royal coronation
วันที่ 25 สิงหาคม 2562
อาชญากรรม

ค้นรง.ผลิตครีมดัง - ยึด"ปอร์เช่"ข่ายเมจิกสกิน

วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 - 06:55 น.
เมจิกสกิน,ลีน,พลตอวิระชัย,พลตตสุรเชษฐ์ โจ๊ก,ค้นโรงงาน,ยึดรถ,ยึดปอร์เช่
Shares :
เปิดอ่าน 794 ครั้ง

"วิระชัย"นำค้นโรงงานผลิตครีมดังย่านอรุณอัมรินทร์ เผยไม่มีส่วนผสมเยื่อไผ่-เห็นญี่ปุ่นตามที่โฆษณา ยึดรถหรูจอดทิ้งอาบอบนนวด ขณะที่ตร.โชคชัยสอบไม่พบ"พ่อสันธนะ"ผิด

          เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เข้าตรวจค้นอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ซึ่งเป็นที่ตั้งของ บริษัท ฮานิว โคเรีย จำกัด ภายในซอยอรุณอมรินทร์ 53 แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กทม.



          หลังสืบทราบว่า บริษัทดังกล่าวผลิตสินค้าให้แก่เมจิกสกิน และตรีชฎา ซึ่งเป็นสินค้าในเครือเมจิกสกิน โดยบริษัทดังกล่าว เป็นตึกติดกัน 2 คูหา จำนวน 3 ชั้น หน้าร้านระบุว่า หน้าร้านเปิดเป็นสำนักงาน โดยมีป้ายติดว่า รับออกแบบเวชสำอาง อาหารเสริม ออกแบบผลิตภัณฑ์ และขวดต่างๆ ขณะที่ด้านข้างและด้านหลังเปิดเป็นโรงงาน โดยมีสารเคมีที่ใช้สำหรับทำครีมจำนวนมาก ที่บรรจุในถุงกระสอบจำนวนหลายถุง นอกเหนือจากนั้น ยังพบเครื่องจักรสำหรับผลิตครีมอีกหลายเครื่อง ขณะที่พนักงานจำนวนหนึ่งกำลังจะเข้างาน เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้น จึงได้หยุดการทำงานทันที
          ทั้งนี้ ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า บริษัทดังกล่าวมีชื่อของ นายทนง วงศ์สมบูรณ์ นางบุญญาพา วงศ์สมบูรณ์ และ น.ส.ปาจรีย์ วงศ์สมบูรณ์ เป็นกรรมการ ผลิตสินค้าแบรนด์ตรีชฎา จำนวน 2 ลอต

          พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวว่า จากการเข้าตรวจค้นพบว่า โรงงานแห่งนี้รับผลิตสินค้าให้แก่เมจิกสกินและตรีชฎาด้วย เพราะตรวจสอบพบรายละเอียดฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของบริษัท แต่จากการตรวจค้นไม่พบผลิตภัณฑ์เครือเมจิกสกิน หรือ ตรีชฎา และยังไม่พบบรรจุภัณฑ์ด้วย พบเพียงสารตั้งต้น และเครื่องผลิตครีมขนาดใหญ่เท่านั้น ซึ่งตำรวจก็สงสัยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ แต่จากการสอบสวนขยายผล ทราบว่ามีแหล่งเก็บสินค้าเป็นตึกแถวอยู่ตรงข้ามกับบริษัทดังกล่าว

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสงสัยคือ อย.ได้ประกาศยกเลิกไม่ให้ผลิตหรือจำหน่ายสินค้ายี่ห้อดังกล่าว แต่เหตุใดทางบริษัทยังมีการผลิตอยู่ จึงคาดว่านำสินค้าเก่ามาจดแจ้งให้ถูกต้องหรือไม่


 

          ต่อมา พล.ต.อ.วิระชัยพร้อมคณะ ได้เข้าตรวจค้นอาคารพาณิชย์ฝั่งตรงข้ามที่เชื่อว่าเป็นที่เก็บซ่อนสินค้าของบริษัท ฮานิว โคเรีย โดยทั้ง 2 คูหาเลขที่ 1759 และ 1757

          นายทนง วงศ์สมบูรณ์ กรรมการบริหารบริษัทฮานิว โคเรีย จำกัด ซึ่งร่วมสังเกตการณ์การตรวจค้นของตำรวจ เปิดเผยว่า บริษัทแห่งนี้รับผลิตเนื้อครีม และขายส่งเฉพาะเนื้อครีม ซึ่งส่วนผสมที่เป็นสารตั้งต้นการผลิต สั่งซื้อถูกต้องตามกฎหมาย และมีการแจ้งจดทะเบียนบริษัทเมื่อปี 2556 ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้มีเจ้าหน้าที่ อย. เข้ามาตรวจ ก็ไม่พบสารต้องห้าม ส่วนที่มีข้อมูลว่าบริษัทเมจิสกินมีการมาใช้ที่ตั้งของโรงงานเป็นสถานที่ผลิตสินค้า ยอมรับว่ามีการติดต่อขอซื้อเนื้อครีมทารักแร้ของโรงงานจำนวน 3 ตัน ไปทดลองจำหน่าย และใช้ได้ผลดี จึงมีการทำหนังสือสัญญาว่าจ้างเป็นสถานที่ผลิตสินค้าให้ แต่ไม่ทราบว่า แบรนด์ตรีชฎา นำครีมที่สั่งผลิต ไปบรรจุภัณฑ์ในลักษณะไหนอย่างไร เพราะส่วนโรงงานผลิตให้แต่เนื้อครีมเป็นถุงเท่านั้น ต่อมาทางบริษัทได้มีการตรวจสอบเลข อย. แล้วพบว่าไม่ถูกต้องจึงส่งกลับไปยังบริษัทเมจิกสกิน จึงทำให้ไม่มีการผลิตสินค้าให้บริษัทเมจิก สกิน 


 

          “ก่อนหน้านี้ 2-3 เดือน บริษัท เมจิกสกิน ได้ติดต่อเข้ามาให้ผลิตสินค้าให้ 8 รายการ จึงมีการทำหนังสือสัญญาว่าจ้าง แต่เมื่อตรวจสอบทาง อย.พบว่ามีปัญหา จึงส่งกลับไปยังบริษัทเมจิกสกิน ทำให้ยังไม่มีการผลิตสินค้าให้แก่บริษัทเมจิกสกิน” นายทนงกล่าว


 

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ฮานิว โคเรีย ผลิตสินค้าที่ชื่อว่า คาโอะ เซรั่มร้อยไหม ด้วย โดย น.ส.ปาจรีย์ วงศ์สมบูรณ์ กรรมการบริษัทฮานิว โคเรีย ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงของสารประกอบครีมยี่ห้อคาโอะ ยืนยันว่า ในผลิตภัณฑ์ไม่มีส่วนผสมจากเยื่อไผ่ และเห็ดญี่ปุ่น ตามที่มีการนำไปโฆษณา ส่วนกรณีที่ตำรวจพบข้อมูลบัญชีหนี้สิน แล้วมีชื่อบริษัทเมจิกสกิน เป็นลูกหนี้ 27 ล้านบาท เรื่องดังกล่าว น.ส.ปาจรีย์ยังตอบคำถามไม่ชัดเจน และอ้างว่าจะขอตรวจสอบรายละเอียดก่อน


 

          พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อคาโอะ ที่มีการกล่าวอ้างว่ามีเยื่อไผ่ และเห็ดจากญี่ปุ่นนั้นไม่เป็นความจริง และผลิตภัณฑ์ของตรีชฎาที่มีการกล่าวอ้างว่าผลิตที่ จ.นครราชสีมา นั้นก็ไม่เป็นความจริงเพราะมาผลิตที่โรงงานแห่งนี้ ยืนยันว่าเอกสารที่ได้จากบริษัทชี้ให้เห็นว่า บริษัท ฮานิว โคเรีย มีการรับผลิตสินค้าให้บริษัท เมจิกสกินจริง ซึ่งทางเจ้าของจะปฏิเสธอย่างไรนั้นก็เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตามตำรวจจะนำเครื่องคอมพิวเตอร์ไปตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด รวมถึงจะเชิญผู้บริหารบริษัทไปสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาเบื้องต้นในข้อหาโฆษณาเกินจริง ที่บก.ป.ภายในวันนี้ นอกจากนี้จะพิจารณาว่า เข้าข่ายร่วมกันฉ้อโกงประชาชนด้วยหรือไม่

 

 

          วันเดียวกัน พล.ต.อ.วิระชัยนำคณะเข้าตรวจยึดรถยนต์ยี่ห้อปอร์เช่ สีขาวเหลือง หมายเลขทะเบียนป้ายแดง น-8886 กรุงเทพมหานคร ที่จอดอยู่ภายในสถานบริการอาบอบนวดเจ้าพระยา 3 ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับสะพานพระราม 8


 

          พล.ต.อ.วิระชัยกล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบเอกสารสำเนาคู่มือทะเบียนรถ ระบุว่า เป็นรถยนต์ ทะเบียน 5 กฉ–6095 กรุงเทพมหานคร โดยมีนายอภิวัส พงศ์พัฒนะนุกูล เป็นผู้ครอบครอง ซึ่งเป็น 1 ใน 7 คน ของผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายเรียกในคดีเมจิกสกิน ภายในรถยังพบนามบัตรของ นายอภิวัส ที่ระบุว่าเป็นกรรมการบริษัท พีโอเอส คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ จ.สมุทรสาคร ที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นไปเมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา นอกจากนี้พบสินค้าตัวอย่าง เซรั่มเมโส แผนการตลาด สมุดบัญชีธนาคาร 3 บัญชี ซึ่งมีเงินหมุนเวียนหลายล้านบาท


 

          ทั้งนี้ ต้องตรวจสอบว่าบุคคลใดเป็นคนนำรถมาจอดและนำมาจอดได้อย่างไร ใครเป็นเจ้าของรถตัวจริง มีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินหรือไม่ เนื่องจากตรวจสอบพบว่า รถคันนี้เดิมเป็นของนางวรรณภา พวงสน หนึ่งในผู้ต้องหาคดีเมจิกสกิน จึงจะต้องอายัดไว้เพื่อนำไปตรวจสอบและสืบสวนขยายผลต่อไป


 

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิวัส มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือเมจิกสกิน เพราะเป็นเจ้าของโรงงานพีโอเอส คอสเมติกส์  ที่ได้รับโอนมาจากนายกสิทธิ์ วรชิงตัน หรือ หญิงย้วย หนึ่งในผู้ต้องหาคดีนี้
 

          จากกรณีการเสียชีวิตของ น.ส.พิมลวรรณ หมอนอิง อายุ 31 ปี ชาวจังหวัดกาญจนบุรี หลังผลตรวจทางนิติเวชยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลวเนื่องมาจากสารไซบูทรามีนในอาหารเสริมลดน้ำหนัก ยี่ห้อลีน (LYN) ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น


 

          ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมนายวุฒิกร หมอนอิง อายุ 30 ปี น้องชายของ น.ส.พิมลวรรณ ผู้เสียชีวิต เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ไพฑูรย์ พูลสวัสดิ์ ผกก.(สอบสวน) กก.4 บก.ปคบ. เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนขอให้ช่วยดำเนินคดีและจับกุมผู้กระทำผิดตามกฎหมายจากผลิตภัณฑ์อาหารเสริมดังกล่าว


 

          นายรณณรงค์เปิดเผยว่า เดินทางมา บก.ปคบ.เพื่อต้องการให้ดำเนินคดีกับเจ้าของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมยี่ห้อลีน เนื่องจากเป็นคดีซับซ้อนเพราะต้องมีผลตรวจทางการแพทย์มายืนยันด้วย โดยผลตรวจจากกลุ่มนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลราชบุรี ระบุสาเหตุว่าหัวใจล้มเหลวจากผลแทรกซ้อนของยาไซบูทรามีน อีกทั้งจะเดินทางไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้รื้อคดีที่มีผู้เสียชีวิตจากผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลีนทั่วประเทศทุกราย

          ด้านนายวุฒิกรกล่าวว่า พี่สาวตนมีลูกชาย 1 คน รูปร่างอวบ ได้เห็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมดังกล่าวโฆษณาผ่านสื่อโซเชียลมีเดียจึงทดลองบริโภคได้ประมาณ 10 วัน น้ำหนักลดลง 2 กิโลกรัม แต่ก็มาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา หลังมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ซึ่งพี่สาวไม่มีโรคประจำตัวแต่อย่างใด หลังจากนั้นมารดาเสียใจมากและร่างกายทรุดลงจนเสียชีวิตในวันที่ 3 เมษายน 2561 เป็นความสะเทือนใจของคนในครอบครัวที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น โดยตนได้มอบหลักฐานทั้งหมดให้ สภ.เมืองกาญจนบุรีแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปคดีได้



 

          นายวุฒิกรกล่าวต่อว่า มีตัวแทนผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลีนโทรศัพท์มาเคลียร์ปัญหา พร้อมยื่นข้อเสนอเป็นเงินเยียวยา 1 ล้านบาท แต่ไม่กล้าไปพบเพราะกลัวอันตราย นอกจากนี้ เงินจำนวนดังกล่าวไม่สามารถชดเชยชีวิตพี่สาวได้ จึงมาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ปคบ. เพื่อดำเนินการต่อผู้ที่เกี่ยวข้องและไม่อยากให้ใครตกเป็นเหยื่อจากการบริโภคผลิตภัณฑ์ลีนอีก


 

          พ.ต.อ.ไพฑูรย์เผยว่า ขณะนี้สำนวนคดียังอยู่ที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี หากมีความซับซ้อนมากอาจเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาโอนสำนวนคดีมายัง บก.ปคบ.ดำเนินการตรวจสอบต่อไป อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ปิดโรงงานผลิตและยึดผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทั้งหมดมาตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว

          วันเดียวกัน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กล่าวถึงกรณีการดำเนินคดี พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีต รอง ผกก.สันติบาล ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันกรรโชกทรัพย์ เก็บค่าคุ้มครองผู้ค้าในตลาดใหม่ดอนเมือง ว่า เรื่องนี้ใกล้จะจบแล้ว ขอยืนยันว่าไม่ใช่การกลั่นแกล้ง ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างการสอบสวนผู้เสียหายให้ครบถ้วนก่อน จากนั้นจะเป็นขั้นตอนของอัยการและศาลที่จะต้องดำเนินการต่อ และยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งกับ พ.ต.ท.สันธนะ แม้ว่าจะมีชื่อติดอยู่ 1 ใน 3 นายพลตำรวจที่ถูกกล่าวอ้างก็ตาม


 

          พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในอดีตเคยไปจับโต๊ดเถื่อนในสนามม้า ซึ่งจับทุกราย มีสถิติจับกุมชัดเจน จึงอาจทำให้มีคนไม่พอใจบ้าง แต่ก็ต้องทำตามหน้าที่ และย้ำว่าไม่มีเรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไปทะเลาะกับ พ.ต.ท.สันธนะ เพราะไม่เคยคุยกันเลย ไม่มีเลือกปฏิบัติ

          ทั้งนี้ ไม่ได้มองเรื่องของ พ.ต.ท.สันธนะ เป็นประเด็นหลัก แต่จะทำอย่างไรให้ตลาดใหม่ดอนเมืองแข็งแรง เช่น รายได้ต้องเข้ารัฐครบถ้วน รายได้จากการเช่าที่ดินก็จะต้องเข้ากรมธนารักษ์ การเสียภาษีต้องถูกต้อง พ่อค้าและแม่ค้าต้องขายสินค้าที่ถูกต้องและมีอย. ดังนั้นเมื่อออกจากตลาดนี้ไป ตลาดจะต้องมีความสมบูรณ์ ไม่มีการต่อเติมอาคาร ที่สำคัญจะต้องไม่มีการบุกรุกคลองเปรมประชากร ดังนั้น การดำเนินคดีที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น โดยสำนักงานเขตดอนเมืองจะต้องปิดประกาศให้ครบ เมื่ออาคารต่อเติมผิดก็จะต้องมีการรื้อถอนภายใน 30 วัน ถ้ารื้อถอนไม่ทันเวลาก็จะต้องเลื่อนเวลาออกไป

          ส่วนที่บุกรุกคลองเปรมประชากรจะต้องทุบทิ้งทั้งหมด ส่วนค่าเช่าที่ราคาสูงนั้น ทางอธิบดีกรมธนารักษ์ก็จะต้องมาดูว่าถูกต้องหรือไม่ ราคาสูงกว่าความเป็นจริงหรือไม่ เชื่อว่าจะใช้ระยะเวลาอีกเพียงประมาณ 2 สัปดาห์ก็จะเสร็จสิ้น ถ้ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องก็จะต้องดำเนินคดี โดยจะต้องมีผู้เสียหายมาฟ้องร้อง

          เมื่อถามว่า พ.ต.ท.สันธนะ เป็นผู้มีอิทธิพลหรือไม่นั้น พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ไม่ได้มองเป็นผู้มีอิทธิพลเลย เพราะวันนี้เรามองว่าไม่มีผู้มีอิทธิพล แต่เป็นเพียงการกระทำความผิดเฉพาะกลุ่ม หรือบุคคลเท่านั้น มาเฟียก็ไม่มี เราไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงส่วนนี้ส่วนเดียว ซึ่งเราจะต้องดูทุกส่วนให้ครบถ้วน


 

          พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อถึงกรณีที่ตำรวจออกหมายเรียก พ.ต.อ.สมชาย ประยูรรัตน์ วัย 91 ปี บิดา พ.ต.ท.สันธนะ ฐานให้ที่พักพิงผู้ต้องหาว่า ได้สอบถามไปยังผู้กำกับ สน.โชคชัย แล้ว เป็นเพียงการตรวจสอบเท่านั้น ซึ่งหลังจากการตรวจสอบพบว่า ไม่เข้าข่ายการกระทำผิดก็ไม่มีอะไร จึงไม่มีการดำเนินคดีใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา ขอยืนยันว่า ไม่มีเรื่องพ่อแม่เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนที่ภรรยา พ.ต.ท.สันธนะ ไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนนั้น ก็ถือว่าเป็นสิทธิสามารถทำได้ ซึ่งพร้อมให้ตรวจสอบทุกส่วนอยู่แล้วว่าเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่อย่างไรบ้าง เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นบุคคลสาธารณะ เมื่อเราทำหน้าที่แล้วก็ต้องพร้อมให้สังคมตรวจสอบ ถ้าทำดีหรือไม่ดีสังคมก็ต้องรับรู้

          “การทำงานในครั้งนี้มีหลายหน่วยงานทำงานร่วมกัน เชื่อว่าไม่มีใครกล้าแตกแถว อยากให้มีการตรวจสอบเยอะๆ จะได้โปร่งใส การจะดำเนินคดีใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสิทธิและเสรีภาพถือเป็นสิ่งสำคัญ การจะไปดำเนินคดีกับใครนั้นจะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน และผมไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าว


 

Shares :
เปิดอ่าน 794 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ