม็พการปฏิรูปการศึกษาตามมาตรา 44 'ไปรอดหรือจอดป้าย'(ตอนที่ 2) : กิตติ ทวยภา ศึกษานิเทศก์ สพป.มค.1รายงาน
จากข้อมูลการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตาม ม.44 คำสั่งที่ 10 และ 11/2559 นั้น จะเห็นได้ว่า ศธ.ได้มีความพยายามที่จะดำเนินการด้วยความราบรื่นสำเร็จด้วยดี แต่มุมมองอีกด้านยังมีบุคคลที่เห็นแย้ง และมีมุมมองที่แตกต่าง แต่ไม่ใช่คัดค้านการดำเนินการทั้งระบบ เป็นการสะท้อนแนวคิด เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้การทำงานเกิดประโยชน์สูงสุด มีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล
ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า การทำงานที่เป็นนโยบายรายวันของ ศธ. เป็นการเอางานเดิมมาทำ ใช่หรือไม่? เป็นการโอนอำนาจจากคนกลุ่มหนึ่งไปสู่คนอีกกลุ่มหนึ่ง (เหล้าเก่าในขวดใหม่) และไม่เป็นการแก้ปัญหาทั้งระบบ ขาดความจริงใจ เหตุผลเพราะว่าบอร์ดที่เกิดจาก พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ยังคงมีอยู่ และเพิ่มอำนาจมากขึ้น เช่น กคศ.เป็นต้น โดยหลักการแล้ว กฎหมายนี้ จะมีคณะกรรมการระดับเขตพื้นที่การศึกษา 3 คณะ ถูกยุบไป 2 คณะ คือ อกคศ.และกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา ส่วนอีกหนึ่งบอร์ดไม่ถูกยุบคือคณะกรรมการ ก.ต.ป.น. เป็นที่น่าสังเกตว่า การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ มีนัยอะไรไหม ถ้าจะปฏิวัติ ทำไมไม่ทำพร้อมกันทั้งหมด ดังนั้น จากรายงานการทำงานในตอนที่ 1 ดังกล่าวมา แนวทาง รูปแบบ กลยุทธ์
การทำงานดังกล่าว จะเป็นทางรอดของการดำเนินงานกระทรวงศึกษาธิการหรือไม่ ซึ่งในขณะเดียวกันในสถานการณ์ปัจจุบันมีนักวิชาการ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาและประชาชนได้ฟีดแบ็กกระบวนการการทำงานของ “กระทรวงศึกษาธิการ” อาทิ
ศ.ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ปรมาจารย์ด้านเทคโนโลยีการศึกษา และปูชนียบุคคลวงการครู กล่าวว่า ปัญหาการปฏิรูปการศึกษาไทยที่ไม่ได้ผล มีหลายประการ ประการที่ 1 กลุ่มบุคคลที่ได้รับเลือกมาปฏิรูปการศึกษา ส่วนมากเป็น non-educator คือผู้ที่ไม่ได้เรียนการศึกษามาโดยตรง ถ้าเปรียบเทียบกับการปฏิรูปการแพทย์ หากกลุ่มปฏิรูปการแพทย์มี 18 คน แต่มีหมออยู่ 4-5 คนที่เหลือเป็นคนที่ไม่ได้เรียนแพทย์ ท่านคิดว่าจะปฏิรูปการแพทย์ได้สำเร็จหรือไม่ การศึกษาก็เช่นเดียวกัน หากไม่ให้นักการศึกษามาเป็นส่วนใหญ่ แล้วเชิญสายเกี่ยวข้องมาร่วมก็คงสำเร็จยาก การศึกษาเป็นศาสตร์ขั้นสูง จึงควรใช้นักการศึกษา มืออาชีพมาปฏิรูป
ประการที่ 2 นักการศึกษาไทยบางส่วนยังถูกครอบงำด้วยอิทธิพลความเชื่อและหลักการศึกษาของตะวันตก เดินตามหลังตะวันตกมาร้อยกว่าปี ตั้ง แต่ พ.ศ.2427 ก็ยังคิดจะตามตะวันตกอยู่ร่ำไป ทั้งๆ ที่มีนักการศึกษาจบ ป.เอก มาเป็นหมื่นเป็นแสนคนแล้ว แต่ก็ไม่เคยคิดจะพัฒนาระบบการศึกษาของไทยเอง ฝรั่งโดยเฉพาะอเมริกา นักการศึกษาไทยเทิดทูนมาก 5 ปีก่อน ก็เห่อ Backword design สองปีต่อมาก็เห่อ Flipped Classroom เดี๋ยวนี้ ก็เห่อ BBL การปฏิรูปก็อ้างสิงคโปร์ อ้างฟินแลนด์ซึ่งเป็นประเทศเล็ก มีคนไม่ถึงสิบล้านคน
โดยไม่ดูบริบทของไทย เราจำเป็นจะต้องทบทวนหลักการศึกษาที่จะต้องเน้นสาระไทย เพื่อพัฒนาเด็กให้เป็น “คนไทย” ประการที่ 3 นักการศึกษาขาดความเข้าใจองค์ประกอบวิชาชีพชั้นสูง ที่เรียกว่า ไตรยางศ์วิชาชีพ (Professional Triads) คือ วิชาชีพชั้นสูงต้องประกอบด้วยองก์ 3 คือ 1.การปฏิบัติวิชาชีพ (Practices) 2.วิทยาการสำหรับวิชาชีพชั้นสูง (Professional Sciences) 3.วิทยวิธีหรือเทคโนโลยี (Technology) เช่น ด้านการแพทย์ ต้องมีคณะวิชาประกอบด้วย คณะแพทย์ (School of Medicine) คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ และคณะเทคโนโลยีการแพทย์ ด้านการศึกษา ก็ควรมี คณะการศึกษา คณะวิทยาศาสตร์การศึกษา และคณะเทคโนโลยีการศึกษา แต่เมืองไทยไม่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีการศึกษาเลย ปล่อยให้ครูอาจารย์สอนด้วยปาก และสองมือ ไม่มีสื่อการสอนเข้าไปช่วยเลย ปฏิรูปร้อยครั้งก็เสียของ เพราะมีเสาหลักไม่ครบสามเสา
ประการที่ 4 การขาดความเข้าใจภาพเต็มของการศึกษา คือ กรอบมาตรฐานการศึกษา จึงทำให้ไม่ทราบว่าการศึกษาของชาติใดๆ ก็จะต้องประกอบด้วย 4 กรอบ คือ 1.อุดมการณ์ คือ ภาพเต็มที่ควรจะไปให้ถึง ประกอบด้วย ปรัชญา ปณิธาน วิสัยทัศน์ และพันธกิจ 2.ระบบ คือ องค์ประกอบและขั้นตอนมาตรฐาน 3.กลไก คือ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ แนวปฏิบัติ และข้อปฏิบัติในการดำเนินงานให้ได้มาตรฐาน และ 4.เอกสารและรูปแบบสนับสนุน ได้แก่ คู่มือการดำเนินงาน และแบบฟอร์มต่างๆ เมื่อขาดความเข้าใจใน “ภาพเต็ม” ก็จะไม่ทราบว่าจะปฏิรูป (แต่งรูป) ตรงไหนอย่างไร จึง “แต่งรูป” ตามใจตนเอง ต่างคนต่างก็เติมแต่ง ก็จึงได้ระบบการศึกษาที่กะรุ่งกะริ่ง เอ่ยไม่เต็มปากเต็มคำว่า เป็นการศึกษาของไทย เพื่อคนไทย ดังนั้น “แต่งรูป” ไปร้อยครั้งก็ “เสียของ”
ประการที่ 5 องค์ประกอบของคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาไม่ครบถ้วน ขาดตัวแทนนักการศึกษาครบด้านเหมือนจะสร้างบ้าน แต่ขาดสถาปนิกมาออกแบบบ้าน ขาดวิศวกรมาคำนวณน้ำหนัก เวลาสร้างบ้านก็ขาดช่างฝีมือที่จะมาสร้างตามพิมพ์เขียว
การปฏิรูปการศึกษาไทย ในเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการจัดทำแผนการศึกษาชาติ หรือปฏิรูปการศึกษา พบว่า ไม่ได้กำหนดองค์ประกอบกรรมการให้ครบถ้วน เช่น ขาดนักเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จึงทำให้คณะกรรมการปฏิรูปมองข้ามแง่มุมสำคัญของการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ
ดร.ดิเรก พรสีมา ที่ปรึกษาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ด้านมาตรฐานวิชาชีพ บอกว่า อยากให้พวกเราย้อนกลับไปดูการศึกษาไทย ระหว่างปี 2509-2523 ดูบ้าง ถามผู้มีประสบการณ์ดูแล้ว เราจะรู้ว่าจะไม่ให้เกิดบทเรียนซ้ำรอยได้อย่างไร ช่วงนั้นก็มีข่าวทุจริตไม่น้อย ถ้าต้องกลับไปเป็นอย่างนั้น จะป้องกันทุจริตได้อย่างไร การป้องกันทุจริตต้องไม่ใช่บุคคล ต้องสร้างระบบจึงจะได้ผล เปลี่ยนบุคคลจากไม่ทุจริตไปสู่คนทุจริตมีอำนาจ การทุจริตก็จะเกิดอีก ช่วงนั้นโรงเรียนมีเงินให้ทุจริตไหม มีงบสื่อ อุปกรณ์ อาคารใหม่ ใครมีอำนาจบรรจุแต่งตั้งบริหารบุคคล เราบรรจุคนจากท้องถิ่น
วันนั้นกับวันนี้ต่างกัน ถ้าเราจะนำระบบบริหารจัดการในวันโน่น มาใช้วันนี้จะได้ไหม จะเวิร์กไหม มันแก้ได้ด้วย ระบบ กู๊ด โกเวิร์นแนนซ์ มาใช้ นำมาปฏิบัติไม่ใช่นำมาท่อง ทำให้การตัดสินใจทุกอย่างโปร่งใส คัดค้านได้ ร้องได้ ฟ้องได้ เอาผิดได้ เอาข้อมูลการบริหารงานบุคคล งบประมาณ วิชาการ บริหารทั่วไปในแต่ละวันขึ้น เว็บให้ทุกคนทั่วประเทศดูได้ ใครทำผิดเพี้ยนให้ผู้เสียภาษี ผู้ปกครอง ครูนักเรียนฟ้องได้ คนทำผิด ไม่ผิด ต้องเอารายงานขึ้นเว็บอย่าเก็บเป็นความลับ แต่ต้องไม่ประจานชื่อเปิดเผยพฤติกรรมและการตัดสินใจที่ตามมา
หรือทำเป็นกฎหมาย เป็นระเบียบปฏิบัติ และโรงเรียนถือปฏิบัติ ถ้าอยากรู้ว่าโรงเรียนใดบริหารคนอย่างไร บริหารงบประมาณ วิชาการทั่วไปอย่างไร เข้าไปดูได้ 24 ชั่วโมงทางเว็บ โรงเรียนไหนไม่ทำก็มีบทลงโทษ คนมีอำนาจลงโทษไม่ทำ ก็ลงโทษคนมีอำนาจต่อๆ ไป นั่นคือระบบที่ไม่ดี เราก็ไปแก้ที่ระเบียบ แล้วสิ่งที่เราจะปฏิรูปจะแก้สิ่งเป็นปัญหาไหม เพราะเราเก็บทุกเรื่องเป็นความลับ เราเคยเอาข้อมูลคนขอย้ายมาเปิดเผยไหม เกณฑ์เป็นอย่างไร กรรมการตัดสินตามเกณฑ์ไหม ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ต้องผิด อำนาจดุลพินิจอธิบายได้ไหม แย้งได้ไหม ใช้ไม่ถูกต้องผิด อย่าไปทำกฎหมายให้ยุ่งยาก เรามีกฎหมายเพื่อใช้บริหารให้เกิดความเป็นธรรมกับมหาชน ไม่ใช่บุคคลไม่มีเพียงหนึ่งคน
"เราใช้ กู๊ด โกเวิร์นแนนซ์ กระท่อนกระแท่น พวกเราต้องร่วมมือกันสร้างสิ่งที่ดีให้ลูกหลาน เราต้องมีความเชื่อว่า เราจะสร้างสิ่งดีๆ ให้ลูกหลานไทยได้ กลุ่มชนที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง จะล่มสลายและตกเป็นทาสของกลุ่มชนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองไปหมดแล้ว เราอยากให้ชนชาติไทยยังอยู่หรือล่มสลายไปในที่สุด พวกเราทุกคนต้องมาเป็นแนวร่วมกันแนวทางตามคำสั่ง ที่ 10 และคำสั่งที่ 11/2559 ของ คสช.จะตอบโจทย์ดังกล่าวหรือไม่"



