เร่งล้างสต็อกข้าว8ล้านตัน

 พาณิชย์เตรียมเปิดระบายข้าวสต็อกรัฐ หลังหมดฤดูนาปี มองเป็นจังหวะเหมาะ ไม่กระทบราคาในตลาด ระบุเข้าสู่อุตสาหกรรม 5 ล้านตัน อีก 3 ล้านตันจะระบายเพื่อการบริโภค

          นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมฯ อยู่ระหว่างการจัดเตรียมแผนงานการระบายข้าวสต็อกรัฐบาลจำนวนประมาณ 8 ล้านตัน โดยอยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ว่าควรจะนำข้าวประเภทใดออกมาเปิดประมูลเป็นการทั่วไปก่อน ซึ่งการเปิดประมูลล็อตแรกคาดว่าจะเริ่มขึ้นได้ภายในไตรมาสแรกนี้ ซึ่งเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพราะผลผลิตข้าวนาปีออกสู่ตลาดหมดแล้ว และการผลิตข้าวในฤดูนาปรังของเกษตรกรยังไม่เริ่ม โดยการประมูลจะทำอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาข้าวในตลาด
          สำหรับข้าวในสต็อกรัฐที่เหลือ 8 ล้านตัน ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวที่เข้าสู่อุตสาหกรรม จำนวน 5 ล้านตัน และข้าวที่คนสามารถบริโภคได้อีก 3 ล้านตัน โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว(นบข.) มีมติแบ่งกลุ่มข้าวเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มข้าวที่ควรระบายเป็นการทั่วไปเพื่อการบริโภค 3.01 ล้านตัน ซึ่งมีอายุการเก็บต่ำกว่า 5 ปี กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มข้าวที่ควรระบายเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่อาหารคน เช่นอาหารสัตว์,อุตสาหกรรมแปรรูปข้าว ปริมาณ 3.15 ล้านตัน เนื่องจาก เป็นข้าวไม่ตรงมาตรฐาน ข้าวผิดชนิด ที่มีอายุการจัดเก็บต่ำกว่า 5 ปี ไม่เหมาะนำไปปรับปรุงเพื่อบริโภค
          กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มข้าวที่ควรระบายสู่ภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ทั้งอาหารคนและสัตว์ ปริมาณ 1.85 ล้านตันมีอายุการจัดเก็บเกินกว่า 5 ปี ผ่านการอบยามานาน และอาจปนเปื้อนสารตกค้าง
          ทั้งนี้ ภาครัฐต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาข้าวในสต็อก เดือนละประมาณ 504 ล้านบาท หรือวันละประมาณ 17 ล้านบาท และการสูญเสียโอกาสทางการตลาดของข้าวไทยที่หายไป ส่วนสถานการณ์ราคาข้าวในตลาดโลกในปีนี้มองว่าราคาอาจจะไม่สูงกว่าปีที่ผ่านมามากนัก เนื่องจากสต็อกข้าวโลกยังมีสูง ประกอบกับกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าผลผลิตของแต่ละประเทศค่อนข้างดีเนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย แต่หากมีเหตุการณ์ภัยพิบัติเกิดขึ้นในแหล่งเพาะปลูกข้าวสำคัญก็จะส่งผลให้ดันราคาข้าวสูงขึ้นได้ โดยราคาข้าวขาว 5% อยู่ที่ 360 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ส่วนเวียดนาม 330 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน
          ส่วนการขายข้าวในรูปแบบการเจรจาระหว่างรัฐ หรือจีทูจี ขณะนี้ตลาดฟิลิปปินส์ยังมีความต้องการในการนำเข้าข้าว เพราะยังผลิตได้ไม่พอกับการบริโภค ส่วนอินโดนีเซีย ยังใช้นโยบายพึ่งพาตนเอง และปีที่ผ่านมาผลผลิตข้าวออกมาค่อนข้างดี อย่างไรก็ตาม ปีนี้เอกชนไทยยังมีโอกาสในการส่งออกข้าวไปยังตลาดอิรักและอิหร่าน หากสามารถผ่านการรับรองของหน่วยงานรัฐของทั้งสองประเทศได้


เปิดอ่าน