ผนึก3หน่วยงานจัดโชว์สุดยอด"อาหาร"จากภูมิปัญญาไทย

 ผนึก3หน่วยงานจัดโชว์"อาหาร"ไทย เตรียมต่อยอดจากโอท็อปสู่"เอสเอ็มอี"

 

ก้าวมาอีกขั้นสำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือที่รู้จักในนาม “โอท็อป” หลังกรมการพัฒนาชุมชนผนึกสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) และสถาบันอาหาร ยกระดับวิสาหกิจชุมชนสู่ธุรกิจเอสเอ็มอี(SMEs) ประเดิมงานใหญ่ครั้งแรกด้วยธุรกิจอาหาร ภายใต้ชื่องาน "สุดยอดศาสตร์ ศิลป์ แห่งอาหารและสินค้าไทย Thai Taste Expo 2018” ณ สวนนงนุช พัทยา ระหว่างวันที่ 19-23 กันยายนนี้

 

“4 ปีที่แล้วรายได้โอท็อปโตประมาณ 4.3% หรือประมาณ 1 แสนล้าน ช่วงรัฐบาลนี้ท่านนายกรัฐมนตรีพยายามเร่ง ท่านบอกว่าไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง งบประมาณจึงลงไปที่ชนบทเยอะ จาก 4 ปีที่แล้วยอดโอท็อป 1 แสนล้าน คาดว่าสิ้นเดือนกันยายนปีนี้จะอยู่ที่ 1.79 แสนล้าน โตขึ้นมาเกือบเท่าตัว จะเห็นว่าวิวัฒนาการค่อนข้างโตแบบก้าวกระโดด วันนี้มีสินค้าประมาณ 1.2 แสนรายการ ท่านลองคิดดูไม่มีบริษัทไหนที่มีสินค้ามากมายขนาดนี้ เพราะฉะนั้นปัญหาคือทำอย่างไรจะยกระดับสินค้า 1.2 แสนรายการให้มีมาตรฐานให้มากที่สุดและเร็วที่สุด ซึ่งสสว.จะเข้ามาช่วยดูในเรื่องเอสเอ็มอี”

อภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เผยข้อมูลระหว่างแถลงข่าวการจัดงาน "สุดยอดศาสตร์ ศิลป์ แห่งอาหารและสินค้าไทย Thai Taste Expo 2018” ณ ห้องกมลทิพย์ โรงแรมเดอะสุโกศล พญาไท เมื่อวันที่ 10 กันยายน โดยระบุอีกว่าแนวคิดการผลิตสินค้าชุมชนหรือโอท็อปนั้นมีอยู่ 3 เรื่อง ประกอบด้วย การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล ทำอย่างไรให้ชาวบ้านพึ่งตนเองได้โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนาทักษะของคนให้มีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่เขาทำ  

“ขณะนี้โอท็อปมีประมาณ 2 หมื่นรายการที่มีคุณภาพส่งออก เรามีผลิตภัณฑ์อาหารอยู่ประมาณ 3 หมื่นรายการที่ได้มาตรฐาน เราดีใจที่สถาบันอาหารเข้ามาช่วยในเรื่องมาตรฐาน มี สสว.มาช่วยดูเรื่องการขยายผล การต่อยอดสู่เอสเอ็มอี”

อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนยังกล่าวถึงการนำผู้ประกอบการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ โดยได้ดำเนินการพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์โอท็อป รวมทั้งสร้างช่องทางการจำหน่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการโอท็อปไทยสามารถแข่งขันได้ และยังเพิ่มศักยภาพการค้าการลงทุนเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้เกิดมูลค่าเพิ่มในภาคอีสาน 20 จังหวัด จำนวน 4,600 ราย โดยทางกรมการพัฒนาชุมชนได้นำผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเหล่านี้มาร่วมออกบูธในงาน Thai Taste Expo 2018 : สุดยอดศาสตร์ ศิลป์ แห่งอาหารและสินค้าไทย รวม 80 บูธ ประกอบไปด้วยสินค้ากลุ่มอาหาร กลุ่มสมุนไพรที่มิใช่อาหาร กลุ่มของใช้และกลุ่มเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่มีความโดดเด่นแสดงถึงอัตลักษณ์ของภาคอีสานแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น จึงอยากเชิญชวนให้คนไทยหันมาชื่นชมและสนับสนุนสินค้าไทย หนุนให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศเติบโตอย่างเข้มแข็ง 

“ถามว่าทำไมต้องจัดที่สวนนงนุช เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมของนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนและอยู่ใกล้พัทยาและอีอีซี มุ่งเป้านักท่องเที่ยวและนักธุรกิจที่มาลงทุนในพื้นที่อีอีซี ส่วนครั้งต่อไปเราจะจัดที่ภาคอีสาน โดยมุ่งเป้าหมายจากกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี” อภิชาติ กล่าวย้ำ 

ในขณะที่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่คัดสรรผู้ประกอบการเข้าร่วมออกบูธในงานจำนวน 320 ราย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากผลผลิตในโครงการที่ สสว. ได้บูรณาการความร่วมมือกับสถาบันอาหารมาตลอดระยะเวลา 2 ปี  โดย สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) กล่าวว่า “สสว.เล็งเห็นความสำคัญของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารที่มีจำนวน 106,000 ราย สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ระบบเศรษฐกิจ (จีดีพี) มูลค่า 295,000 ล้านบาทในปี 2559 จึงได้สนับสนุนงบประมาณในการจัดงานและนำผู้ประกอบการเข้าร่วมออกบูธจำนวนกว่า 320 ราย และขอเชิญชวนให้ผู้สนใจเข้าร่วมชมงานนี้ที่รวบรวมสุดยอดอาหารและสินค้าไทยมารวมไว้ในแห่งเดียว ท่านจะได้เห็นไอเดียสร้างสรรค์ของโอท็อปและเอสเอ็มอีไทยในการนำวัตถุดิบท้องที่ มาผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าได้อย่างภาคภูมิ

“เอสเอ็มอีของไทยมีหลายกลุ่มที่น่าสนใจที่จะยกระดับจีดีพีของประเทศได้ ในกลุ่มอาหารสสว.เองมองว่าไม่ได้เป็นสินค้าท้องถิ่นอีกต่อไปแล้ว แต่มันเป็นสินค้าสากลที่จำเป็นของคนทั้งโลก เพียงแต่ต้องสามารถหาจุดเด่นในแต่ละท้องถิ่น สามารถทำให้มีความแตกต่าง ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยมีศักยภาพที่สูงมาก มีการเติบโตเห็นได้ชัดในมิติของความคิด เรามีผู้ประกอบการเอสเอ็มที่พร้อมต่อยอดประมาณแสนรายแต่ทราบไหมว่ามียอดขายสูงถึง 3 แสนล้านบาท”

ผอ.สสว.ย้ำว่าถ้ามองศักยภาพของการเติบโตจะต้องเริ่มจากชุมชนในการขยายผลเปลี่ยนจากวิสาหกิจชุมชนมาเป็นเอสเอ็มอี ยิ่งธุรกิจชุมชนจะยิ่งมีเสน่ห์ของท้องถิ่นที่สามารถขยายผลได้ทั้งโลก เพราะโลกใบนี้สามารถเชื่อมโยงกันได้ทั้งโลก  อีอีซียิ่งเติบโตยิ่งมั่นคงก็ยิ่งจะสนับสนุนเอสเอ็มอีได้ด้วย ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีจะขยายผลไปในอนาคตด้วย 

“ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นมางานนี้ทำให้รู้ว่าเป็นสิ่งที่ยกระดับขึ้นมา มีการทำงานแบบประสานร่วมมือ ประกาศให้ทั้งโลกรู้ว่ากลุ่มอาหารของเราคือตัวจริงของโลกใบนี้  เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับคนไทยและจะได้เห็นของดีของประเทศไทย” สุวรรณชัยย้ำอย่างมั่นใจ

 

ส่วนสถาบันอาหาร  ยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบัน กล่าวถึงแนวคิดในการจัดงาน Thai Taste Expo 2018 : สุดยอดศาสตร์ ศิลป์ แห่งอาหารและสินค้าไทย ว่าจากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นให้เกิดการกระจายรายได้ สร้างช่องทางการค้าใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ สถาบันอาหารจึงมีแนวคิดในการจัดงานครั้งนี้ขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตรมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กรมการพัฒนาชุมชน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารไทยพาณิชย์ เอสเอ็มอีแบงก์ บสย. รวมทั้งสวนนงนุช และเมืองพัทยา

“งานนี้มีผู้ประกอบการทั่วประเทศเข้าร่วมออกบูธกว่า 600 บูธ บนพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย 5 โซน ได้แก่ บูธนิทรรศการนวัตกรรมด้านอาหารและวิชาการ บูธผู้ประกอบการโครงการอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง บูธผู้ประกอบการโครงการส่งเสริมมาตรฐานอาหารไทย Authentic บูธผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้านอาหาร รวมทั้งบริการ อุปกรณ์เครื่องมือสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร และเวทีกิจกรรมเสวนา และความบันเทิงต่างๆ ส่วนพื้นที่ด้านหน้าจัดแสดงสินค้าภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการค้าการลงทุนตามแนวชายแดน และเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง จำนวน 750 ผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงสินค้าของผู้สนับสนุน และการออกร้านของหน่วยงานท้องถิ่นเมืองพัทยาอีกด้วย”

อย่างไรก็ตาม Thai Taste Expo 2018 : สุดยอดศาสตร์ ศิลป์ แห่งอาหารและสินค้าไทย ที่จัดขึ้น ณ สวนนงนุชพัทยา จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 19-23 กันยายน จะเป็นการเปิดศักยภาพมุมมองใหม่ๆ ของจังหวัดชลบุรี ประตูการค้าภาคตะวันออก ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากที่สุดอันดับ 2 ของประเทศรองจากกรุงเทพฯ 

โดยปี 2560 ที่ผ่านมา จังหวัดชลบุรีมีนักท่องเที่ยวสูงถึง 16 ล้านคน หากสามารถดึงนักท่องเที่ยวดังกล่าวเข้ามาเยี่ยมชมงานได้ ก็จะเป็นการสร้างการรับรู้ เผยแพร่ประสบการณ์ไปสู่ตลาดโลกได้อีกทางหนึ่ง โดยคาดการณ์ว่าการจัดงานครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมชมงานประมาณ 30,000 คน เป็นนักท่องเที่ยว 50% และคนในพื้นที่ 50% สามารถสร้างรายได้ในการจำหน่ายสินค้าภายในงานประมาณ 10 ล้านบาท กระตุ้นให้เกิดการเจรจาธุรกิจไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท  


เปิดอ่าน
tags :