"โฟร์โมสต์"ทุ่ม100ล้านเตรียมรุกตลาดนมโคยูเอชที 100%

"โฟร์โมสต์"ทุ่ม100ล้านเตรียมรุกตลาดนมโคยูเอชที 100%

               นายวิภาส ปวโรจน์กิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม "โฟร์โมสต์" เปิดเผยภาพรวมพฤติกรรมการบริโภคนมของผู้บริโภคทั่วโลกพบว่ามีอัตราการบริโภคนมเฉลี่ยอยู่ที่  113 ลิตร/คน/ปี โดยตลาดในภูมิภาคเอเชียกำลังเป็นที่จับตามอง เนื่องด้วยอัตราการบริโภคที่มีการเติบโตเฉลี่ย 3.7% ต่อปีซึ่งสูงที่สุด เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆทั่วโลก โดยในภูมิภาคเอเชียประเทศที่มีการบริโภคนมเติบโตสูงที่สุด 2 อันดับแรกคือ จีนเติบโตปีละ 3.8% และอินเดียเติบโตปีละ 3.5% ในส่วนของประเทศไทยมีการบริโภคนมเฉลี่ยอยู่ที่ 18 ลิตร/คน/ปี"

                 เนื่องด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียส่งผลให้ในปัจจุบันชาวเอเชียมีกำลังซื้อที่มากขึ้น ประกอบกับความตระหนักและการรับรู้ถึงประโยชน์ของนมโคมีมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา ทำให้ชาวเอเชียหันมาใส่ใจในการดูแลสุขภาพมากกว่าแต่ก่อน จึงทำให้แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมนมในภูมิภาคนี้มีอัตราการเติบโตกว่า5% ต่อปี ซึ่งแสดงถึงการเติบโตของ ธุรกิจที่ดีเมื่อเทียบกับตลาดนมฝั่งยุโรปที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ลดลง ประกอบกับข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ (United Nation) ที่แสดงให้เห็นว่า กว่าครึ่งของประชากรโลกเป็นชาวเอเชีย (4,500ล้านคน จากจำนวนประชากรโลก 7,500 ล้านคน) โดยจีนและอินเดีย                มีประชากรรวมกว่า 2,700 ล้านคน (1ใน 3 ของประชากรโลก) จึงถือได้ว่าเอเชียเป็นภูมิภาคที่น่าลงทุนและเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญ ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ถึงปริมาณการผลิตน้ำนมทั่วโลกในปี 2025 ว่าจะมีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาดในเอเชียนำโดยอินเดียจะมีการผลิตน้ำนมโคที่มีการเติบโตสูงถึง 50%

                 นายวิภาส กล่าวว่าสำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจสู่ปี 2563 (ค.ศ. 2020) นั้น บริษัทฯ ยังคงสานต่อวิสัยทัศน์ในการ"ส่งมอบนมโคคุณภาพ 100% ไปยังผู้บริโภค พร้อมสนับสนุนเกษตรกรโคนมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถผลิตน้ำนมโคได้อย่างมีคุณภาพ" ภายใต้แนวคิดหลัก "ให้ธรรมชาติดูแลคุณ" (Nourishing by Nature) 3 ประการ ประกอบด้วย 1.การมอบผลิตภัณฑ์นมโคที่มีคุณภาพและสารอาหารครบถ้วนเพื่อผู้บริโภคทั่วโลก (Better nutrition for the world)  2.การพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มเกษตรกรโคนม (A good living for our farmers) และ 3. การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนสำหรับคนยุคต่อไป (Now and for generations to come) โดยมีกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่1. เสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์และช่องทางการจัดจำหน่าย  2. สร้างการรับรู้ความเป็นแบรนด์ผู้นำในตลาดที่กำลังเติบโต (แถบอินโด-ไชน่า) และ 3. ขยายธุรกิจไปสู่ทวีปเอเชียที่มีศักยภาพสูงอีกทั้งให้ความสำคัญกับผู้บริโภคกลุ่มที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาและกลุ่มผู้สูงวัย"

                  นายวิภาสกล่าวต่อว่าแผนการลงทุนภายในระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้ (ปี 2561-2563) บริษัทฯ เตรียมงบลงทุนรวมกว่า1,000 ล้านบาท ในการเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานและขยายกำลังการผลิตให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมความแกร่งให้ธุรกิจอย่างยั่งยืน รวมทั้งเพื่อสนับสนุนเกษตรกรโคนมไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นและการผลิตน้ำนมโคอย่างมีคุณภาพ ภายใต้หลักการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายใน 3 ปี  ประกอบด้วย 1. เรามุ่งพัฒนาคุณภาพในทุกองค์ประกอบทั้งห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบของ น้ำนมโค นั่นคือ เกษตรกรโคนม ศูนย์รวบรวมน้ำนม การผลิตที่มีมาตรฐาน  ตลอดจนการกระจายสินค้าในแต่ละภูมิภาค เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์นมคุณภาพถึงผู้บริโภค 2. การเติบโตทางธุรกิจ เราต้องเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคเพื่อจะได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ของผู้บริโภคในหลากหลายวัยและโอกาส 3. ผลกำไรที่ได้เป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนไม่เพียงแค่บริษัท แต่รวมไปถึงอุตสาหกรรมโคนมไทย เกษตรกรโคนมไทย ร้านค้า และผู้บริโภคได้มีผลิตภัณฑ์ที่ดีในการบริโภค ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดรายได้ในประเทศจะเติบโตขึ้น 5% ในทุกปี และรักษาความเป็นผู้นำตลาดนมพร้อมดื่มอย่างต่อเนื่อง 

                   ในส่วนของโรงงานผลิตของบริษัทฯ มี2 แห่ง คือ โรงงานสำโรง จ.สมุทรปราการ ผลิตนมยูเอชที นมข้น และโยเกิร์ตพร้อมดื่ม มีกำลังผลิต 360,000 ตันต่อปี และโรงงานหลักสี่ จ.กรุงเทพมหานคร ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ โยเกิร์ตแบบถ้วยและพร้อมดื่ม มีกำลังผลิต 87,000 ตัน ต่อปี โดยรวมกำลังผลิตทั้งสองโรงงานจะมีสูงถึง 447,000 ตันต่อปี  

               "สำหรับผลประกอบการในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดรายได้ในประเทศไทยเติบโตที่ 5% และยอดส่งออกเติบโต 20% ในขณะที่คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมนมในประเทศไทยจะมีมูลค่าประมาณ 61,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2560" นายวิภาส กล่าวทิ้งท้าย


เปิดอ่าน