ไลฟ์สไตล์

ป.ป.ช.ออกม.100,103

ป.ป.ช.ออกม.100,103

05 ม.ค. 2556

ป.ป.ช. ออก ม.100 และ ม.103 รองรับการแยกแยะผลประโยชน์ออกจากระบบอุปถัมภ์ : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : ศาตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ

               ด้วยสถานการณ์ หรือสภาวการณ์ของการขัดกันของผลประโยชน์ในประเทศไทย เป็นเรื่องสำคัญอันเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการทุจริตคอร์รัปชั่น ยิ่งมีสถานการณ์ หรือสภาวการณ์ของการขัดกันของผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวมมากเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสก่อให้เกิด หรือนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่นมากเท่านั้น นี่คือที่มาของมาตรา 100 และมาตรา 103 พระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริจแห่งชาติ ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกกฎหมายมาเพื่อรองรับโดยเฉพาะ

                ศาตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อธิบายถึงที่มาของบทบัญญัติในมาตรา 100 และมาตรา 103 ของ พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริจแห่งชาติ ว่ามีต้นเรื่องมาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ออกเป็นกฎหมาย ป.ป.ช.ในปี 2542 แต่แรกคิดว่าจะใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่รัฐทุกคน แต่คนไทยยังไม่คุ้นกับคำว่าผลประโยชน์ทับซ้อน คุ้นเคยกับระบบอุปถัมภ์ ไม่เคยแยกผลประโยชน์ส่วนตัวออกจากส่วนรวม ในต่างประเทศแทรกแซงถึงครอบครัว ถึงญาติพี่น้อง แต่ของไทย แค่คู่สมรส ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐ ต่องเริ่มที่ระดับสูงก่อน

                "ส่วนของตามมาตรา 100 ที่ประกาศเมื่อปี 2544 เรื่องการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคล และส่วนรวมนั้น เดิมออกประกาศกำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องห้ามมิให้ดำเนินกิจการครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งต้องห้ามมิให้ดำเนินกิจการตามความในมาตรา 100 และในประกาศฉบับหลังนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนดเพิ่มอีก 2 ตำแหน่ง คือ ผู้บริหารท้องถิ่น และรองผู้บริหารท้องถิ่น เป็นบทบัญญัติที่อยู่ในหมวด 9 ว่าด้วยการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและส่วนรวม"

                ศาตราจารย์พิเศษ วิชา กล่าวต่อไปว่า สาระสำคัญของมาตรา 100 มี 4 เรื่องใหญ่ ได้แก่ ห้ามเป็นคู่สัญญา หรือมีส่วนได้เสียในสัญญา ที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ที่เจ้าหน้าที่รัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี ห้ามเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท ที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี ห้ามรับสัมปทานหรือคงถือไว้ซึ่งสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น อันมีสถานะเป็นการผูกขาดตัดตอน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว และ ห้ามมีส่วนได้เสียในฐานะเป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงาน หรือลูกจ้างในธุรกิจของเอกชน ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดอยู่ หรือปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งโดยสภาพของผลประโยชน์ของธุรกิจเอกชนนั้น อาจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวม หรือประโยชน์ของทางราชการ หรือกระทบต่อความมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น

                "ส่วนที่มีคนแย้งว่า กฎหมายลักษณะนี้ในต่างประเทศไม่มี แต่ของไทยมี ของไทยมาร่างขึ้นอีกครั้งสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่กฎหมายตกไป ตอนนั้นมีคนต่อต้านว่าเป็นกฎหมาย 7 ชั่วโคตร เพราะจะต้องดำเนินการเป็นหมู่ ญาติพี่น้องที่เกี่ยวข้องอยู่ในข่ายกฎหมายหมด เคราะห์ดีที่กฎหมายนี้ตกไป ไม่เช่นนั้นคดีคงล้น ป.ป.ช.ไปแล้ว ความจริงกระบวนการของ ป.ป.ช.ก็คือให้ความรู้ ปัญหาคือ เมืองไทยไม่มีความโปร่งใส จมอยู่กับระบบอุปถัมภ์ แยกไม่ออกระหว่างส่วนตัวกับส่วนรวม ตรงนี้คือจุดหลัก จะเห็นว่าประเทศในแถบเอเชีย อาทิ ฮ่องกง สิงคโปร์ เขากฎหมายผ่านได้ เพราะเขาสามารถผ่านระบบอุปถัมภ์ได้"

                หน้าที่ของรัฐในการออกมาตรการการป้องกันการทุจริต คือ กำหนดข้อห้ามการดำเนินกิจการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องไม่ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา ไม่เป็นกรรมการบริษัท เป็นต้น กำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สิน หนี้สิน และธุรกิจของตนเองและครอบครัวต่อสาธารณะ เช่น การแจ้งทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อนและหลังดำรงตำแหน่ง และการกำหนดข้อพึงปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อสร้างกรอบพฤติกรรมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐยึดมั่นในหลักจรรยาบรรณ ไม่ทำลายความเชื่อมั่นของสังคม หรือก่อให้เกิดวิกฤติศรัทธา

                ศาตราจารย์พิเศษ วิชา กล่าวด้วยว่า หากเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 100 จะต้องรับโทษตามกฎหมายคือ จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นประชาชนควรช่วยเป็นหูเป็นตาให้ ป.ป.ช. หากพบเห็นพฤติกรรมความขัดกันระหว่างผลประโยชน์สวนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวม แจ้งไปที่หน่วยงานรับเรื่องร้องเรียน ได้แก่ หน่วยงานต้นสังกัดของผู้กระทำความผิด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ศาลปกครอง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด สำนักงานกองทุนสื่อประชาสังคมต้านคอร์รัปชั่น (สปต.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หากทุกท่านช่วยกันเฝ้าระวังการทุจริต ไม่เพิกเฉย ปัญหาการทุจริตก็จะหมดไปจากสังคมไทยในที่สุด

                สำหรับมาตรา 103 ที่พูดถึงการรับทรัพย์ หรือประโยชน์อื่นใด โดยธรรมจรรยา ศาตราจารย์พิเศษ วิชา อธิบายว่า คือการรับทรัพย์สินจากญาติพี่น้อง หรือจากบุคคลที่ให้กันในโอกาสต่างๆ โดยปกติขนบธรรมเนียมประเพณี หรือวัฒนธรรม หรือให้กันตามมารยาทที่ปฏิบัติกันในสังคม เช่น ญาติหรือเพื่อนให้ของขวัญในวันเกิด หรือวันปีใหม่ ต้องพิจารณาว่ามีวัตถุประสงค์ในการให้อย่างไร เช่น ญาติให้โดยเสน่หาตามจำนวนที่เหมาะสม ตามฐานานุรูป พิจารณาจากตัวของผู้ให้ไม่ใช่ผู้รับ หรือกรณีรับจากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติ มูลค่าไม่เกิน 3,000 เช่น การรับของขวัญในวันคล้ายวันเกิด ส่วนความหมายของคำว่า แต่ละโอกาส หมายถึง ผู้ให้เคยมอบของขวัญให้ในวันคล้ายวันเกิดราคา 2,000 บาท และมอบของขวัญปีใหม่ราคา 2,000 บาท ถือว่าคนละโอกาส และไม่เกิน 3,000 หรือรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่การให้นั้นเป็นการให้ได้ในลักษณะให้กับบุคคลทั่วไป เช่น หนังสือที่ระลึกในงานครบรอบวันเกิด ไม่ได้กำหนดราคาหรือมูลค่า เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจรับได้โดยไม่มีกำหนด

                การให้ทรัพย์สินแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องดูว่าการรับทรัพย์สินนั้น ให้โดยธรรมจรรยาหรือไม่ ถ้าไม่ได้ให้โดยธรรมจรรยา เป็นการรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดเป็นการส่วนตัว หรือมีราคา หรือมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท เจ้าหน้าที่ของรัฐมีเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องรับเพื่อรักษาไมตรี มิตรภาพหรือความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล ให้รายงานรายละเอียดข้อเท็จจริงให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยเร็ว หากผู้บังคับบัญชาเห็นว่าไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ยึดถือไว้เป็นประโยชน์ส่วนบุคคล ให้ส่งมอบทรัพย์สินให้หน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดอยู่โดยทันที แต่ถ้าเป็นผู้บังคับบัญชา หรือผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หน่วยงาน หรือสถาบัน หรือองค์กรที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัด มีคำสั่งว่า ไม่สมควรรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ดังกล่าว ก็ให้คืนทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นแก่ผู้ให้โดยทันที แต่ถ้าคืนไม่ได้ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น ส่งมอบทรัพย์สิน หรือประโยชน์ให้เป็นสิทธิ์ของหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดโดยเร็ว

                "เป็นจริยธรรมของผู้ที่มีหน้าที่การงานที่ต้องสำนึกไว้เสมออยู่แล้ว ผมเป็นผู้พิพากษา ซึ่งตรงกันข้ามกับพระ ที่ใครนำอะไรมาใส่บาตรก็ต้องรับ แต่ผู้พิพากษารับไม่ได้เลย เพื่อไม่ให้เกิดอคติในใจ สมัยโบราณเขาให้โจทก์กับจำเลยไปนอนที่บ้านผู้พิพากษา ใครนำอะไรมาส้มสุกลูกไม้มาให้ไม่ได้ แต่ปัญหาตอนนี้คือ จะรณรงค์อย่างไรเพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่า ไม่ใช่มูลค่า 3,000 บาทเท่านั้นที่รับไม่ได้ แต่เป็นเรื่องของเจตนารมณ์กฎหมาย ถ้าไม่รับของใคร ก็จบ"

                ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา กล่าวส่งท้ายว่า การจะปลูกฝังค่านิยมต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ ต้องเปลี่ยนจากราก เปลี่ยนแบบถอนรากถอนโคน ซึ่ง ป.ป.ช.ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพิ่งมีการลงนามร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อบรรจุหลักสูตรปลูกฝังให้เด็กไทยเข้าใจว่า อะไรคือส่วนรวม อะไรคือส่วนตัว ต้องแยกแยะให้ได้ตั้งแต่เเด็ก อย่างเช่น เด็กฮ่องกงแยกแยะได้แล้ว ญี่ปุ่นพาเด็กไปชี้ให้ดูว่า นั่นแม่น้ำ นั่นภูเขา เป็นส่วนรวม โตมาจะต้องรักษาของส่วนรวมไว้ ส่วนฝรั่งก็มีหลักคิด ของฟรีไม่มีในโลก ต้องทำอะไรตอบแทนบ้างเพื่อรักษาของส่วนรวมไว้

 

........................................
(ป.ป.ช. ออก ม.100 และ ม.103 รองรับการแยกแยะผลประโยชน์ออกจากระบบอุปถัมภ์ : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : ศาตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ)