royal coronation
วันที่ 17 สิงหาคม 2562
เศรษฐกิจ

ท่องเที่ยวทั่วไทย สะพัด2หมื่นล้านสงกรานต์เมืองรอง

วันที่ 22 เมษายน 2562 - 04:20 น.
เมืองรอง
Shares :
เปิดอ่าน 262 ครั้ง

 ไทยเที่ยวไทย ต่างชาติเที่ยวไทย สะพัด2หมื่นล.สงกรานต์เมืองรอง

 

          ควันหลงเทศกาลสงกรานต์ช่วงหยุดยาว 12-15 เมษายนปีนี้ คาดการณ์รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งกลุ่มตลาดระยะใกล้อย่างเช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม รวมถึงกลุ่มตลาดศักยภาพ เช่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง และอินเดียที่เข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยในช่วงนี้มีไม่ต่ำกว่า 550,000 คน สร้างรายได้ทะลุ 10,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรก เมื่อรวมกับรายได้จากไทยเที่ยวไทยจากนโยบายเมืองหลักสู่เมืองรองที่ก่อให้เกิดรายได้อีกไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท รวมแล้วน่าจะมีเงินสะพัดในช่วงสงกรานต์ปีนี้ไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท

   “ช่วงเทศกาลมหาสงกรานต์ปีนี้กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาได้ขับเคลื่อนนโยบายเพิ่มมูลค่าเมืองหลักและกระจายรายได้สู่เมืองรอง ซึ่งเมื่อเทียบผลงานกับปีที่แล้วเมืองหลักมีรายได้โตขึ้น 5% ส่วนเมืองรองโตถึง 9%”

   น.ต.วรวิทย์ เตชะสุภากูร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เผยข้อมูลกับ “คม ชัด ลึก” หลังใช้เวลาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความคืบหน้าในการดำเนินการโครงการต่างๆ ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวให้กระจายทั้งปริมาณนักท่องเที่ยวและรายได้ไปสู่เมืองรองให้มากที่สุด  ทำให้ในปีนี้จะเห็นได้ว่าในแต่ละจังหวัดแต่ละพื้นที่เมืองรองมีความคึกคักไม่แพ้เมืองหลัก ซึ่งจะสามารถสร้างการรับรู้แก่นักท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในเมืองรองให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยจะมีการขยายภาพลักษณ์แห่งความสนุกสนานในพื้นที่เมืองหลักให้เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวและกระตุ้นให้เกิดการเดินทางต่อไปยังพื้นที่เมืองรองเพิ่มมากขึ้น

         ลองมาตามดูบรรยากาศสงกรานต์ในพื้นที่เมืองรองกับผู้ช่วยรัฐมนตรีในวันเริ่มต้นเทศกาลสงกรานต์วันแรกวันที่ 12 เมษายน เริ่มที่วัดใหญ่ชัยมงคล จ.พระนครศรีอยุธยา โดยในช่วงเช้าเริ่มมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติแห่มาสักการะและเที่ยวชมวัดทั้งจากยุโรปและเอเชียพร้อมแวะถ่ายรูปกับคนขับรถตุ๊กตุ๊กซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมืองหลวงเก่ามาอย่างยาวนาน จากนั้นไปตรวจความพร้อมการจัดงานเทศกาลหุ่นอยุธยานานาชาติระหว่างวันที่ 12-14 เมษายน ณ บริเวณลานข้างวัดพระราม ซึ่งปีนี้จัดเป็นปีที่ 2  โดยปีแรกจัดที่วัดไชยวัฒนาราม แต่ไฮไลท์ปีนี้มีต่างประเทศเข้าร่วมงานมากถึง 9 ประเทศทั้งในภูมิภาคอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว สิงคโปร์ รวมถึงจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และสุดท้ายมาไกลจากประเทศในอเมริกาใต้อย่างโคลอมเบีย เป็นต้น 

        “จุดที่ 3 แวะมาร้าน Nature Coffee & Bistro เป็นแบรนด์ใหม่ของร้านชาพะยอม บังเอิญเจอคุณอ้น เจ้าของร้าน คนไทยเรารู้จักร้านชาพะยอมเป็นอย่างดี ตอนนี้มีร้านเต็มในหลายๆ พื้นที่ของประเทศไทยแล้วและเริ่มขยายสาขาไปในต่างประเทศแล้ว เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา และกำลังจะเปิดตลาดใหม่ที่อินเดียต่อไป” น.ต.วรวิทย์ เล่าให้ฟังหลังพูดคุยกับเจ้าของร้าน

       โดยพยอมเป็นต้นไม้ที่มีกลิ่นหอม ดอกสีเหลืองนวล ลำต้นมีเปลือกแข็งสีดำ เป็นพันธุ์ไม้ของ จ.พัทลุง ส่วนใบชาซึ่งป็นวัตถุดิบหลักในการทำผลิตชาปลูกที่ จ.เชียงราย โดยใช้โรงคั่วกาแฟที่จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนจะเดินทางไปดูบรรยากาศการท่องเที่ยวที่วัดจันทรังษี จ.อ่างทอง ซึ่งประดิษฐานรูปหล่อหลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  หน้าตักกว้าง 6 เมตร 9 นิ้วและสูง 9 เมตร 9 นิ้ว และเป็นอีกหนึ่งวัดอยู่ในโปรแกรมของขสมก.จัดทัวร์ไหว้พระ 3 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี 

       จากนั้นเดินทางต่อไปยัง จ.ลพบุรี เพื่อไปร่วมเทศกาลสงกรานต์บนถนนดินสอพอง ซึ่งเป็นถนนที่มีชื่อเสียงอีกแห่งของจังหวัดและเชื่อกันว่าดินสอพองมีใช้กันมาตั้งแต่แผ่นดินสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และมีบันทึกว่ามีการใช้ดินสอพองจากลพบุรีแห่งนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวัดบวรนิเวศฯ และวัดบรมนิวาสฯ ที่กรุงเทพฯ ด้วย โดย น.ต.วรวิทย์ ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันนี้มีการต่อยอดใช้ดินสอพองไปเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ ยาสีฟัน แป้งฝุ่นและอีกมากมาย โดยมีทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏมาร่วมพัฒนาเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากดินสอพอง นอกจากนี้ยังใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมสีทาบ้าน 

       วันต่อมาซึ่งตรงกับมหาสงกรานต์ 13 เมษายน  ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวริมโขงเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านในเทศกาลมิตรภาพไทย-ลาว 2019 ครั้งที่ 1 “เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ MUK-SAVAN Fun & Fin Festival 2019” ณ หาดมโนภิรมย์ จ.มุกดาหาร โดยมองว่ามุกดาหาร กำลังเป็นประตูเปิดเชื่อมต่อการท่องเที่ยวใน 3 ประเทศ ไทย สปป.ลาว และเวียดนาม ผ่านเส้นทางมุกดาหาร-สะหวันเขต-เว้และดานัง 

      มุกดาหารเป็นอีกจังหวัดที่ตั้งโครงการพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษชายแดนมีการค้าชายแดนมูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาทต่อปี นอกจากอุตสาหกรรมเป้าหมายแล้วการท่องเที่ยวก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำรายได้หลักให้เมืองริมฝั่งโขงแห่งนี้ แม้งานนี้จะจัดขึ้นเป็นปีแรกแต่คาดการณ์จะมีผู้มาเที่ยวชมงานตลอด 5 วันมากกว่า 150,000 คน และมีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท 

      ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เผยอีกว่า การจัดการท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนบนนั้นจะมีการจัดเชื่อมโยงพื้นที่จังหวัดริมฝั่งโขงตั้งแต่นครพนม สกลนคร และมุกดาหาร  โดยมี 2 ช่วง  โดยช่วงแรกเทศกาลออกพรรษา (ตุ.ค.) สกลนครจัดประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง นครพนมจัดประเพณีไหลเรือไฟ มุกดาหารจัดประเพณีแข่งเรือยาวลำน้ำโขง ซึ่งจัดเหลื่อมกันจังหวัดละวัน เช่น แห่ปราสาทผึ้งจัดก่อนออกพรรษา 1 วัน ถัดมานครพนมจัดไหลเรือไฟตรงวันออกพรรษา และมุกดาหารจัดแข่งเรือยาวประเพณีหลังวันออกพรรษา 1 วัน

       ช่วงที่สองเป็นช่วงคริสต์มาสถึงปีใหม่ สกลนครจัดเทศกาลประเพณีแห่ดาวของชาวคริสต์ที่บ้านท่าแร่และในตัวเมือง มุกดาหารและการจัดประเพณีจุลกฐินในช่วงใกล้เคียงกัน ส่วนนครพนมจัดงานวินเทอร์เคานท์ดาวน์ต้อนรับปีใหม่ จึงเป็นการเชื่อมโยงในเชิงพื้นที่ให้ทางเลือกนักท่องเที่ยวมาครั้งเดียวเที่ยวได้ 3 จังหวัดในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน

       จากนั้นวันที่ 14 เมษายน  น.ต.วรวิทย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาล่องใต้มาดูบรรยากาศการท่องเที่ยวจ.ระนอง เมืองรองอีกจังหวัดที่น่าจับตา เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญมากมายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสโดยเฉพาะการอาบน้ำแร่ระนอง สตรองทั้งกายและใจ เพราะเชื่อว่าน้ำแร่ระนอง เป็นน้ำแร่ที่ดีที่สุดที่เกิดจากสายแร่ดีบุกที่ถูกยกให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ดีที่สุด 1 ใน 3 ของโลก และยังเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่นำไปร่วมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกด้วย และมีการคาดการณ์ว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์มีเงินสะพัดในจังหวัดนี้ไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท

      วันที่ 15 เมษายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเทศกาล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาบินข้ามฟากมาฝั่งอีสานเป็นประธานเปิดงานประเพณีเส็งกลองตุ้มเส็ง แปลว่า แข่งตีกลอง

       โดยกลองตุ้มเป็นกลองโบราณ ใช้ให้สัญญาณในการเดินทางถือเป็นสิ่งมงคล  พร้อมชมการแข่งขันรำเซิ้งกลองตุ้ม ณ บ้านกุดแข้ด่อน อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร

     “เห็นได้ชัดว่าทุกแห่งมีเรื่องเล่าและมีกิจกรรมวิถีชีวิตที่ดีมากไทยเรามีจุดขายเรื่องวัฒนธรรม ประเพณีโบราณมากมาย ซึ่งหลายๆ ชาติในเอเชียก็กำลังใช้สิ่งนี้เป็นจุดขายเช่นกัน แต่ของไทยมีความหลากหลาย เป็นประสบการณ์ใหม่ที่น่าสัมผัสและติดตามมาก”

 

 

      น.ต.วรวิทย์ ย้ำว่าเมืองรองทุกจังหวัดสามารถต่อยอดเป็น MICE Product โดยยกระดับงานอีเวนท์ หรือนำกิจกรรมในเมืองรองไปทำการตลาดเพื่อขาย activities ที่เป็นประสบการณ์พิเศษ เป็น local experience ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้คนในชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ และนำเสนอให้กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีคุณภาพพร้อมจ่ายได้เป็นอย่างดี

  นี่เป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศโครงการท่องเที่ยวเมืองรองจากทั้งหมด 55 จังหวัดทั่วประเทศในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้  นับเป็นอีกเรื่องราวดีๆ ที่เราช่วยกันทำทุกช่วงวันให้มีคุณค่า เรียบง่ายแต่มากมายด้วยน้ำใจเพื่อการนำมาซึ่งรายได้เข้าประเทศโดยที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากมายนัก

Shares :
เปิดอ่าน 262 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ