ข่าว

'พิชัย'ยันลอยตัวLPGไม่สนถูกฟ้อง

'พิชัย'ยันลอยตัวLPGไม่สนถูกฟ้อง

03 ต.ค. 2554

"พิชัย" ไม่สนส.ว.ฟ้องศาลปกครอง ยันลอยตัวแอลพีจียึดประโยชน์ชาติ เล็งออกบัตรเครดิตพลังงานช่วยเหลือแท็กซี่-รถตู้-จยย.รับจ้าง พร้อมจับมือปตท.เติมสารพิเศษแก้ลำพวกหัวใสถ่ายก๊าซภาคครัวเรือนไปเติมรถยนต์ ขณะที่อนุกก.ค่าจ้าง 48 จว.ไฟเขียวเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 40% ใน

            กระทรวงพลังงานยืนยันลอยตัวราคาก๊าซแอลพีจีภาคขนส่ง ที่จะเริ่มในวันที่ 16 มกราคมนี้ ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ภาคเอกชนตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมหามาตรการป้องกันไม่ให้มีการถ่ายเทก๊าซจากภาคครัวเรือนไปใช้เพื่อการขนส่ง

             นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงกรณีน.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพมหาคร เตรียมดำเนินการฟ้องต่อศาลปกครอง หากรัฐบาลยืนยันจะลอยตัวราคาแอลพีจีภาคขนส่งในต้นปีหน้า โดยอ้างว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ภาคเอกชนว่า ถือเป็นสิทธิที่สามารถดำเนินการได้ แต่สิ่งที่กระทรวงพลังงานดำเนินการได้ยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ซึ่งเดิมกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีหน้าที่หลักในการรักษาเสถียรภาพราคา แต่ถูกนำมาใช้อย่างบิดเบือนในการอุดหนุนราคาพลังงาน หากไม่เปลี่ยนแปลงก็ไม่สามารถเดินหน้านโยบายพลังงานได้ 

             "กระทรวงพลังงานมีการวางแผนเพื่อช่วยลดภาระให้แก่รถสาธารณะ โดยจะออกบัตรเครดิตพลังงานและเปลี่ยนเชื้อเพลิงแท็กซี่จากแอลพีจีเป็นเอ็นจีวีในช่วงก่อนปีใหม่อย่างแน่นอน โดยจะออกให้กลุ่มรถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์รับจ้าง และรถตู้สาธารณะที่ใช้เอ็นจีวีเป็นลำดับแรก ผ่านคณะกรรมการคัดกรองผู้มีสิทธิรับบัตรเครดิตที่จะมีการจัดตั้งต่อไป" นายพิชัย กล่าว

 


แก้ลำนำก๊าซครัวเรือนใช้ขนส่ง


             รมว.พลังงาน กล่าวอีกว่า ได้เตรียมมาตรการป้องกันปัญหาการถ่ายเทก๊าซแอลพีจีจากภาคครัวเรือนไปยังภาคขนส่ง โดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เสนอว่า ควรเติมสารบางชนิดลงไปในแอลพีจีที่ใช้สำหรับภาคครัวเรือน เพื่อทำให้ไม่สามารถนำไปเติมในรถยนต์ได้ คาดว่านโยบายลอยตัวแอลพีจีดังกล่าวน่าจะทำให้การนำเข้าแอลพีจีลดลง แต่ยังไม่สามารถระบุตัวเลขได้ เพราะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ของประชาชน ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรมนั้น หากพบว่ามียอดขายสูงขึ้นผิดปกติ จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบในทันทีว่ามีการลักลอบขายแอลพีจีหรือไม่

             "รัฐยังตรึงราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนไว้เท่าเดิมจนถึงปลายปี 2555 เพราะต้องการบรรเทาผลกระทบจากปัญหาค่าครองชีพและปัญหาน้ำท่วมให้ประชาชน แต่ก็จะมีการลอยตัวราคาทั้งหมดก่อนปี 2558 ที่ข้อตกลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี จะมีผลบังคับใช้ เพราะจะทำให้ก๊าซราคาถูกของไทยที่รัฐบาลเป็นผู้อุดหนุนไหลออกไปประเทศเพื่อนบ้าน" นายพิชัยกล่าว

 


เลื่อนแคมเปญรถคันแรก


             นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมรถคันแรกที่เดิมเคยวางกำหนดการไว้ว่าจะจัดวันที่ 4-8 ตุลาคม 2554 จำเป็นต้องเลื่อนไปเป็นวันที่ 11-14 ตุลาคม เนื่องจากปัญหาเรื่องการจัดเตรียมสถานที่ที่ศูนย์ไบเทค บางนา แทนอิมแพ็ค เมืองธานี เพื่อไม่ให้มีปัญหาการจัดงานซ้ำซ้อนกับเอกชน โดยจะมีบูธของสถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย และค่ายรถยนต์เข้าร่วม 50 บูธ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมงานประมาณ 2.5 แสนคนในช่วง 4 วัน

             "กรมสรรพสามิตจะเปิดบูธให้บริการตรวจสอบการใช้สิทธิรถคันแรกเชื่อมโยงฐานข้อมูลการจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจากกรมการขนส่งทางบก โดยเงื่อนไขเดิมรถยนต์นั่งเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 ซีซี และรถกระบะ ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งมีประมาณ 1,500 รุ่น ซึ่งจะได้รับเงินคืนตามที่จ่ายภาษีสรรพสามิตจริง แต่ไม่เกิน 1 แสนบาทในอีก 1 ปีข้างหน้า" รมช.คลังระบุ

 


อนุกก.ค่าจ้าง48จว.หนุนเพิ่ม40%


             ส่วนความคืบหน้าการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า คณะอนุกรรมค่าจ้างขั้นต่ำ 48 จังหวัด หรือคิดเป็น 63.15% เห็นด้วยกับนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มอีก 40% จากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปัจจุบันของแต่ละจังหวัดในวันที่ 1 มกราคม 2555 และปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ส่วนอีก 23 จังหวัดมีมติให้ปรับขึ้น 30-35% และอีก 4 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ สมุทรสาคร ระยอง และสุราษฎร์ธานี ไม่มีการลงมติ ขณะที่ จ.สมุทรสงคราม มีมติ 2 แนวทาง คือ ให้ปรับค่าจ้าง 40% และปรับค่าจ้างเป็น 300 บาทในเวลา 3 ปี ส่วน จ.บึงกาฬ ยังไม่มีคณะอนุกรรมการ

             “จังหวัดที่คณะอนุกรรมการมีมติให้ขึ้นค่าจ้างสูงสุดคือ บุรีรัมย์  83.7% คือจาก 166 บาท เป็น 300 บาท รองลงมาคือมุกดาการ มีมติให้ขึ้น 81.8% คือจาก 165 บาทเป็น 300 บาท นอกจากนี้ ยังมี จ.ชัยภูมิ ปราจีนบุรี หนองบัวลำภู และพัทลุง ที่ให้ขึ้นมากกว่า 40%“ นายเผดิมชัยระบุ

             รมว.แรงงาน กล่าวถึงข้อเสนอแนะของภาคเอกชนต่อนโยบายยกระดับรายได้ 300 บาท ว่า ภาคเอกชนเสนอให้ลดส่งเงินสมทบประกันสังคม ลดภาษีรายได้นิติบุคล และภาษีบุคคลธรรมดา ให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่สถานประกอบการ ให้รัฐบาลชดเชยส่วนต่างที่ต้องจ่ายเพิ่ม ให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเข้าไปฝึกทักษะเพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ให้รัฐบาลควบคุมราคาสินค้า และลดค่าครองชีพ ขณะที่รัฐบาลก็มีมาตรการความช่วยเหลือเช่นกัน จัดฝึกอบรมแรงงานใหม่ ยกเว้นภาษีเงินได้จากการขายเครื่องจักรเก่า ภาษีส่วนบุคคล สนับสนุนแหล่งเงินกู้ เป็นต้น

 

ชงกก.ค่าจ้างกลาง5ต.ค.นี้

 

             นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ใน 6 จังหวัดที่เหลือได้แก่ สมุทรปราการ สมุทรสาคร ระยอง สุราษฎร์ธานี สมุทรสงคราม และบึงกาฬ ได้ให้คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดสรุปเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำและส่งข้อมูลมายังกระทรวงแรงงานภายใน 2-3 วันนี้ โดยจะนำผลประชุมคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด 77 จังหวัดเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างกลางในวันที่ 5 ตุลาคม เวลา 09.30 น. ที่กระทรวงแรงงาน

             นายมนัส โกศล ประธานองค์การแรงงานแห่งประเทศไทย (อรท.) เปิดเผยว่า มติที่ประชุมอรท.สนับสนุนการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท และปรับเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีรุ่นใหม่เป็นเดือนละ 1.5 หมื่นบาท ซึ่งอรท.ได้ร่วมกับองค์กรแรงงานต่างๆ จัดกิจกรรมเนื่องในวันแห่งการทำงานในวันที่ 7 ตุลาคมนี้

             "นโยบายของรัฐบาลที่ออกมาดูจะช้าเกินไป ไล่ตามค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อไม่ทัน ซึ่งตอนนี้ก็ก้าวกระโดดไปไกลกว่าค่าจ้างขั้นต่ำมาก จึงอยากให้รัฐบาลปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทอย่างเร็วที่สุด โดยให้มีผลย้อนหลังวันที่ 1 ตุลาคมนี้ เช่นเดียวกับลูกจ้างองค์กรรัฐวิสาหกิจ" นายมนัสกล่าว