วันนี้ที่สดใส ดาวดวงใหม่ "แจ๊กกี้" ชาเคอลีน

หากใครได้ชมละครเรื่อง "เงาพราย" หลายคนคงหลงเสน่ห์ นางร้ายสาวลูกครึ่งตาสวย "แจ๊กกี้" ชาเคอลีน มิ้นช์ น้องใหม่แห่งค่าย "ทีวีซีน" โชว์ลวดลายยั่วยวน ชวนฝันในละคร แต่ใครจะรู้ว่าชีวิตจริงสาวน้อยคนนี้ อายุเพียง 17 ปี แถมเธอยังออกตัวว่าตัวตนที่แท้จริงต่างจากในละ

 เริ่มต้นงานแสดง
 เล่นละครเรื่องแรกคาแร็กเตอร์เป็นอย่างไร
 เรื่องนี้หนูเล่นเป็น "พิมพ์พัตรา" คาแร็กเตอร์เป็นคนชอบแต่งตัว และมีความมั่นใจสูงมาก จะถูกเลี้ยงมาแบบคุณหนูชอบหว่านเสน่ห์ แตกต่างจากตัวจริงมาก เพราะหนูเป็นคนไม่ค่อยชอบแต่งตัว ความมั่นใจก็ไม่ค่อยมี ต่างจนเหมือนหน้ามือเป็นมือหลังมือเลย แถมเสน่ห์ก็ไม่ค่อยมีให้หว่าน (หัวเราะ)

 กดดันไหมกับละครเรื่องแรก
 ความจริงกดดันตั้งแต่พี่ปิ่น (ณัฏฐนันท์ ฉวีวงษ์) บอกว่าหนูต้องเล่นละครเรื่องนี้แล้ว พอหนูอ่านแค่เรื่องย่อ หนูรู้เลยว่าตัวละครตัวนี้ มีบทที่เด่นมาก ผู้ใหญ่ให้โอกาสเราได้แสดงบทเด่นขนาดนี้ แสดงว่าเขาต้องมั่นใจ ว่าเราสามารถเล่นได้ ซึ่งตัวหนูเองยังไม่มั่นใจเลยว่าเราจะเล่นได้ เพราะคาแร็กเตอร์ห่างจากตัวเองมาก หนูเลยคิดว่าต้องทำให้ดีที่สุดเหมือนผู้ใหญ่ให้โอกาสที่ดีมา เราต้องตั้งใจทำให้ได้ ถามถึงเรื่องการร่วมงานกับ "ทีวีซีน" ช่วงแรกหนูยังไม่ชิน มากองถ่ายจะนั่งเงียบๆ หน่อย แต่เวลาผ่านไปสัก 1-2 อาทิตย์ หนูเริ่มรู้สึกว่าในกองถ่ายทุกคนเหมือนพี่น้องกันหมด อยู่แล้วอบอุ่น เราเลยเริ่มปล่อยความเป็นตัวเองออกมาเรื่อยๆ เพราะพี่แต่ละคนใจดี

 อายุยังน้อยต้องมาเจอฉากยั่วยวน เซ็กซี่ เรารู้สึกอย่างไรบ้าง
 ตอนนั้นพอเห็นว่ามีฉากต้องใส่ชุดว่ายน้ำ หนูก็ตกใจว่าตายแล้ว จะทำยังไงดี แต่พอตอนถ่ายได้เห็นชุดจริงๆ รู้สึกว่าไม่ได้โป๊มาก เพราะเป็นกางเกง กับเสื้อก้ามเราเลยโล่งใจ และอีกอย่างคือผู้ใหญ่ช่วยดูแลให้ก่อนว่าจะไม่มีโป๊แน่นอน

 ฉากประทับใจ
 ฉากที่ยากที่สุดคือฉากบนดาดฟ้า ตอนนั้นหนูต้องโดนพรายบังคับให้กระโดดตกมาจากตึก แหม...ไม่อยากเม้าท์พี่ตุ้ย (เกียรติกมล ล่าทา) เลย (ยิ้ม) วันนั้นกองถ่ายเลิกตีสี่ ทีมงานทุกคนไม่ไหวแล้ว และโลเกชั่นคือ ตึกที่กำลังก่อสร้างอยู่จริงๆ ตะปูก็ยังไม่ได้กวาด แถมหนูต้องวิ่ง หกล้ม เพราะเจอพราย จนมายืนอยู่ตรงปลายตึก และตอนถ่ายหนูต้องยืนจริงๆ ด้วย แล้วพี่หนุ่ม (ศรราม เทพพิทักษ์) กับพี่ตุ้ย  ต้องต่อสู้กันข้างหลังหนู เป็นฉากที่หวาดเสียวมาก แต่ต้องทนยืนนิ่งๆ พยายามมองวิวกรุงเทพฯ ไปเรื่อยๆ (หัวเราะ) แต่ที่หนูอยากเผาคือพี่ตุ้ย เพราะตึกที่กำลังก่อสร้าง จะมีลิฟต์ก่อสร้าง ซึ่งทำขึ้นมาเอง น่ากลัวอยู่เหมือนกันเพราะจะมีเศษตะปู เศษหิน ที่สำคัญไม่มั่นคงเท่าไหร่ เวลาขึ้นหรือลงลิฟต์เสียงจะดังมาก หนูเลือกที่จะขึ้นลิฟต์ ตรงข้ามกับพี่ตุ้ยที่ลงทุนเดินขึ้นลงบันไดสิบกว่าชั้น (เสียงตื่นเต้น) เพราะพี่ตุ้ยกลัวความสูง และกลัวตกลิฟต์ตาย (หัวเราะ) นี่แหละคือฉากประทับใจของหนู

 เข้าฉากกับนักแสดงมีฝีมือรู้สึกอย่างไรบ้าง
 หนู่คิดว่าตัวเองโชคดีมากที่เล่นละครเรื่องแรก ได้ประกบนักแสดงที่มีฝีมือ ทั้งพี่หนุ่ม พี่ตุ้ย พี่มาร์กี้ (ราศรี บาเลนซิเอก้า) และผู้กำกับอย่างพี่โหน่ง (วีระชัย รุ่งเรือง)  เพราะพี่ทุกคนมีประสบการณ์สูงมาก ใจเย็นและใจดีเวลาที่หนูเล่นไม่ได้ อย่างเวลาต้องหว่านเสน่ห์ พี่โหน่งจะบอกว่าแจ๊กกี้ต้องเล่นช้าๆ นะ ส่วนพี่หนุ่มกับพี่ตุ้ยจะช่วยเรื่องมุมกล้องเวลาที่หนูเข้าฉากแล้วตัวไปบังกล้องหรือบังไฟ และให้คำแนะนำในเรื่องการแอ็กติ้งว่าต้องเล่นยังไงในแต่ละฉาก แต่สำหรับพี่มาร์กี้จะน่ารักมาก ตอนแรกที่เข้าฉากด้วยกันเราจะเกร็งมาก เพราะเขาเป็นรุ่นพี่ แต่พอเอาเข้าจริงๆ พี่มาร์กี้เป็นคนน่ารักมาก มีความเป็นกันเองสูง สามารถพูดคุยสนุกสนานได้ ทำให้สนิทกันเร็ว

 เล่นละครผีชีวิตจริงกลัวเรื่องลี้ลับหรือเปล่า
 กลัวนะ ตอนแรกที่รู้ว่าจะได้เล่นละครที่เกี่ยวกับเรื่องลี้ลับ หนูจะตั้งใจตั้งแต่ตอนบวงสรวงละครแล้ว ว่าเราจะทำให้เต็มที่มากที่สุด แต่พอได้ถ่ายจริงๆเหมือนเราไม่ได้เล่นละครผีเลย เพราะพี่แต่ละคนในกองน่ารัก บรรยากาศในกองถ่ายสนุกสนานมาก ทำให้หนูไม่ค่อยคิดมากเรื่องผีสักเท่าไหร่

 ขึ้นสู่ทำเนียบนางเอกน้องใหม่
 เรื่องหน้าจะได้เล่นเป็นนางเอกเต็มตัว
 ความจริงเห็นพี่ปิ่นบอกว่าจะให้เล่นละครเป็นนางเอกคู่กับพี่ เฟิร์ท (เอกพงศ์ จงเกษกรณ์) ชื่อเรื่อง "ตะวันยอดรัก" เรื่องนี้บทจะแตกต่างจาก พิมพ์พัตรา หน้ามือเป็นหลังมือเลย เพราะว่าคาแร็กเตอร์ของ "ตะวัน" จะโก๊ะๆ แก่นๆ ใกล้ตัวแจ็กกี้มากกว่าเรื่อง "เงาพราย" ส่วนการที่คนมอง ว่าหนูเป็นนางเอกน้องใหม่ก็รู้สึกดีใจ (ยิ้ม) แต่อีกมุมหนึ่ง หนูรู้สึกกดดันเหมือนกัน เพราะเราเป็นเด็กใหม่ด้วย เวลาเห็นตัวเองแสดงในทีวียังไม่เป็นธรรมชาติเลย อย่างบางตอนเล่นแข็งทื่อพูดขยับได้แต่ปาก รู้สึกว่าเราต้องพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ

 ชีวิตในวงการ
 ก่อนเข้าวงการบันเทิงเต็มตัว มองภาพไว้อย่างไรบ้าง
 ด้วยความที่ตั้งแต่เด็ก หนูคิดว่าเราอยากทำงานอยู่ในวงการบันเทิง อยากเป็นนักร้องหรือนักแสดง เหมือนการเดินตามความฝันของตัวเอง แจ๊กกี้มองว่า วงการนี้เป็นสิ่งสวยงาม เพราะเป็นความฝันของเราตั้งแต่เด็ก ว่าเราอยากมีโอกาสเข้ามาทำตรงจุดนี้ คิดไว้เลยว่าวงการบันเทิงเป็นเส้นทางที่เราต้องค่อยๆ เดินไปให้ได้ พอมาถึงวันนี้ที่เราได้มาเป็นดารา เป็นนักแสดงรู้สึกดีใจมาก คิดว่าเราต้องทำให้ดียิ่งขึ้นไป ชีวิตต่อจากนี้ในวงการที่คิดไว้คือ อยากจะทำงานตรงนี้ต่อไปเรื่อยๆ ทำในสิ่งที่เรารักให้ดีที่สุด

 เคยผ่านเวทีประกวด "มิสทีนไทยแลนด์" อยากรู้ว่าได้ตำแหน่งอะไร
 หนูประกวดในปี 2008 ตอนนั้นได้ตำแหน่ง "มิส แฟชั่นนีสต้า บาย แพทตินั่ม" จากนั้นเว้นระยะห่างหายจากเวทีประกวด และหน้าจอทีวีไปนาน เพราะหนูไปเรียนหนังสือ เราคิดว่าอยากเรียนให้ดีก่อน และมีแอบไประกวดร้องเพลงด้วย 

 จากนี้มีวิธีตั้งรับกับกระแสข่าวที่จะตามมาอย่างไร
 การตั้งรับกับกระแสข่าว แจ๊กกี้ยังไม่ได้คิดถึงตรงนั้น เพราะตอนนี้แจ๊กกี้คิดแค่ว่าทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เต็มที่กับผลงาน และอีกอย่างหนึ่งเวลาไปไหนมาไหนหนูมีคุณแม่ตามไปด้วยตลอดเวลา เลยรู้สึกสบายใจ ยังไม่ค่อยห่วงเรื่องข่าวเท่าไหร่

 วันวานของ "แจ๊กกี้"
 ชีวิตในวัยเด็กเป็นอย่างไรบ้าง
 หนูเป็นลูกคนเดียว แต่ไม่เหงาเลย เพราะคุณยายมีลูก 10 คน เลยออกดอกออกผลมาเยอะมาก (หัวเราะ) ทำให้หนูมีญาติเยอะมาก ชีวิตตอนเด็กสนุกสนานเหมือนเด็กปกติทั่วไป แต่หนูเป็นเด็กซุ่มซ่าม และไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะตอนเด็กๆ หนูจะโก๊ะมาก ลบภาพที่เห็นอยู่ตอนนี้ไปเลย แล้วจินตนาการภาพของหนูตอนที่ใส่แว่นหน้าเตอะ เพราะสายตาสั้นประมาณ 600 กว่า เส้นผมไม่มีทางที่จะมาปรกอยู่ตรงหน้าได้ ต้องรวบตึงเหมือนหนังจีนตลอดเวลา ที่สำคัญไม่แต่งหน้าเลยสักนิดเดียว พอเพื่อนๆ ที่มาเห็นเราในตอนนี้จะตกใจว่า..เธอเปลี่ยนไป เพราะหนูเริ่มปล่อยผมให้ปรกหน้า เปลี่ยนมาใส่คอนแท็กเลนส์ ถึงขนาดโดนเพื่อนในโรงเรียนเม้าท์ ว่าไปทำโน่นทำนี่มา ทั้งที่ความจริงหนูไม่ได้ทำอะไรหรอก แค่เครื่องสำอางช่วยได้เท่านั้นเอง ถ้าไม่มีเคื่องสำอางเราก็ยังคงเป็นอีเพิ้งอยู่เหมือนเดิม (หัวเราะ)

 เป็นลูกครึ่งเยอรมันแต่มีมีชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสด้วย
 ใช่..ชื่อชื่อเต็ม ๆ คือ "แจ๊กกี้" ชาเคอลีน มึ้นช์ แต่ที่โรงเรียนคุณครูปักนามสกุลให้ว่า "มึน" ลืม ชอช้างการันต์ แถมไม้โทก็ไม่มีเลยกลายเป็น แจ๊กกี้ มึน (หัวเราะ) เลยมีแต่คนแซวว่าหนูมึนตลอดเวลา

 สนิทกับใครที่สุด
 คงเป็นคุณแม่ เพราะแจ๊กกี้กับคุณแม่เหมือนเป็นปาท่องโก๋ ไปไหนเป็นแพ็กคู่ตลอด ทุกเรื่องในชีวิตเล่าให้คุณแม่ฟังทุกอย่างเลย ถามว่าคุณแม่เป็นห่วงเรื่องไหนส่วนใหญ่จะเป็นห่วงเรื่องเรียน เพราะกลัวว่าหนูจะเรียนไม่ทัน กลัวว่าหนูจะทำข้อสอบไม่ได้ เวลาจะสอบคุณแม่จะขับรถไปรับเพื่อนๆ แต่ละคนมาช่วยติ้วหนังสือให้หนู แม่จะค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องการเรียน

 ชีวิตในรั้วโรงเรียน
 ยังเรียนอยู่ ม.6 ชีวิตในโรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง
 หนูเรียนอยู่ที่เชียงใหม่ เพื่อนที่โรงเรียนจะตื่นเต้นเวลาที่ดูละคร แต่ไม่ได้ตื่นเต้นที่เราแสดงละคร จะตื่นเต้นกับนักแสดงคนอื่นมากกว่า อย่างเวลาหนูต้องเล่นเลิฟซีนกับพี่หนุ่ม เพื่อนจะบอกว่าทำไมฉากนั้นต้องเอาจมูกชนแก้ม ไม่ใช้ปากหอมไปเลยล่ะ หรือเวลาเข้าฉากกับพี่ตุ้ยเพื่อนจะบอกว่า โห้ย! เสียดายอะ น่าจะหอมพี่ตุ้ยให้แรงกว่านี้ คือเพื่อนหนูจะออกแนวอินจัดมาก (หัวเราะ) หนูจะบอกเพื่อนว่าช่วยดูฉันบ้างนะ วิจารณ์บ้างว่าเราเล่นเป็นยังไง แต่นี่ไม่มีเลย เพื่อนหนูดูแต่นักแสดงคนอื่นหมด (ยิ้ม)

 วีรกรรมเด็ดๆ ตอนเรียน
 หนูไม่ค่อยมีวีรกรรมในตอนเรียนเท่าไหร่ เพราะเป็นเด็กที่เรียนเสร็จก็กลับบ้าน ถ้าจะมีคงเป็นแผลที่หลังมือมากกว่า เกิดขึ้นจากตอนที่หนูซ้อนรถมอเตอร์ไซค์ของพ่อ ซึ่งขับอยู่บนถนน แล้วพอดีว่ามีรถตู้วิ่งสวนมาเฉี่ยวชน ทำให้รถมอเตอร์ไซค์ล้ม ตอนนั้นหนูกอดหลังพ่อเอาไว้ ซึ่งพ่อตัวอ้วนมาก เราสองคนกระเด็นออกมาจากรถแล้วไถลไปบนพื้นถนน ข้างหลังมือของหนูเลยถูไปกับพื้นปูน ทำให้มีแผลเป็น มาจนถึงทุกวันนี้ นี่คงเป็นวีรกรรมเด็ดที่สุดแล้ว

 สวยขนาดนี้มีหนุ่มเข้ามาจีบไหม
 ความจริงไม่ค่อยมีเลยนะ ถ้าจะมีต้องนาน...น้าน (เสียงสูงลากยาว) มากจริงๆ (หัวเราะ) ส่วนมากที่เข้ามาจะเป็นเพื่อนๆ กันมากกว่า แล้วหนูยังไม่คิดถึงเรื่องนี้เลยด้วย

 นี่แหละ "แจ๊กกี้" ใครว่าเธอร้าย! แท้ที่จริงสดใสสมวัยต่างหากจ้า..

เธอคนนี้ชื่อ "แจ็คกี้" ชาเคลีน มิ้นซ์
อายุ : 17 ปี ลูกครึ่ง เยอรมัน-ไทย
เกิดวันที่ : 21 ต.ค.2536 (ที่เยอรมนี)
ผลงานสร้างชื่อ : โฆษณา พอนด์ส
ผลงานปัจจุบัน : ละครเรื่อง เงาพราย

เรื่อง : ดวงใจ สอาดจิตต์


เปิดอ่าน